Sorry, you need to enable JavaScript to visit this website.
Skip to main content
PRO PLAN® Kitten Starter Salmon & Tuna Formula Dry Cat Food
โปรแพลน®แมว
โปรแพลน®คิทเทนสตาร์เตอร์​ สูตรแซลมอนและทูน่า ชนิดเม็ด​
โปรแพลน®คิทเทนสตาร์ทเตอร์ สูตรแซลมอนและทูน่า ประกอบด้วยสารอาหารที่จำเป็น รวมถึง ดีเอชเอ, วิตามินซี, และดี พร้อมด้วยสารสกัดจากนมน้ำเหลือง, เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงสำหรับลูกแมว เหมาะสำหรับลูกแมวหลังหย่านม 4 สัปดาห์ ถึง 6 เดือน และประกอบด้วยสารอาหารที่เหมาะสำหรับแมวตั้งท้อง และให้นม Colostrum (สารสกัดจากนมน้ำเหลือง) - เพื่อพัฒนาการของระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของลูกแมวDHA - เสริมสร้างพัฒนาการของระบบสมองและการมองเห็นระดับสารอาหารที่เหมาะสมกับแมวตั้งท้อง และให้นมวิตามินและแร่ธาตุ - เสริมสร้างการเจริญเติบโตของกระดูก, ฟัน, และกล้ามเนื้อ
Star empty Star empty Star empty Star empty Star empty
อาหารชนิดเม็ด
ลูกแมว
Cat Body Language Guidelines
เคล็ดลับและแนวทางการอ่านภาษากายแมว
ใช้เวลาอ่าน 1 นาที
ภาษากายที่ควรสังเกตให้รู้ว่าน้องแมวไว้ใจเรา เป็นที่รู้กันว่าโดยธรรมชาติแล้วน้องแมวนั้นเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างระแวง ไม่ไว้ใจใครง่ายๆ ดังนั้นถ้าเราคอยหมั่นสังเกตว่าพฤติกรรมแมวแบบไหนที่แสดงออกมา เป็นการสื่อความหมายว่า ณ ตอนนั้นเค้ากำลังรู้สึกสบายใจ กังวลใจ กำลังอยู่ในอารมณ์แมวร่าเริง หรือเกิดความไว้วางใจเราได้หรือไม่ ก็จะช่วยให้เราคาดเดาและตอบสนองกับน้องแมวเพื่อสร้างความวางใจได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเพื่อนๆ จะสามารถจับจุดสังเกตที่สำคัญของร่างกายน้องแมวได้ ดังนี้ค่ะ หางน้องแมว จุดสังเกตแรกว่าเค้ามีความสุขหรือไม่ น้องแมวก็คล้ายกับสัตว์ประเภทอื่น ที่สามารถสื่อสารด้วยการเคลื่อนไหวของส่วนหางได้ค่ะ โดยเฉพาะเมื่อเวลาที่น้องแมวกำลังมีความสุข หรือเต็มเปี่ยมไปด้วยความไว้ใจเวลาที่อยู่ใกล้ๆ กับเรานั้น หางของน้องแมวจะมีลักษณะตั้งตรงแต่ปลายหางจะขดเป็นวงเล็กๆ น่ารัก หรืออย่างเวลาที่เค้าตกใจกลัว หางก็จะลดลงต่ำและไปซุกอยู่ที่ระหว่างขาหลังนั่นเอง ซึ่งเราสามารถสรุปพฤติกรรมแมวขยับหางเพื่อระบุอารมณ์ความรู้สึกของเค้าได้ง่ายๆ เพียงคนเลี้ยงแมวอย่างเราพฤติสังเกตได้ดังนี้ค่ะ • หางม้วนห้อยลง แต่ส่วนปลายหางม้วนชี้ขึ้น แสดงว่าน้องแมวกำลังรู้สึกสบายและผ่อนคลาย • หางตั้งขึ้น แต่ปลายหางเอียงไปข้างหน้าหรือข้างหลัง แปลว่าเค้ากำลังสนใจและมีความรู้สึกเป็นมิตร • หางอยู่นิ่งๆ แต่มีการกระตุกเป็นครั้งคราว นั่นแสดงว่าน้องแมวกำลังรู้สึกรำคาญหรือถูกรบกวนอยู่ • ถ้าหางสะบัดอย่างรุนแรงจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง ให้รีบออกห่างเพราะเค้ากำลังโกรธนะคะ • หางเหยียดตรงชี้ขึ้น พร้อมกับขนที่หางลุกชัน แสดงว่าน้องแมวกำลังเตรียมตัวเข้าพร้อมต่อสู้บางอย่าง • ถ้าหางลดตัวลงต่ำมาก หรือหลบหางไปซุกอยู่ระหว่างขาหลัง อาจจะแสดงว่าแมวกำลังยอมแพ้หรือกลัวนั่นเองค่ะ ดวงตาน้องแมว จุดสังเกตุที่สะท้อนอารมณ์เค้าได้ดี เพราะดวงตาก็คือหน้าต่างของหัวใจ ดังนั้นอีกหนึ่งวิธีที่เราจะจับสังเกตได้ว่าเค้ากำลังมอบความไว้ใจ รวมถึงแสดงท่าทีที่บ่งบอกว่าเค้ามีความสุขได้ง่ายๆ ก็คือการสังเกตพฤติกรรมแมวผ่านการจ้องตาของเค้าได้ตามนี้เลยค่ะ • เวลาที่เราจ้องน้องแมว แล้วเค้าก็จ้องกลับมาแบบตาประสานสายตาของเรา เป็นการบ่งบอกกลายๆ ว่าเค้าไว้ใจและรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่กับเรา • หากระหว่างการจ้องตากับน้องแมว แล้วเค้าค่อยๆ กระพริบตาช้าๆ ใส่เรา นั่นอาจจะหมายความว่าน้องแมวกำลังมีความรักและบ่งบอกว่าเค้ารู้สึกสบายใจกับเราหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้นะคะ • ข้อความระวังก็คือ การจ้องตาไปที่น้องแมวตรงๆ แบบแข็งทื่อโดยที่ไม่กระพริบตาเลย อาจจะถูกน้องแมวตีความได้ว่านั่นเป็นท่าทางของการรุกราน ซึ่งทำให้น้องแมวรู้สึกไม่สบายใจได้ พฤติกรรมอื่นๆ ที่น้องแมวมักจะใช้บอกว่ามีความสุขนะ โดยปกติแล้วน้องแมวจะสามารถแสดงภาษาท่าทางออกมาจากร่างกายได้อย่างชัดเจนอยู่แล้วค่ะ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากที่คนเลี้ยงแมวอย่างเราจะสังเกตรูปแบบพฤติกรรมแมวของเค้าเพื่อตีความได้ว่าน้องแมวกำลังมีความอุ่นใจเวลาที่อยู่ใกล้ๆ เราหรือเปล่า ซึ่งรูปแบบที่เค้ามักจะแสดงออกมาให้เราได้เห็นกันบ่อยก็คือ • การที่น้องแมวเอาส่วนหัว ส่วนสีข้างตัว หรือส่วนหางมาถูคลอเคลียกับเรา นั่นหมายความว่าเค้าต้องการทิ้งกลิ่นของตัวเองเอาไว้ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ นอกจากนั้นยังเป็นหนึ่งในการแสดงความอ่อนโยนและเป็นมิตรของน้องแมวอีกด้วยนะ • น้องแมวนอนกลิ้งพร้อมกับโชว์พุงให้เราดู แสดงว่าเค้ามีความไว้เนื้อเชื่อใจเราเป็นอย่างมาก เพราะน้องแมวส่วนใหญ่ ตำแหน่งพุงถือเป็นร่างกายส่วนที่เค้าหวงมากๆ ค่ะ ดังนั้นหากเค้าหงายพุงให้เราดูได้ก็หมายความว่าน้องแมวมีความเชื่อใจเราสูงมากเลยล่ะ ข้อควรระวังก็คือไม่ควรทำลายความเชื่อใจนั้น ด้วยการเอามือของเราไปจกพุงเค้านะคะ • ถ้าน้องแมวเอาลิ้นมาเลียที่ตัวเรา นั่นหมายถึงว่าเค้าได้มอบความไว้ใจสูงสุดให้กันแล้วล่ะค่ะ เพราะโดยปกติการเลียของแมวนั้นจะใช้สำหรับทำความสะอาดให้กับลูกของตัวเองเท่านั้น การที่น้องแมวเลียเราอาจจะเห็นว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนั่นเอง • น้องแมวส่งเสียงครางเบาๆ ดังครืดๆ ออกมาจากลำคอให้เราได้ยิน โดยปกติทั่วไปจะหมายความว่าเค้ากำลังสบายอกสบายใจหรือกำลังรู้สึกพึงพอใจกับอะไรบางอย่าง เช่น ส่งเสียงครืดคราดระหว่างถูกลูบหัว หรือส่งเสียงระหว่างกำลังคลอเคลียกับเจ้าของนั่นเอง แต่อย่างไรก็ดีการที่น้องแมวส่งเสียงแบบนี้ออกมา ก็สามารถสื่อความหมายอื่นๆ ได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรหมั่นใส่ใจเสียงร้องของเค้าให้ดีนะคะว่าเสียงโทนไหนที่เค้ามีความสุข หรือเสียงโทนไหนที่เค้ากำลังไม่สบายนะคะ แล้วจะทำยังไง ให้น้องแมวมีความสุขและไว้ใจเราได้ล่ะ? หากเพื่อนๆ อยากให้น้องแมวไว้ใจและแสดงพฤติกรรมน่ารักๆ ออกมาแล้วล่ะก็ ในฐานะของคนเลี้ยงแมวที่ดี เราก็ควรให้เวลาดูแลแมวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับเค้าบ่อยๆ เพื่อออกกำลังกาย หรือคอยหมั่นการลูบคลำในตำแหน่งที่น้องแมวส่วนใหญ่มักจะชอบ อย่างการลูบส่วนหัว เกาใต้คาง หรือลูบเบาๆ ที่โคนหาง ก็จะช่วยให้ทุกคนสามารถสานสัมพันธ์กับน้องแมวได้เป็นอย่างดีค่ะ ทั้งนี้ นอกจากการให้ความรักความใส่ใจกับน้องแมวแล้ว ก็ต้องไม่ลืมใส่ใจเรื่องสุขภาพแมวให้สมบูรณ์แข็งแรง อาทิ การให้น้องแมวได้รับวัคซีนอย่างถูกต้องตามช่วงวัย การพาเค้าไปตรวจสุขภาพแมวประจำปี และสิ่งสำคัญก็คือการเลือกดูแลแมวด้วยอาหารที่มีคุณภาพสูง มีสารอาหารที่เหมาะกับแมวในแต่ละช่วงวัยอย่าง Purina ONE ให้เค้าได้ทานทุกวันด้วยนะคะ เนื่องจาก Purina ONE ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพสูง ที่คัดสรรมาอย่างดีเพื่อให้เหมาะกับแมวในแต่ละช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอน ปลาทูน่าเนื้อไก่ และเนื้อไก่งวงแท้ๆ ซึ่งอุดมด้วยสารอาหารที่เหมาะกับแมว ทำให้น้องแมวมีครบ 6 สัญญาณสุขภาพดี โดยเพื่อนๆ ช่วยให้เค้าแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย เป็นน้องแมวร่าเริงแจ่มใส จนสามารถแสดงพฤติกรรมแมวที่มีความสุขและความไว้ใจให้กับเราได้บ่อยๆ ยังไงล่ะคะ เพื่อนๆ สามารถคลิกเข้ามาเลือกช้อป Purina ONE ทุกสูตร เพื่อมอบ 6 สัญญาณสุขภาพดีให้กับน้องแมวที่บ้านได้อย่างง่ายดาย ผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างสะดวก
พฤติกรรมและการสอนสัตว์เลี้ยง
dogs-home-alone
ทำไมต้องฝึกให้สุนัขอยู่บ้านตัวเดียว
ใช้เวลาอ่าน 1 นาที
ทำไมต้องฝึกให้สุนัขอยู่บ้านตัวเดียว การเลี้ยงสุนัขในบ้านหรือเลี้ยงสุนัขในคอนโด ทำกิจกรรมสนุกและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ถือเป็นความฝันของใครหลายคนเลยทีเดียว แต่ปัญหาคือเราไม่สามารถอยู่กับสุนัขของเราได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเจ้าของที่อยู่คนเดียวกับสุนัข เพราะว่าเราต้องออกไปทำงาน ทำธุระนอกบ้าน หรือจำเป็นต้องไปต่างจังหวัดทีละหลายๆ วัน แน่นอนว่าการให้สุนัขอยู่บ้านตัวเดียวแบบไม่ได้ฝึกไว้ก่อนอาจทำให้การเลี้ยงสุนัขเปลี่ยนเป็นฝันร้ายได้ เพราะสุนัขจะเริ่มแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ออกมา ไม่ว่าจะเป็นนิสัยที่ดุร้ายมากขึ้น กัดแทะทำลายข้าวของในบ้าน ขับถ่ายเรี่ยราด หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมจากความเหงาและขาดความอบอุ่น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าของควรฝึกเลี้ยงหมาในบ้านให้อยู่ตัวเดียวได้เพื่อให้สุนัขปรับตัวอยู่ร่วมกับเราได้อย่างมีความสุข ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าสุนัขเป็นสัตว์สังคมที่ธรรมชาติในการอยู่เป็นฝูง ดังนั้นเมื่ออยู่ตัวเดียวจึงเป็นธรรมดาที่สุนัขจะเกิดความวิตกกังวล เห่าหรือแสดงพฤติกรรมต่างๆ เพื่อเรียกสุนัขตัวอื่นในฝูงมาหา แต่อย่างไรก็ดีเราสามารถฝึกสุนัขให้ค่อยๆ คุ้นชินกับการอยู่บ้านตัวเดียวได้ โดยที่เขาเข้าใจว่าการอยู่ตัวคนเดียวไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว มีเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนุกให้ทำ และเจ้าของยังคงรักและดูแลเอาใจใส่เขาอย่างดีเหมือนเดิม แต่ก่อนที่เราจะฝึกเลี้ยงหมาในบ้านให้อยู่ตัวเดียว เราคงต้องปรับพฤติกรรมของสุนัขให้พร้อมก่อน โดยเจ้าของทุกท่านลองมาดูกันว่าสุนัขของคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่ และถ้ามีควรแก้ไขอย่างไร ตามนี้เลย 5 พฤติกรรมที่ควรเปลี่ยนก่อนฝึกให้สุนัขอยู่ตัวเดียว 1. ขออยู่ใกล้ชิดไม่ห่างเจ้านาย หากพบว่าสุนัขเดินตามติดเจ้าของตลอดเวลา เจ้าของอยู่ที่ไหนก็จะมีสุนัขอยู่ด้วยเสมอ เจ้าของควรเริ่มปรับพฤติกรรมนี้ด้วยการฝึกให้สุนัขอยู่ตัวเดียวในห้องหรือบริเวณที่ไม่ไกลกัน เพื่อให้สุนัขไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องอยู่กับเจ้าของด้วยกันตลอด เมื่อถึงเวลาที่ทำกิจกรรมด้วยกัน เช่น แปรงขน พาไปวิ่งเล่น ค่อยไปหาเขา วิธีนี้จะทำให้สุนัขเริ่มมีระยะห่างระหว่างเจ้าของอย่างสมดุล เข้าใจว่าการอยู่ตัวเดียวไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด 2. อารมณ์แปรปรวนง่าย งอแงเอาแต่ใจ การปรับพฤติกรรมนี้ต้องเริ่มจากตัวเจ้าของก่อนเลย ถ้าพบว่าสุนัขของเรากำลังเรียกร้องความสนใจ ไม่ควรตามใจเขาหรือไปโอ๋ อาจจะลดการกระทำให้รางวัลอย่างกอด อุ้ม หรือลูบ เมื่อสุนัขกำลังกลัวลง แต่ใช้วิธีตบที่ไหล่เบาๆ อย่างหนักแน่นพร้อมบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวแทน เพื่อให้เขามีจิตใจที่หนักแน่นและมั่นคงมากยิ่งขึ้น 3. อยู่ในกรงไม่ได้ ขอนอนกับเจ้านายเท่านั้น การแก้ปัญหานี้ควรเริ่มต้นจากให้สุนัขนอนในห้องหรือพื้นที่ของตัวเองดูก่อน อาจจะเริ่มปรับเหมือนกับสุนัขที่มีพฤติกรรมชอบอยู่กับเจ้าของตลอดเวลาก็ได้ หลังจากที่ฝึกให้อยู่ในพื้นที่ตัวเองทีละนิดก็ค่อยๆ ฝึกให้เขานอนนอกห้องนอน ก่อนที่จะขยับเป็นการฝึกให้อยู่ในกรงช่วงสั้นๆ ถ้าสุนัขไม่มีพฤติกรรมต่อต้านก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาให้นานมากขึ้น การฝึกให้สุนัขนอนในพื้นที่ของตัวเองและอยู่ในกรงได้จะทำให้สุนัขเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเองและไม่ติดเจ้าของมากเหมือนเคย 4. ร้องหรือกระวนกระวายใจเมื่อเห็นเจ้านายออกจากบ้าน เราอาจจะดีใจที่เห็นสุนัขคิดถึงเรา แต่หากสุนัขมีพฤติกรรมแบบนี้มากเกินไปอาจจะสร้างปัญหาต่อเพื่อนบ้านได้ โดยเฉพาะตอนที่เราไม่อยู่บ้านแล้วสุนัขส่งเสียงเห่าด้วยความเข้าใจว่าทำแบบนี้แล้วเราจะกลับมาหาเขา ดังนั้นเมื่อสุนัขแสดงพฤติกรรมแบบนี้เราต้องเริ่มต้นที่ใจแข็ง เมื่อเข้าและออกจากบ้านไม่ควรแสดงความรักกับสุนัขมากจนเกินพอดี อาจจะรอให้เขาสงบก่อนแล้วค่อยลูบหัวหรือเอ่ยชม หรือเมื่อผู้เลี้ยงกลับบ้านแล้วอาจจะไม่ต้องแสดงความรักกับสุนัขทันที แต่เว้นระยะเวลาซักพักหนึ่งหรือทำกิจกรรมอื่นๆ ก่อน แล้วค่อยทำ การกระทำแบบนี้จะทำให้สุนัขค่อยๆ เรียนรู้ได้เองว่าการที่เจ้าของออกจากบ้านและกลับมาเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษอะไร 5. หวงเจ้านายมาก ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้เจ้านายเลยจริงๆ พฤติกรรมนี้ค่อนข้างสร้างปัญหาให้เจ้าของ โดยเฉพาะถ้าสุนัขมีพฤติกรรมก้าวร้าวร่วมด้วย วิธีแก้คือให้เจ้าของแสดงความเป็นผู้นำเพื่อให้เขาเข้าใจว่าเราคือจ่าฝูง เมื่อสุนัขแสดงพฤติกรรมหวงเจ้านาย มีคนหรือสุนัขตัวอื่นมาใกล้แล้วขู่หรือทำตัวดุร้าย ให้เราดุเขาอย่างหนักแน่นทันทีเพื่อให้สุนัขรู้ว่าตัวเองกำลังทำเรื่องที่ไม่ดีอยู่ และไม่ควรตามใจหรือโอ๋เมื่อสุนัขทำตัวหวงเรา เพราะเขาจะยิ่งเข้าใจว่าทำดีแล้วนั่นเอง เคล็ดลับการฝึกสุนัขให้อยู่ตัวเดียวได้โดยไม่เหงา เมื่อเราปรับ 5 พฤติกรรมของสุนัขได้เรียบร้อยแล้ว ต่อไปนี้จะเป็นแนวทางการฝึกและเคล็ดลับเพื่อให้สุนัขอยู่บ้านได้ด้วยตัวเอง โดยที่เขาไม่รู้สึกกังวล เครียด หรือทำลายข้าวของเสียหาย โดยปกติการเลี้ยงสุนัขให้อยู่ตัวเดียวสามารถฝึกได้ตั้งแต่อายุ 12 สัปดาห์ขึ้นไป แต่สำหรับสุนัขโตแล้วก็สามารถฝึกได้เช่นกัน เพียงแต่อาจจะต้องให้เวลาเขาปรับตัวมากหน่อย โดยเฉพาะสุนัขที่ติดเจ้าของมาก โดยแนวทางการฝึกมีดังต่อไปนี้ 1. เริ่มจากให้อยู่ตัวเดียวเป็นเวลาสั้นๆ : เราควรเริ่มจากช่วงเวลาสั้นๆ ก่อน ในช่วงแรกอาจจะเริ่มจากอยู่กันคนละห้องหรือคนละชั้นในบ้าน ให้ต่างคนต่างมีเวลาเป็นของตัวเอง ซัก 2-3 ชั่วโมงก่อนที่จะมาเล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกัน แล้วค่อยขยับเป็นการไม่อยู่บ้านในวันหยุดเพื่อดูพฤติกรรมของเขา โดยช่วงแรกอาจจะเริ่มจากไปนอกบ้านซัก 1-2 ชั่วโมงแล้วกลับมาลูบหัวหรือทักทายเขา เพื่อให้เขาค่อยๆ เข้าใจว่าเรายังรักและดูแลเขาเหมือนเดิม ก่อนที่จะค่อยๆ เพิ่มเวลามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยวิธีนี้จะทำให้สุนัขเรียนรู้ที่จะอยู่ตัวเดียวในบ้านได้ในที่สุด 2. ทำให้บ้านน่าสนใจและอยู่สบาย : วิธีการหนึ่งที่ทำให้เราเลี้ยงหมาในบ้านตัวเดียวได้อย่างมีความสุขคือทำให้สิ่งแวดล้อมภายในบ้านน่าสนใจเพื่อที่เขาจะได้มีอะไรทำในแต่ละวัน ลองหาของเล่นสนุก โดยเฉพาะของเล่นลับสมองสำหรับสุนัขที่นอกจากจะสนุกแล้วยังทำให้เขาได้ฝึกคิดอีกด้วย อีกทั้งในยุค 5G แบบนี้เราอาจจะลองใช้อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ เช่น เครื่องโยนลูกบอลที่เชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เน็ตและควบคุมผ่านมือถือได้ เพื่อให้เราสามารถเล่นกับสุนัขได้ในช่วงว่างระหว่างวันแม้ว่าตัวเราจะไม่ได้อยู่ที่บ้านก็ตาม 3. พาไปออกกำลังหรือเล่นด้วยกันก่อนออกจากบ้าน : สำหรับสุนัขที่ชอบอยู่บ้านตัวเดียวแล้วทำลายข้าวของ วิธีนี้จะช่วยได้มากเลยทีเดียว ลองพาสุนัขไปเดินเล่นหรือออกกำลังก่อนเจ้าของจะออกจากบ้านจะช่วยให้สุนัขได้ใช้พลังงานไปอย่างถูกวิธี ลดปัญหาการทำลายข้าวของภายในบ้านได้ แถมยังเป็นการให้เจ้าของได้ออกกำลังกายอีกต่างหาก โดยเราอาจจะต้องตื่นเช้ากว่าปกติซักครึ่งชั่วโมงแล้วพาสุนัขไปทำกิจกรรมด้วยกัน แน่นอนว่าการตื่นเช้ากว่าเดิมนั้นต้องทุ่มเททั้งแรงกายใจนิดนึง แต่เชื่อเถอะว่าผลลัพธ์ออกมาคุ้มค่าแน่นอน 4. ทำให้การออกจากบ้านแต่ละวันเป็นเหมือนเรื่องปกติ : หลังจากฝึกให้สุนัขเริ่มอยู่บ้านตัวเดียวได้แล้ว ลองพยายามคงกิจวัตรในแต่ละวันให้คล้ายๆ เดิม ออกจากบ้านด้วยท่าทีสงบเหมือนกับเป็นเรื่องปกติและเมื่อกลับมาก็ทักทายสุนัขตามปกติ ไม่ต้องแสดงความรักมากเกินไป ด้วยวิธีนี้จะทำให้สุนัขรู้ได้เองว่าการที่เจ้านายไม่อยู่บ้านนั้นเป็นเรื่องที่ปกติและไม่น่าเป็นกังวลแต่อย่างใด 5. ทิ้งของที่มีกลิ่นเจ้าของไว้ : เทคนิคสุดท้ายสำหรับคลายเหงาให้สุนัขของเราคือลองทิ้งของที่มีกลิ่นเราเอาไว้เพื่อให้เขาผ่อนคลายมากขึ้น เราอาจจะต้องยอมสละเสื้อหรือกางเกงที่ใส่แล้วซักชุดวางทิ้งไว้ที่โซฟาหรือเก้าอี้เพื่อให้สุนัขเข้าใจว่าแม้เราจะไม่ได้อยู่บ้านแต่ก็ไม่ได้หายไปไหนเหมือนกัน สุดท้ายนี้แม้ว่าเราจะฝึกให้สุนัขสามารถอยู่ตัวเดียวในบ้านได้ แต่เราก็ต้องห้ามลืมเด็ดขาดว่าสุนัขไม่ควรอยู่ตัวเดียวเป็นระยะเวลานานๆ เพราะสุนัขทุกตัวล้วนแต่ต้องการความรักและการเอาใจใส่จากเจ้าของที่เพียงพอด้วยเช่นกัน อย่าลืมสร้างเวลาดีๆ ระหว่างคุณกับสุนัขด้วย SUPERCOAT® (ซุปเปอร์โค้ท®) อาหารสุนัขแสนอร่อยที่ทำมาจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยมที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี มีสารอาหารครบถ้วนตามที่อุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูงช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง มีวิตามิน แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และมีโอเมกา 3 และ 6 ที่ช่วยให้ผิวหนังและขนสวยเงางาม อีกทั้งยังปราศจากสีและวัตถุปรุงแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์ ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีและช่วยให้สุนัขของคุณเติบโตอย่างแข็งแรงเต็มที่จนคุณสังเกตได้อีกทั้งยังเสริมสร้างสุขภาพที่ดีและช่วยให้สุนัขของคุณเติบโตอย่างแข็งแรงเต็มที่จนคุณสังเกตได้ นอกจากมอบมื้ออร่อยให้สุนัขของเราแล้ว เรายังสามารถแบ่งเวลาในแต่ละวันเพื่อทำกิจกรรมร่วมกับเขาอย่างตั้งใจเพื่อสานสายสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น เล่นอะไรสนุกๆ แปรงขน หรือพาไปเดินเล่น โดยอาจจะทำเป็นตารางเวลาในแต่ละวันให้เหมือนๆ กันในทุกสัปดาห์เพื่อให้เขาเรียนรู้ว่าเวลาไหนจะต้องทำอะไรและทำให้เราจัดการเวลาง่ายมากขึ้นด้วย
พฤติกรรมและการสอนสัตว์เลี้ยง
Eyes Problems in Cats
ปัญหาเรื่องตาที่พบบ่อยในน้องแมว
ใช้เวลาอ่าน 1 นาที
ปัญหาเรื่องตาที่พบบ่อยในน้องแมว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของน้องแมวคนไหน ถ้าเจอน้องแมวส่งสายตาปิ๊งๆ ให้ รับรองว่าใจละลายกันทุกคน แต่ถ้าวันดีคืนดีสายตาที่ส่งมาจากกระจกตาใสๆ ดูผิดปกติไป สังเกตเห็นได้จากอาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อาการหรี่ตา มีน้ำตาไหล แมวตาแดง แมวตาบวม มีขี้ตาเกรอะกรัง เกิดกระจกตาขุ่น แมวน้ำตาไหล แมวมีอาการเกาตาบ่อยกว่าปกติ หรือมีอาการหลายๆ อย่างประกอบกัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจเกิดจากการเล่น การต่อสู้ของน้องแมว จนพลาดพลั้งไปโดนกระจกตาจนเป็นแผล หรืออาจเกิดจากโรคต่างๆ ที่เกิดกับน้องแมวได้ ซึ่งถ้าเจ้าของหมั่นสังเกตความผิดปกติที่ตาแมว แล้วพาไปหาคุณหมอได้ทันเวลา เรื่องเล็กๆ จะไม่ลุกลามเป็นเรื่องใหญ่ จนอาจเสียดวงตาใสๆ ไปได้ ปัญหาเรื่องตาแมวที่พบได้บ่อยมีอะไรบ้าง มาติดตามอ่านกันต่อได้เลย แมวตาแดง แมวตาบวม เกิดได้จากการอักเสบติดเชื้อที่ส่วนต่างๆ ของตา เช่น เปลือกตา ตาขาว ตาดำ การถูกสารเคมี หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดแมว โดยจะเห็นว่าขอบตาแมวบวม แมวตาแดง และมีอาการคันตา แมวเอาหน้าไถกับพื้นหรือไถตามสิ่งของ จนทำให้เยื่อตาขาวอักเสบและมีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ตาแทรกซ้อนตามมาได้ ดูแลอย่างไร : หากพบว่าแมวมีอาการดังกล่าวควรรีบพาไปพบคุณหมอ เพื่อวินิจฉัยสาเหตุและให้การรักษาอย่างถูกต้อง และใส่ลำโพงเพื่อป้องกันไม่ให้แมวเกาตา หรือเอาหน้าไปถูพื้นหรือสิ่งของ ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองเพิ่มได้ ที่สำคัญไม่ควรซื้อยามาหยอดเอง เพราะอาจไม่หายและมีอาการหนักขึ้นหากไม่ได้รับการรักษาที่สาเหตุการเกิดที่แท้จริง แมวน้ำตาไหล มีหลายสาเหตุที่ทำให้แมวมีน้ำตาไหลมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาท่อน้ำตาอุดตัน การผลิตน้ำตามากกว่าปกติ การอักเสบของดวงตา การเกิดแผลหลุม รวมทั้งการระคายเคืองต่างๆ แมวที่น้ำตาไหลมากจะพบว่ามีคราบน้ำตาที่หัวตา หรือมีคราบน้ำตาเป็นสีน้ำตาลแดงติดเป็นทางบริเวณหัวตา ดูแลอย่างไร : ควรพาน้องแมวไปพบคุณหมอ เพื่อวินิจฉัยและประเมินการรักษาจากสาเหตุ เพื่อที่จะรักษาได้อย่างตรงจุด โดยไม่ควรซื้อยามาหยอดเอง แมวตาขุ่นขาว เป็นความผิดปกติที่เกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากตาแมวมีแผลที่กระจกตาที่เกิดจากการต่อสู้หรือเล่นกัน เกิดจากต้อหิน การเสื่อมของกระจกตาทำให้เกิดการบวมน้ำ นอกจากนี้ยังเกิดได้ในแมวอายุมาก รวมทั้งแมวที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน จึงจำเป็นต้องให้คุณหมอตรวจเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป ดูแลอย่างไร : หากสังเกตว่าแมวมีอาการผิดปกติ อย่านิ่งนอนใจ ควรใส่ลำโพงป้องกันไม่ให้แมวเกาตา และพาน้องแมวไปพบคุณหมอ เพื่อวินิจฉัยและการรักษา ซึ่งในกรณีนี้อาจใช้เวลาในการรักษาที่ยาวนาน และต้องพาแมวไปพบคุณหมออย่างต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีอาจสูญเสียการมองเห็นได้ สีตาเปลี่ยนไป หากใครเลี้ยงน้องแมวตั้งแต่ยังเป็นลูกแมวตัวจิ๋วน่าจะเคยสังเกตกันบ้างแล้วว่า ลูกแมวน้อยทุกตัวจะมีดวงตาสีฟ้าเมื่อมีอายุได้ 10 วัน ไปจนกระทั่งแมวอายุได้ 6-7 สัปดาห์ สีของดวงตาก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นสีตาของจริง ที่จะคงอยู่ตลอดไป แต่ในบางครั้งเราอาจพบว่าม่านตาของแมวที่โตเต็มวัย มีจุดหรือปื้นสีน้ำตาลที่เกิดขึ้นมา เรียกว่า ไอริส เมลาโนซิส ซึ่งทั่วไปไม่ส่งผลใดต่อการมองเห็น แต่หากมีขนาดใหญ่มาก อาจทำให้ม่านตาทำงานผิดปกติ และทำให้เกิดปัญหาต่อหิน เพราะทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นกว่าปกติ แต่หากปัญหาที่พบเป็น ไอริส เมลาโนม่า หรือ มะเร็งที่ม่านตา กรณีนี้จัดว่าอันตรายต่อน้องแมวมากๆ เลยทีเดียว ดูแลอย่างไร : ถ้าเห็นจุดสีที่เกิดขึ้นบนตาน้องแมวก็อย่างนิ่งนอนใจ รีบพาไปตรวจตาเพื่อให้คุณหมอวินิจฉัย เพื่อจะได้รับการรักษาที่ทันท่วงที นอกเหนือจากการเอาใจใส่และสังเกตความผิดปกติที่เกิดกับตาน้องแมวแล้ว ต้องไม่ลืมมอบอาหารที่ช่วยบำรุงสายตาให้กับน้องแมว เช่น Purina ONE ที่อุดมไปด้วย โอเมก้า 3 & 6 และวิตามิน E , A ซึ่งจะช่วยบำรุงสายตาน้องแมวให้สดใสเป็นประกาย มีสุขภาพดี และอีกสิ่งที่เจ้าของน้องแมวต้องตระหนักไว้เสมอก็คือ ไม่ควรจะซื้อยาหยอดตามาใช้สำหรับแมวด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมียาหยอดตาและยาป้ายตาสำหรับแมวโดยเฉพาะ แต่หลายๆ ครั้งคุณหมอก็จำเป็นต้องจ่ายยาสำหรับคนให้กับแมวเช่นกัน ดังนั้นหากพบความผิดปกติ ก็ควรพาแมวไปตรวจและรับยาจากคุณหมอ รวมทั้งรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับยาจากคุณหมออย่างละเอียด
ดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง
Woman cuddling her cat
น้องแมวมีวันดีๆ แบบนี้​ รับรองสุขภาพดีแน่นอน
ใช้เวลาอ่าน 1 นาที
น้องแมวมีวันดีๆ แบบนี้รับรองสุขภาพดีแน่นอน กิจวัตรประจำวันของคนเราเริ่มต้นตั้งแต่ตื่นนอน ไปทำงาน กลับมาบ้าน กิจกรรมในแต่ละวันช่างหลากหลาย มีอะไรให้ทำมากมายเต็มวัน แล้วเคยนึกสงสัยกันบ้างหรือเปล่า ว่าน้องแมวที่อยู่ที่บ้านเราจะมีกิจกรรมประจำวันอะไรบ้าง ขอบอกไว้ก่อนนะว่าถ้าน้องแมวมีกิจกรรมประจำวันประมาณนี้แล้วล่ะก็ มีแนวโน้มว่าน้องแมวจะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีเลยล่ะ ถ้าใครอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างมาตามอ่านต่อกันได้เลย สำรวจยามเช้า เมื่อเราก้าวเท้าออกจากบ้านพฤติกรรมแมวยามเช้าคือ การสำรวจบ้านว่ามีอะไรใหม่ๆ ที่ยังไม่ได้ทำความคุ้นเคยอีกบ้าง ไม่ว่าจะเป็นของในบ้าน หรือเดินสำรวจนอกบ้านก็ไม่พลาด เรื่องนิสัยแมวขี้สงสัยนี่บอกเลยว่ายกที่หนึ่งให้ไปแบบไม่มีใครเกินแน่นอน
พฤติกรรมและการสอนสัตว์เลี้ยง
ดูแลแมวขนสั้น vs แมวขนยาวพันธุ์แท้ แตกต่างกันยังไงนะ
การดูแลแมวขนสั้น vs แมวขนยาว แตกต่างกันยังไงนะ
ใช้เวลาอ่าน 1 นาที
ดูแลแมวขนสั้น vs แมวขนยาวพันธุ์แท้ แตกต่างกันยังไงนะ ถ้าพูดถึงแมวขนสั้นยอดนิยม เพื่อนๆ ก็น่าจะคิดถึงน้องแมวพันธุ์แท้อย่างอเมริกันช็อตแฮร์ สก๊อตติสโฟลด์ หรือแม้แต่แมวไทยพันธุ์ผสมส่วนน้องแมวขนสวยยาวที่ดูนุ่มฟูใครๆ เห็นก็รักนั้นคงไม่พ้นน้องแมวเปอร์เซีย หรือพันธุ์เมนคูณนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าน้องแมวที่มีความยาวของขนไม่เหมือนกันนั้น เราก็จำเป็นต้องใช้วิธีการดูแลพวกเค้าแตกต่างกันไป และในครั้งนี้เราจะมาแนะนำวิธีดูแลน้องแมวให้เพื่อนๆ ได้ทราบกันค่ะ ก่อนอื่น ต้องเตรียมอุปกรณ์ดูแลแมวขนสวยให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นน้องแมวขนสั้นหรือขนยาว สิ่งจำเป็นเบี้องต้นที่ควรเตรียมก็คืออุปกรณ์จำเป็นทั้งหลายเพื่อน้องแมวที่ทุกคนควรมีไว้ใช้งาน ได้แก่ - ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดขนแมว เช่น แชมพูทำความสะอาดขน สเปรย์ฆ่าเชื้อและทำความสะอาดขนแมวที่ได้รับการรับรองความปลอดภัย ไม่ควรเอาแชมพูของคนมาใช้กับน้องแมว เพราะอาจทำให้ผิวของแมวแห้งหรือเกิดอาการแพ้ได้อีกด้วย - ผลิตภัณฑ์บำรุงขนแมว ถือเป็นตัวเลือกเสริมที่ช่วยให้เพื่อนๆ ดูแลขนของน้องแมวได้ง่ายขึ้น เช่น สเปรย์บำรุงขนให้ความชุ่มชื้นแก่เส้นขน ที่จะทำให้ขนแมวพันกันรักษาเส้นขนที่แห้งเสียให้นุ่มฟูมีน้ำหนักได้ค่ะ - หวีแปรงสำหรับแปรงขนแมว มีหลายแบบ โดยแบ่งง่ายๆ ได้ดังนี้ • แปรงหมุด (Pin Brush) เป็นแปรงที่เหมาะสำหรับการใช้กำจัดขนน้องแมวที่ร่วงไปแล้วแต่ยังติดอยู่ตามลำตัวได้เป็นอย่างดี โดยสำหรับน้องแมวขนยาวล่ะก็แนะนำให้เลือกแปรงหมุดเบอร์ 27 ที่ไม่มีตุ่มๆ ติดอยู่ตรงปลายนะคะ เพราะตุ่มเหล่านั้นอาจจะกระชากขนของน้องแมวให้ขาดได้นั่นเอง • แปรงขนลวด (Slicker) เหมาะสำหรับการใช้สางขนที่พันกันของน้องแมวขนยาว โดยเฉพาะตามจุดที่มีความเสี่ยงขนพันกันได้ง่ายอย่างช่วงหลังใบหู รักแร้ หรือขนตามขาของเค้านั่นเองค่ะ • แปรงขนหมู (Bristle Brush) สำหรับน้องแมวขนสั้น นี่คือแปรงที่เหมาะสำหรับเค้าเลยล่ะค่ะ เพราะแปรงชนิดนี้เหมาะสำหรับกำจัดขนร่วงบนลำตัวของน้องแมวขนสั้น รวมถึงช่วยขจัดสะเก็ดต่างๆ ที่อยู่บนผิวของน้องแมวออกไปได้ แถมยังสามารถทำให้หวีขนของเค้าได้ง่ายขึ้นอีกด้วย - อุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดขนแมวอื่นๆ เช่น กรรไกรตัดเล็บแมวและผ้านุ่มๆ สำหรับเช็ดตัว เทคนิคการดูแลน้องแมวขนสั้น สำหรับน้องแมวสายพันธุ์ที่มีขนสั้นเป็นส่วนใหญ่อย่างอเมริกันช็อตแฮร์ สก๊อตติสโฟลด์ หรือแมวไทย ฯลฯ การดูแลแมวขนสวยให้นุ่มลื่นดูสุขภาพดีนั้น เราไม่จำเป็นต้องอาบน้ำให้กับน้องแมวสายพันธุ์นี้บ่อยจนเกินไปค่ะ อาจจะเดือนละครั้งหากน้องแมวไม่ได้ออกไปสัมผัสกับสิ่งสกปรกภายนอก แต่แนะนำว่าเจ้าของควรจะหวีขนให้กับน้องแมวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อเป็นการกวาดเอาตัวเส้นขนบนผิวหนังที่ตายแล้วออกไป และยังเป็นการช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของต่อมน้ำมันให้ผิวหนังสุขภาพดีด้วยนะคะ เทคนิคการดูแลน้องแมวขนยาว การดูแลน้องแมวขนยาวอย่างแมวเปอร์เซีย หรือแมวเมนคูน นั้นจะแตกต่างจากน้องแมวขนสั้นมากเลยค่ะ เพราะเราจำเป็นต้องใส่ใจเรื่องการแปรงและทำความสะอาดขนของเค้าเป็นพิเศษ เริ่มต้นด้วยการใช้หวีแปรงขนแมวให้เค้าอย่างน้อยวันละ 15 นาที เพื่อช่วยเอากระจุกขนและขนที่พันกันของเค้าออก โดยเริ่มต้นจากการแปรงขนใต้ท้อง ขนตามลำตัว ขนต้นคอ ขนหลังใบหู ขนหน้าอก ขนหาง และขนส่วนก้นที่มีโอกาสพันกันง่ายเป็นพิเศษ โดยเป็นการเน้นในจุดที่น้องแมวไม่สามารถเอื้อมไปเลียขนได้นั่นเอง นอกจากนี้การหวีน้องแมวขนยาวยังเป็นการช่วยเช็คหาเห็บหรือหมัดที่อาจจะซ่อนตัวอยู่ด้วยเช่นกัน จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นน้องแมวขนสั้นหรือน้องแมวขนยาว การที่เราหมั่นแปรงขนแมวเป็นประจำทุกๆ วัน นอกจากจะช่วยให้น้องแมวแสนรักของเรามีสุขภาพผิวหนังและเส้นขนที่ดีได้แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ของเรากับน้องแมวให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วยนะคะ หลีกเลี่ยงปัญหาก้อนขนด้วยการเลือกอาหารที่ช่วยขับก้อนขน เคล็ดลับสำคัญอีกอย่างสำหรับการดูแลน้องแมวขนสวย ไม่ว่าจะเป็นแมวขนสั้นหรือขนยาวที่อาศัยอยู่ในบ้านก็คือการเลือกอาหารที่เหมาะสมกับเค้า โดยแนะนำให้เพื่อนๆ เลือกซื้ออาหารแมว Purina ONE Indoor Advantage สูตรสำหรับแมวเลี้ยงในบ้าน เพราะการเลือกซื้ออาหารแมวที่มีกากใยอาหารจากธรรมชาติสูง จะช่วยขับก้อนขนที่เกาะอยู่ในทางเดินอาหาร ไม่ทำให้ทางเดินอาหารอุดตัน เพราะเวลาน้องแมวเลียทำความสะอาดขนนั้นมักจะกลืนเส้นขนเข้าไปในท้อง โดยเฉพาะแมวขนยาว และอาหารสูตรสำหรับแมวเลี้ยงในบ้าน จะช่วยขับก้อนขนที่กลืนเข้าไปออกมาผ่านการขับถ่าย ลองเลือกอาหารแมวที่เหมาะสมได้ที่นี่ ค่ะ นอกจากเส้นขนแล้วผิวหนังของน้องแมวก็สำคัญนะ สำหรับน้องแมวขนยาวอย่างแมวเปอร์เซีย การป้องกันไม่ให้เกิดโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นจากเชื้อราหรือที่เรียกว่า “Ringworm” ที่มักจะมีอาการขนร่วงแหว่งเป็นวงกลมขอบเรียบ หรือมีสะเก็ดพร้อมอาการคันนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญเช่นกันค่ะ ซึ่งจะป้องกันได้แค่เพียงเพื่อนๆ ทำความสะอาดโซนที่เค้ามักจะชอบไปนอนกลิ้งเล่นในบ้านอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงคอยสังเกตอาการและพาเค้าไปฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นหากใครอยากให้เค้ามีผิวหนังสุขภาพแมวที่ดี มีผิวหนังเรียบ ไม่มีรังแค ก็ขอแนะนำให้เค้าได้ทานอาหารแมว Purina ONE ที่อุดมด้วยโอเมก้า 3&6 วิตามิน E,A ช่วยให้แมวมี 6 สัญญาณสุขภาพดีเป็นประจำไปพร้อมกันด้วยนะคะ ที่มา วิธีดูแลและเลี้ยงดูแมวเหมียว สายพันธุ์ต่างประเทศ: http://www.cattrips.com/แมวต่างประเทศ ดูแลขนแมวให้สวยแบบง่ายๆกับวิธีแปรงขนให้ถูกวิธี: http://www.catlikelove.com/tips/how-to-brush-cat/ วิธีการอาบน้ำแมว: http://th.wikihow.com/อาบน้ำให้แมว 6 โรคแมวที่คนเลี้ยงแมวไม่ควรมองข้ามจนแมวป่วย: http://www.triptravelgang.com/travel-restaurant/7270/
ดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง
Artboard 14
จริงหรือเปล่าที่น้องแมวมี 9 ชีวิต
ใช้เวลาอ่าน 1 นาที
จริงหรือเปล่าที่น้องแมวมี 9 ชีวิต มีตำนานและเรื่องเล่าต่างๆ เกี่ยวกับน้องแมวที่เราคงเคยได้ยินกันผ่านหูมาตั้งแต่เด็ก และมีหลายหลากความเชื่อที่เป็นเรื่องราวสืบต่อกันมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแห่นางแมวขอฝน แมวกวักให้โชค แต่มีอีกหนึ่งเรื่องที่เชื่อว่าเราทุกคนน่าจะเคยได้ยิน แต่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า นั่นคือเรื่องของ แมว 9 ชีวิต นั่นเอง อันที่จริงแล้วต้นกำเนิดของตำนานแมวเก้าชีวิตนี้ ยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่ามาจากที่ใด แต่ถ้ามาสืบความหาที่มาของต้นเหตุแห่งตำนานแมวเก้าชีวิตนั้น อาจมาจากการที่คนสมัยก่อนเห็นแมวตกจากที่สูงแล้วไม่ตาย ทำให้เผลอคิดว่าแมวอาจมีมากกว่า 1ชีวิต ซึ่งเป็นที่มาของตำนานแมว 9 ชีวิต หรือในบางชาติก็เชื่อกันว่าแมวมี 7 ชีวิต ในความเป็นจริง หากพูดกันตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ก็สามารถอธิบายถึงเรื่องแมว 9 ชีวิต ได้ง่ายๆ เรื่องนี้เรียกว่าเป็นความสามารถเฉพาะเหมียวแบบที่ใครก็ลอกเลียนแบบไม่ได้ การที่น้องแมวตกมาจากที่สูงแล้วไม่เป็นไรนั้น เพราะร่างกายของน้องแมวมีความสามารถในการทรงตัวและกลับตัวกลางอากาศได้ เมื่อน้องแมวเสียการทรงตัวและตกลงมาจากที่สูง น้องแมวจึงสามารถเอาเท้าลงมาที่พื้นได้ทุกครั้ง ดังนั้นเมื่อน้องแมวพลัดตกลงมา สัญชาตญาณกลับตัวกลางอากาศจะเริ่มทำงานทันทีด้วยเวลาชั่วพริบตาเพียงแค่ 0.1 วินาที (หรือเสี้ยววินาที) โดยความสามารถอันน่าทึ่งนี้ถูกควบคุมจากอวัยวะที่ชื่อ Vestibular Apparatus ซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ในหูชั้นในของน้องแมว คอยทำหน้าที่ควบคุมสมดุลการทรงตัวและการกลับของน้องแมวนั่นเอง และความพิเศษยามเมื่อน้องแมวกลับตัวเรียบร้อยแล้วและขาแตะถึงพื้นแล้ว ขาทั้ง 4 ข้างยังทำหน้าที่คล้ายกับสปริง ทำให้ลดแรงกระแทกกับพื้นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แบบนี้แสดงว่าน้องแมว ก็สามารถกระโดดลงมาจากตึกสูงๆ ได้เลยน่ะสิ? คำถามนี้เป็นที่สงสัยกันจนต้องมีนักวิจัยมาหาคำตอบกันเลยทีเดียว ว่าน้องแมวสามารถตกได้จากตึกสูงกี่ชั้นถึงจะปลอดภัย โดย Jared Diamond ได้ทำการศึกษาว่าน้องแมวตกจากตึกกี่ชั้นถึงจะเสียชีวิต ศึกษาจากกรณีแมวพลัดตกตึกตั้งแต่ 2 – 32 ชั้น เป็นจำนวนรวม 104 ตัว ผลการศึกษาพบว่าน้องแมวที่ตกจากชั้นประมาณ 4 – 9 นั้นกลับมีโอกาสบาดเจ็บและเสียชีวิตมากที่สุด ไม่ใช่น้องแมวที่ตกมาจากชั้นสูงๆ เช่น ชั้นที่ 32 เลย สาเหตุที่เป็นเช่นนี้อธิบายได้ว่า ที่ความสูงตั้งแต่ชั้น 9 เป็นต้นไป จะเป็นความสูงระดับที่มากพอให้เกิดแรงต้านอากาศและมีเวลาในการตกเหลือพอให้น้องแมวได้จัดร่างกายพร้อมรับแรงกระแทกบนพื้น ประกอบกับน้องแมวมีน้ำหนักน้อยจึงทำให้แรงปะทะเมื่อถึงพื้นไม่มากนัก และทำให้การบาดเจ็บนั้นไม่ถึงแก่ชีวิตนั่นเอง แต่ในระดับความสูงตึกชั้นที่ 4 – 9 นั้น แม้จะมีแรงต้านอากาศช่วย แต่ความสูงที่น้อยลงทำให้น้องแมวมีเวลาไม่มากพอจะจัดท่าเตรียมรับแรงกระแทกได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ช่วงระหว่างชั้นนี้เมื่อน้องแมวตกลงมาแล้วมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าชั้นสูงๆ แต่สำหรับชั้นที่ต่ำกว่าชั้น 4 แม้ว่าจะมีช่วงเวลาตกจะสั้นมาก แต่ด้วยความสูงที่ไม่มากนักทำให้แรงกระแทกไม่มากตามไปด้วย แมวจึงไม่เสียชีวิตนั่นเอง แต่ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นแมวเก้าชีวิต แต่ก็ขอเซฟไว้ก่อน ไม่ตกลงมาเลยน่าจะดีกับน้องแมวมากกว่าว่าไหมล่ะ
พฤติกรรมและการสอนสัตว์เลี้ยง
Petting Cats When Stressed
ดูแลน้องแมวยังไงให้ห่างไกล“ความเครียด”
ใช้เวลาอ่าน 1 นาที
ดูแลน้องแมวยังไง ให้ห่างไกล “ความเครียด” ภายใต้ความสุขุมนุ่มลึก จริงๆ แล้ว น้องแมวก็ซ่อนความเครียดเอาไว้ไม่น้อยเลยนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องแมวที่ถูกพาย้ายมายังสถานที่ใหม่ๆ หรือน้องแมวที่ถูกเลี้ยงอยู่ในห้องหรือคอนโดที่มีโอกาสเกิดเสียงดังเป็นประจำ ได้กลิ่นแปลกๆ หรือพบกับสิ่งต่างๆ ที่ไม่คุ้นเคยเป็นประจำ ทั้งหมดนั้นอาจจะเป็นสาเหตุของอาการแมวเครียดก็ได้ค่ะ ถึงแม้ว่าความเครียดอาจจะมาจากการได้เจอสิ่งใหม่ๆ เช่นของเล่นชิ้นใหม่หรือเพื่อนใหม่ ที่ในขณะเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเค้าได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าปล่อยให้เจอความเครียดที่มากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพได้ แถมเจ้าเหมียวของเราอาจจะสื่อสารได้แย่ลง มีแนวโน้มที่จะตีตัวออกห่าง จนยากที่จะระบุได้ว่าความเครียดนั้นมาจากไหน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า น้องแมวกำลังเครียด? จำไว้ว่าไม่มีใครรู้จักน้องแมวดีเท่าตัวเราเองอีกแล้ว ดังนั้นวิธีการสังเกตการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมต่างๆ ของเจ้าเหมียวนั้น จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการบอกได้ว่าเค้ากำลังอยู่ในภาวะไม่ปกติ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหาร การนอนหลับ หรือแม้แต่การเล่นที่ผิดปกติไปจากที่เค้าเคยทำเป็นประจำ ซึ่งถ้าปล่อยให้น้องแมวเครียดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปน้องแมวของเราอาจมีอาการแทรกซ้อน เช่น อาจเกิดอาการตัวสั่น เลียขนตัวเองมากเกินพอดี หรือการปัสสาวะเรี่ยราดได้ค่ะ ดังนั้นถ้าเราสังเกตเห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติเหล่านี้ ทางที่ดีที่สุดอย่าลืมพาเจ้าเหมียวของเราไปพบสัตว์แพทย์ เพื่อความมั่นใจว่าเค้าสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดีนะคะ และสำหรับในครั้งนี้ Purina ONE รวบรวม 5 สาเหตุยอดนิยม ที่ทำให้น้องแมวเครียดมาฝากกัน เพื่อให้เพื่อนๆ รับมือและหาทางแก้ได้อย่างเหมาะสม สาเหตุความเครียดที่ 1: การเปลี่ยนแปลงภายในบ้าน โดยนิสัยแล้ว แมวเป็นสัตว์ที่หวงอาณาเขตมากพอสมควรเลยค่ะ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในบ้านจึงทำให้เค้ารู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการจัดหรือการเพิ่มเฟอร์นิเจอร์ใหม่ การปรับปรุงเพิ่มเติมบ้าน หรือแม้แต่บ้านที่รกขึ้นเองก็ตาม ก็ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่สำหรับน้องแมวแล้วล่ะ ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่เพื่อนๆ ต้องการจะเปลี่ยนแปลงการจัดบ้าน สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดคือตำแหน่งของจุดที่ให้น้ำให้อาหาร ที่นอนแมว กระบะทรายแมว รวมถึงแหล่งหลบภัยของเค้าอย่างกล่องใบเล็กๆ นั้นจะต้องไม่ถูกขยับออกจากจุดเดิม หรือไม่ควรจะมีสิ่งกีดขวางใดมาบดบังไม่ให้น้องแมวเดินทางไปยังจุดที่เค้าคุ้นชินแม้แต่น้อย เนื่องจากการเคลื่อนย้ายของของเค้า หรือแม้แต่การปิดทางเข้าสู่ของพวกนั้น สามารถสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างทันทีทันใดให้กับเจ้าเหมียวของเราได้ จนกลายเป็นสาเหตุของความเครียดได้ค่ะ สาเหตุความเครียดที่ 2: การย้ายบ้าน การถูกย้ายไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ที่เค้าไม่สามารถคาดเดาได้นับเป็นเรื่องยากค่ะ อย่าลืมว่าน้องแมวนั้นเป็นนักล่า และโดยวิสัยของนักล่าแล้วเค้าย่อมระมัดระวังและต้องการรู้จักทุกอย่างรอบๆ ตัวอยู่เสมอ ดังนั้นหากเพื่อนๆ มีความจำเป็นจะต้องย้ายบ้าน ลองทำตามข้อแนะนำพวกนี้ดูนะคะ • แกะกล่องจัดของภายในบ้าน ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อนที่เจ้าเหมียวของเราจะมาถึง เพื่อช่วยให้เค้าไม่ต้องเครียดขึ้นเรื่อยๆไป พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นระหว่างที่เราแกะหีบห่อต่างๆ • นำของเล่นชิ้นโปรดของเค้ามาด้วย และวางไว้ในที่ที่คล้ายๆ กับที่เคยวาง • ปล่อยให้น้องได้ทำความคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมใหม่ของเค้าด้วยวิธีของเค้าเอง • ให้ความรักความอบอุ่นแก่เค้ามากเท่าที่เราจะทำได้ สาเหตุความเครียดที่ 3: สัตว์เลี้ยงตัวใหม่ หรือคนแปลกหน้า ปกติแมวสร้างอาณาเขตของเค้าด้วย “กลิ่น” ซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญของพวกเค้า และกลิ่นที่ไม่คุ้นเคยอาจถูกตีความว่าเป็นการลุกล้ำไปยังดินแดนของพวกเค้า และสร้างความตึงเครียดได้ แมวตัวใหม่ สุนัข เด็กทารก หรือแม้แต่คู่รักของเราอาจจะเป็นตัวกระตุ้นความวิตกกังวลของเค้าเช่นกัน อันที่จริงแค่แขกที่แวะมาเยี่ยม หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงที่เข้ามาชั่วครั้งชั่วคราวก็เป็นสาเหตุของความเครียดได้ด้วยนะ แล้วจะทำอย่างไรดีหากต้องเพิ่มสมาชิกใหม่ภายในบ้าน? ลองทำตามคำแนะนำนี้ดูนะคะ • สร้างความคุ้นเคยด้วยผ้าห่ม ของเล่น หรือเสื้อผ้าที่เป็นของของผู้มาใหม่ • ให้เจ้าเหมียวและเพื่อนใหม่ของเค้าได้พบกันแบบสั้นๆ ในบริเวณที่เราคอยดูแลแมวได้ • ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาการอยู่ด้วยกันระหว่างเพื่อนใหม่ทั้งสอง ไม่ว่าคนหรือสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าเจ้าเหมียวจะรู้สึกสบายใจ สาเหตุความเครียดที่ 4: การหายไปของคนรู้จัก หรือเพื่อนสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆ การสูญเสียหรือการหายไปของใครบางคน (หรือบางตัว) นั้นยากเสมอสำหรับน้องแมว เหมือนๆ กับมนุษย์นั่นแหละค่ะ ในวันที่มีสมาชิกในครอบครัวตายจากกันไป หรือแม้แต่ย้ายออกไปอยู่ที่ใหม่ เหตุการณ์เหล่านี้อาจจะทำให้เจ้าเหมียวของเราต้องประสบปัญหาความเครียดได้ เราสามารถเยียวยาน้องแมวได้ด้วยการเพิ่มกิจกรรมนอกบ้านหรือในสถานที่ใหม่ๆ โดยไม่บังคับเค้าจนมากเกินไปเพื่อให้บรรยากาศนั้นช่วยบรรเทาความเครียดของเค้าลงนั่นเองค่ะ สาเหตุความเครียดที่ 5: การกระตุ้นที่มากเกินไป น้องแมวชอบสืบเสาะตามรอยเสียงแปลกๆ ก็จริง แต่จำไว้ว่าต้องอยู่ในระดับที่พอดีเท่านั้นนะคะ เพราะเสียงดนตรีดังๆ เสียงโทรทัศน์ หรือเสียงของสัตว์เลี้ยงตัวอื่น อาจทำให้เจ้าเหมียวของเราตกกังวลได้ ถ้าเค้าดูเริ่มเครียดแล้ว ลองหรี่เสียงลงดูก็เป็นวิธีที่ช่วยได้มากค่ะ คล้ายๆ กันกับการสัมผัสเนื้อตัวของเค้า ถ้ามากเกินไปก็อาจทำให้เจ้าเหมียวของเราทำตัวไม่ถูก Purina ONE แนะนำให้เพื่อนๆ ลองสังเกตภาษากายของเค้าเวลาที่ถูกแตะตัวดู เราจะสามารถบอกได้ว่า สัมผัสประมาณไหนที่พอดี ถ้าแมวของเราต้องการการสัมผัส ให้เราลองนวดเค้าเบาๆ ใช้ปลายนิ้วของเราหมุนเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ การนวดแบบนี้จะช่วยให้น้องเหมียวรู้สึกผ่อนคลายได้ สาเหตุความเครียดอีกอย่างหนึ่งของน้องแมวหลายๆ ตัวก็คือ การที่เค้าเจอกับคนแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคยนั่นเองค่ะ โดยเฉพาะคนที่เลี้ยงแมวในระบบปิดที่ไม่ได้พาน้องแมวปล่อยออกไปนอกบ้านบ่อยๆ ก็จะรู้กันดีว่าน้องแมวของเรามักจะไม่ชอบหรือกลัวคนแปลกหน้า ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติค่ะ ก็ขอแนะนำให้เราพยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้เค้าได้เจอกับสิ่งที่ไม่ชอบจะดีที่สุดเพราะการไปบังคับน้องแมวจนเกินไป อาจทำให้เค้าเกิดอาการเครียดได้มากกว่าที่เราคิด จะเห็นได้ว่าน้องแมวก็มีจิตใจและความรู้สึกไม่ต่างไปจากมนุษย์ ดังนั้นการดูแลแมวและรับมือกับความเครียดของเค้าให้ถูกวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราในฐานะผู้เลี้ยงแมวต้องเรียนรู้ นอกจากเคล็ดลับต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว อาหารแมวก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เค้ามีความสุขมากขึ้น โดยควรเลือกอาหารแมวคุณภาพดีที่ช่วยให้สุขภาพร่างกายของเค้าแข็งแรง มีครบทั้ง 6 สัญญาณสุขภาพดี เพราะน้องแมวก็เหมือนมนุษย์แหละค่ะ อาหารอร่อยเยียวยาหัวใจได้เสมอ โดยเฉพาะอาหารแมว Purina ONE เกรดพรีเมี่ยมที่ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพสูง ทั้งปลาแซลมอน ปลาทูน่า เนื้อไก่ และเนื้อไก่งวงแท้ๆ ทำให้มีรสชาติอร่อย กลิ่นหอม ทั้งยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่เหมาะสมกับแมวในแต่ละช่วงวัย เพื่อนๆ สามารถเลือกซื้อไปให้น้องแมวทานได้อย่างสะดวกสบาย อ้างอิง: http://www.click2vet.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show &WBntype=2&No=1410783 http://www.rakmaw.com/เรื่องแมว-แมว/ทำอย่างไรดีเมื่อแมวเครียด.html
ดูแลลูกแมว
Kittens Healthy Care Tips
ดูแลลูกแมวแรกเกิดอย่างไรให้มีสุขภาพดี
ใช้เวลาอ่าน 1 นาที
ดูแลลูกแมวแรกเกิดอย่างไรให้มีสุขภาพดี เมื่อถึงคราวที่เราต้องกลายเป็นแม่แมวมือใหม่ สิ่งที่หลาย ๆ คนมักจะคิดขึ้นมาเป็นสิ่งแรกก็คงไม่หนีไปจากการเลี้ยงเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่ง เพราะการดูแลลูกแมวตัวน้อยให้มีสุขภาพดี ได้รับการดูแล และฝึกฝนสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมนั้น ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และต้องเพิ่มเติมความรักความเอาใจใส่เข้าไปด้วย มาเรียนรู้วิธีการดูแลลูกแมวให้มีสุขภาพดี และมีความสุขไปด้วยกันด้วยวิธีง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อรับเลี้ยงลูกแมว ก่อนที่จะเริ่มเลี้ยงลูกแมว ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าการเลี้ยงลูกแมว แตกต่างอย่างมากกับการเลี้ยงแมวที่โตแล้ว เพราะลูกแมวมีความต้องการด้านต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกับแมวที่โตเต็มวัยแล้ว ยิ่งเป็นลูกแมวกำพร้าที่เราต้องรับเลี้ยงมาก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงวัยที่หย่านมแล้ว ก็ยิ่งจำเป็นต้องดูแลอย่างใส่ใจมากขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการดูแลลูกแมวในแต่ละช่วงอายุ ได้แก่ • ลูกแมวอายุต่ำกว่า 8 สัปดาห์ : หากคุณต้องรับเลี้ยงลูกแมวที่อยู่ในวัยนี้ ซึ่งเป็นวัยที่โดยปกติแล้วยังต้องอยู่กับแม่แมวและพี่น้องแมวตัวอื่น ๆ ในครอก ก่อนช่วงลูกแมวอายุ 1 นี้ร่างกายของลูกแมวจะยังปรับอุณหภูมิเองได้ไม่ดีนัก จึงควรเปิดไฟกกให้กับลูกแมวเพื่อเพิ่มความอบอุ่น มีการปูแผ่นรองนอน ไม่ให้บริเวณที่นอนเย็นเกินไป ป้อนนมทดแทนสำหรับลูกแมวโดยใช้ขวดนมสำหรับลูกแมวทุก ๆ 2 ชั่วโมง และใช้สำลีชุบน้ำเช็ดทำความสะอาด และกระตุ้นให้ลูกแมวขับถ่าย ที่สำคัญควรพาลูกแมวไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย และถ่ายพยาธิ • ลูกแมวอายุ 8-11 สัปดาห์ : เป็นช่วงที่ลูกแมวอายุ 1 เดือนแล้ว ซึ่งการเลี้ยงลูกแมวอายุ 1 เดือนขึ้นไปนี้จะเป็นระยะที่ลูกแมวเข้าสู่ช่วงหย่านมและเริ่มที่จะกินอาหารแสนอร่อย เจ้าของน้องแมวควรเลือกอาหารที่มีสารอาหารเข้มข้นให้พลังงานสูงเหมาะกับช่วงอายุของน้องแมววัยซน เช่น เพียวริน่า วัน อาหารแมวชนิดเม็ด เกรดซุปเปอร์พรีเมี่ยม สำหรับลูกแมวทุกสายพันธุ์ ที่มีโปรตีนสูง 40% ให้เหมาะกับลูกแมววัยกำลังเจริญเติบโต มี DHA สารที่พบในน้ำนมแม่ เพื่อพัฒนาการทางสมองและสายตา และทำจากเนื้อไก่และข้าว เพื่อให้ย่อยง่ายเหมาะสำหรับลูกแมว • ลูกแมวอายุ 2 เดือน-4 เดือน : ช่วงอายุนี้ลูกแมวจะเติบโตอย่างรวดเร็วมาก และใช้พลังงานสูงกว่าแมวโตเต็มวัยถึง 3 เท่า อาหารที่มีโปรตีนสูงจึงจำเป็นสำหรับลูกแมวในช่วงวัยนี้เช่นกัน ที่สำคัญควรพาลูกแมวในช่วงอายุนี้ไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย เริ่มโปรแกรมการดูแลและป้องกันพยาธิภายใน และเริ่มทำโปรแกรมวัคซีนตามที่สัตวแพทย์แนะนำ • ลูกแมวอายุ 4 เดือน-6 เดือน : เป็นช่วงวัยที่กำลังก้าวไปสู่ความเป็นวัยรุ่น สามารถพูดคุยกับสัตวแพทย์เพื่อเตรียมตัวที่จะทำหมัน เพื่อลดปัญหาพฤติกรรมต่าง ๆ อันไม่พึงประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นการปัสสาวะเรี่ยราดไปทั่วเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ พฤติกรรมก้าวร้าวต่าง ๆ เตรียมตัวดูแลอย่างไรเมื่อได้รับลูกแมวมาเลี้ยง เมื่อเราต้องเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่รับลูกแมวมาเลี้ยง อาจจะยังกังวลใจเกี่ยวกับวิธีเลี้ยงลูกแมวอยู่บ้าง แม้ว่าการที่ลูกแมวได้อยู่กับแม่แมวจนถึงช่วงที่ลูกแมวตัวเล็กหย่านมนั้นจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่หากมีเหตุจำเป็นที่ทำให้เราต้องกลายเป็นคุณพ่อคุณแม่ลูกแมวขึ้นมา เราก็ควรเตรียมตัวเอาไว้กับวิธีเลี้ยงลูกแมว และสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรรู้เอาไว้ดังต่อไปนี้ • เตรียมใจและเวลา : การเป็นคุณแม่จำเป็นให้กับลูกแมวนั้นนอกจากจะต้องใช้ทั้งพลังงานและความเอาใจใส่แล้ว ยังต้องมีเวลาที่จะดูแลลูกแมวตัวน้อย ซึ่งก็แทบไม่ต่างจากการเลี้ยงเด็กเล็ก ๆ สักเท่าไหร่ ดังนั้นหากทราบแล้วว่าต้องรับบทเป็นคุณแม่มือใหม่แล้วควรให้ความใส่ใจแก่ลูกแมวให้มาก ๆ โดยเฉพาะในลูกแมวแรกเกิด ไปจนถึงลูกแมวอายุ 1 เดือน โดยควรแบ่งเวลาเพื่อดูแลลูกแมว มีการสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับลูกแมว เพื่อที่เราจะได้ช่วยเหลือลูกแมวได้อย่างทันท่วงที • เตรียมสถานที่ให้เหมาะสม : เลือกบริเวณที่แห้ง สะอาด มีผ้าหรือวัสดุปูรองนอนเอาไว้ และมีโคมไฟคอยส่องให้กับลูกแมว โดยเฉพาะในลูกแมวแรกเกิด ถึงลูกแมวอายุ 1 เดือน ควรเลือกเลี้ยงลูกแมวในบริเวณที่เงียบ ไม่พลุกพล่าน อากาศถ่ายเทได้ดี และปลอดภัยจากสัตว์ชนิดอื่น • เลือกนมให้เหมาะสม : นมที่ดีที่สุดสำหรับลูกแมวนั้นคือน้ำนมจากแม่แมว โดยลูกแมวจะกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด ถึง อายุประมาณ 6-8 สัปดาห์ นมแม่จะมีสารอาหารที่เหมาะสมกับระบบย่อยอาหารและการเจริญเติบโต รวมทั้งมีปริมาณน้ำตาลแลคโตสในน้ำนมที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นเรื่องนี้สำคัญ เพราะหากมีปริมาณของน้ำตาลแลคโตสในน้ำนมที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดปัญหาท้องเสีย ท้องอืด และร้ายแรงถึงขั้นทำให้ลูกแมวตัวน้อยเสียชีวิตได้ ในกรณีที่แม่แมวไม่สามารถให้นมลูกแมวได้ หรืออุปการะลูกแมวที่ไร้บ้านมา ควรเลือกนมทดแทนสำเร็จรูปสำหรับลูกแมวโดยเฉพาะ เพราะมีสารอาหารที่ใกล้เคียงกับนมของแม่แมว หรืออาจเลือกใช้นมแพะทดแทนได้เช่นกัน แต่ไม่ควรให้นมวัวเพื่อทดแทนนมแม่แมว เพราะนมวัวมีปริมาณของแป้งและปริมาณแลคโตสไม่เหมาะสมกับลูกแมว ทำให้ลูกแมวไม่สามารถย่อยนมได้ ซึ่งอาจทำให้ลูกแมวป่วยจากอาการท้องอืด ท้องเสีย จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ • รู้จักการป้อนนมอย่างถูกวิธี : นอกจากต้องเลือกนมให้ถูกต้องแล้ว การป้อนนมอย่างถูกวิธีก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเลี้ยงลูกแมว โดยการป้อนนมลูกแมวควรใช้ขวดนมและจุกนมที่ออกแบบมาสำหรับลูกแมวโดยเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่สามารถควบคุมความเร็วของการไหลน้ำนมที่ออกมาที่จุกยางได้ด้วยแรงบีบของนิ้วมือ น้ำนมควรมีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 36.6-37.7 องศาเซลเซียส ควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์ที่ป้อนนมก่อนและหลังใช้งานทุกครั้ง วิธีการป้อนนมลูกแมวสามารถทำเองได้ไม่ยากโดยเริ่มจาก นำลูกแมววางไว้บนตักให้มีท่าคล้ายกับตอนกินนมแม่ในธรรมชาติ โดยเมื่อเริ่มป้อนให้ค่อย ๆ หยดนมหนึ่งหยดจากจุกนม แล้วนำหยดนมจ่อให้ชิดปากของลูกแมวมากที่สุด จากนั้นลูกแมวจะได้กลิ่นนมแล้วยกปากเข้าหาเพื่อดูดเองตามธรรมชาติ ระวังอย่าป้อนนมด้วยโดยให้ลูกแมวนอนหงายเพื่ออาจจะทำให้ลูกแมวสำลักนมได้ • รู้เวลาหย่านม : ต่อจากเรื่องป้อนนม ก็คือควรรู้ว่าลูกแมวเริ่มหย่านมในช่วงเวลาใด ซึ่งในแมวจะหย่านมที่อายุประมาณ 7-8 สัปดาห์ ดังนั้นอย่าลืมฝึกให้ลูกแมวได้รู้จักกับอาหารอาหารเม็ดสูตรหย่านมแสนอร่อยและมีคุณค่าครบถ้วน เพื่อให้ลูกแมวได้คุ้นเคยกับอาหารเม็ดและกินอาหารเม็ดได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป • เลือกอาหารเม็ดที่เหมาะสม : อาหารที่มีคุณภาพ และมีสารอาหารครบถ้วน เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกแมว ดังนั้นการเลือกอาหารที่เสริมเรื่องการเติบโตจึงเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจ มาเสริมสร้างร่างกายของลูกแมวที่คุณรักด้วย เพียวริน่า วัน เฮลธี้ คิทเท่น ฟอร์มูล่า อาหารแมวชนิดเม็ด เกรดซุปเปอร์พรีเมี่ยม สำหรับลูกแมวทุกสายพันธุ์ ทำจากเนื้อไก่และข้าว ที่ให้สารอาหารครบถ้วนตามความต้องการของลูกแมวอายุตั้งแต่ 3 สัปดาห์-1 ปี o ทำจากเนื้อไก่และข้าว ย่อยง่ายเหมาะสำหรับลูกแมว o มี DHA สารที่พบในน้ำนมแม่ เพื่อพัฒนาการทางสมองและสายตา o มีโปรตีนสูงถึง 40% เหมาะสำหรับลูกแมวที่กำลังเจริญเติบโต o มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส เสริมสร้างกระดูกและข้อต่อให้แข็งแรง o เม็ดขนาดเล็กดูแลสุขภาพช่องปาก ช่วยลดกลิ่นปากและหินปูน มาเรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องสารอาหารที่จำเป็นในลูกแมว เพื่อเริ่มต้นมอบสุขภาพที่ดีของลูกแมวของเรา พิสูจน์ได้จริงจาก 6 สัญญาณสุขภาพดีกันดีกว่า o สารอาหารจำเป็น : สารอาหารที่ลูกแมวตั้งแต่ช่วงอายุ 3 สัปดาห์-1 ปี ต้องการเป็นพิเศษ ▪ อาหารที่มีโปรตีนสูง : เพื่อช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ และให้พลังงานเพียงพอกับพฤติกรรมในแต่ละวันของลูกแมว ▪ แคลเซียมและฟอสฟอรัส : เพื่อการพัฒนาอย่างเต็มที่ของกระดูกและข้อต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 4 เดือนแรก ▪ DHA : เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองและการมองเห็นของลูกแมว สารอาหารจำเป็นเหล่านี้หาได้ครบถ้วนใน เพียวริน่า วัน อาหารแมวชนิดเม็ด เกรดซุปเปอร์พรีเมี่ยม สำหรับลูกแมวทุกสายพันธุ์ ที่มีโปรตีนสูง 40% ให้เหมาะกับลูกแมววัยกำลังเจริญเติบโต ทำจากเนื้อไก่และข้าว ย่อยง่ายเหมาะสำหรับลูกแมว มี DHA สารที่พบในน้ำนมแม่ เพื่อพัฒนาการทางสมองและสายตา มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส เสริมสร้างกระดูกและข้อต่อให้แข็งแรง และมีเม็ดขนาดเล็กดูแลสุขภาพช่องปาก ช่วยลดกลิ่นปากและหินปูนอีกด้วย • กระตุ้นการขับถ่ายให้ลูกแมว : โดยธรรมชาติแม่แมวจะเลียกระตุ้นให้ลูกแมวขับถ่าย ดังนั้นการกระตุ้นระบบขับถ่ายเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืม เพราะลูกสัตว์นั้นยังไม่สามารถขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะได้เอง คุณพ่อคุณแม่ลูกแมวสามารถใช้สำลีชุบน้ำอุ่นถูเบา ๆ บริเวณอวัยวะเพศและรูก้นของลูกแมวเพื่อเป็นการการช่วยกระตุ้นให้ขับถ่าย การกระตุ้นให้ลูกแมวขับถ่ายนี้จำเป็นอย่างมากในลูกแมวแรกเกิดถึงก่อนลูกแมวอายุ 1 เดือน • พาลูกแมวไปพบสัตวแพทย์ : นอกจากจะไปตรวจร่างกายเมื่อย้ายบ้านใหม่แล้ว คุณหมอจะวางโปรแกรมในการดูแลสุขภาพทั้งการฉีดวัคซีน และถ่ายพยาธิให้ เพราะในช่วงแรกร่างกายลูกแมวจะยังมีการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้มีความเสี่ยงติดโรคอันตรายต่าง ๆ ป้องกันไว้ก่อนนอกจากจะดีต่อตัวลูกแมวเองแล้ว คุณพ่อคุณแม่ลูกแมวมือใหม่ก็ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจเวลาลูกแมวตัวเล็กป่วยอีกด้วย สรุป เมื่อทุกท่านเข้าสู่อาณาจักรคนรักแมวในฐานะเจ้าของแมวมือใหม่ที่เพิ่งรับลูกแมวมาเป็นสมาชิกในครอบครัวแล้ว ไม่ต้องกังวลหรือสับสนในวิธีการเลี้ยงลูกแมวไป เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มีความรู้ที่ถูกต้องในข้อควรคำนึงถึงสำหรับการดูแลลูกแมวในแต่ละช่วงวัย (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง มาตามติดพัฒนาการลูกแมวกันเถอะ) รวมทั้งมีการดูแล พาไปพบสัตวแพทย์เพื่อเข้าโปรแกรมวัคซีนและถ่ายพยาธิเป็นประจำ ที่สำคัญที่สุดคือควรคัดสรรโภชนาการอาหารสำหรับลูกแมว ที่ทำมาจากวัตถุดิบชั้นดี มีคุณค่าทางอาหารเหมาะสมสำหรับลูกแมวโดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกแมวเติบโตบนโลกกว้างได้อย่างสมวัย ร่าเริงสดใส และมีสุขภาพที่ดี
ดูแลลูกแมว
Kitten Behavior Development
พัฒนาการของลูกแมวและวิธีการเลี้ยงให้ลูกแมวแข็งแรง
ใช้เวลาอ่าน 1 นาที
มาตามติดพัฒนาการลูกแมวกันเถอะ ใครที่มีโอกาสได้เลี้ยงลูกแมวตัวเล็กจะรู้เลยว่าการเลี้ยงลูกแมวตั้งแต่วัยนี้เป็นช่วงเวลาที่เจ้าของแมวจะมีความสุขมากๆ เพราะนอกจากความน่ารักน่าเอ็นดูแล้ว การเลี้ยงลูกแมวยังถือเป็นหนึ่งในหน้าความทรงจำดีๆ ที่มีต่อลูกแมวตัวน้อย เพราะพัฒนาการลูกแมวในช่วงเวลานี้จะรวดเร็วมาก ลูกแมวจะเติบโตทั้งร่างกายและจิตใจ มีอะไรน่ารักน่าจดจำให้เราได้ยิ้มกันตลอด มาตามติดพัฒนาการลูกแมวกัน แล้วคุณจะพบวิธีเลี้ยงลูกแมวให้สดใสแข็งแรงสมวัย
ดูแลลูกแมว

Pagination

  • First page
  • Previous page
  • …
  • Page 11
  • Page 12
  • Page 13
  • Page 14
  • Page 15
  • Page 16
  • Page 17
  • Page 18
  • Page 19
  • …
  • Next page
  • Last page
  • แมว
    • ดูแลสัตว์เลี้ยง
    • ค้นหาสัตว์เลี้ยง
    • ผลิตภัณฑ์
    • แบรนด์ของเรา
  • สุนัข
    • ดูแลสัตว์เลี้ยง
    • ค้นหาสัตว์เลี้ยง
    • ผลิตภัณฑ์
    • แบรนด์ของเรา
  • เกี่ยวกับเรา
    • พันธกิจของเรา
    • เรื่องราวของเรา
    • คำมั่นสัญญาของเพียวริน่า
    • เพียวริน่าในชุมชน
  • อื่นๆ
    • เลือกสายพันธุ์
    • ติดต่อเรา
  • แมว
    • ดูแลสัตว์เลี้ยง
    • ค้นหาสัตว์เลี้ยง
    • ผลิตภัณฑ์
    • แบรนด์ของเรา
  • สุนัข
    • ดูแลสัตว์เลี้ยง
    • ค้นหาสัตว์เลี้ยง
    • ผลิตภัณฑ์
    • แบรนด์ของเรา
  • เกี่ยวกับเรา
    • พันธกิจของเรา
    • เรื่องราวของเรา
    • คำมั่นสัญญาของเพียวริน่า
    • เพียวริน่าในชุมชน
  • อื่นๆ
    • เลือกสายพันธุ์
    • ติดต่อเรา
  • แมว
    • ดูแลสัตว์เลี้ยง
    • ค้นหาสัตว์เลี้ยง
    • ผลิตภัณฑ์
    • แบรนด์ของเรา
  • สุนัข
    • ดูแลสัตว์เลี้ยง
    • ค้นหาสัตว์เลี้ยง
    • ผลิตภัณฑ์
    • แบรนด์ของเรา
  • เกี่ยวกับเรา
    • พันธกิจของเรา
    • เรื่องราวของเรา
    • คำมั่นสัญญาของเพียวริน่า
    • เพียวริน่าในชุมชน
  • อื่นๆ
    • เลือกสายพันธุ์
    • ติดต่อเรา
  • แมว
    • ดูแลสัตว์เลี้ยง
    • ค้นหาสัตว์เลี้ยง
    • ผลิตภัณฑ์
    • แบรนด์ของเรา
  • สุนัข
    • ดูแลสัตว์เลี้ยง
    • ค้นหาสัตว์เลี้ยง
    • ผลิตภัณฑ์
    • แบรนด์ของเรา
  • เกี่ยวกับเรา
    • พันธกิจของเรา
    • เรื่องราวของเรา
    • คำมั่นสัญญาของเพียวริน่า
    • เพียวริน่าในชุมชน
  • อื่นๆ
    • เลือกสายพันธุ์
    • ติดต่อเรา

©Reg. Trademark of Nestlé S.A.

ข้อตกลงและเงื่อนไขสำหรับเว็บไซต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
นโยบาย Cookies
© 2026 Purina. All Rights Reserved.

©Reg. Trademark of Nestlé S.A.

ข้อตกลงและเงื่อนไขสำหรับเว็บไซต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
นโยบาย Cookies
© 2026 Purina. All Rights Reserved.
© 2026 Purina. All Rights Reserved.