Machine Name
cat
Zoomed product photo

แร็กดอล

แร็กดอล (Ragdoll) เป็นแมวสายพันธุ์ใหญ่ มีพละกำลังและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ แม้จะดูเป็นแมวขึงขัง จริงจัง แต่จริง ๆ แล้วเป็นแมวสบาย ๆ รักสงบสมชื่อ “แร็กดอล” ที่แปลว่า “ตุ๊กตาผ้า” ส่วนหัวของแมวพันธุ์แร็กดอลค่อนข้างกว้าง ด้านบนแบน และหูทั้งสองข้างตั้งห่างกัน ตาลึกกลมโตสีฟ้า ลำตัวของแมวพันธุ์นี้ยาว มีกล้ามอกกว้าง คอสั้นและขาตรงแข็งแรง อุ้งมือค่อนข้างกลมและใหญ่ มีขนแซมตามซอกนิ้ว ส่วนหางยาวเป็นพวง ขนของแมวพันธุ์แร็กดอลหนาละเอียดเหมือนเส้นไหม มีทั้งแบบขนยาวกลาง ๆ ไปจนถึงยาวมาก แต่สำหรับเหมียวที่โตเต็มไวแผงอกและรอบคอจะมีขนขึ้นแน่นฟู ขนแมวแร็กดอลจะมีอยู่ 3 แบบและแต่ละแบบจะมี 4 สี นอกจากนี้แร็กดอลบางตัวยังมีแต้มสีขาวบนหน้า หู หางและขาด้วย

The need-to-know

  • แมวสงบ
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างใหญ่และตันกว่าปกติ
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • แมวที่เหมาะกับเลี้ยงในครอบครัว 
บุคลิกภาพ

แร็กดอลขึ้นชื่อว่าเป็นแมวที่รักสงบมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับแมวบ้านพันธุ์อื่น ๆ แมวพันธุ์นี้มีความสุขกับตัวเอง ไม่เรียกร้องและอดทนต่อหลายสถานการณ์ ด้วยนิสัยอ่อนโยนและสงบ ทำให้แมวแร็กดอลเป็นสัตว์เลี้ยงที่ซื่อสัตย์และรักผู้เลี้ยง มีคำกล่าวโบราณที่ว่า แมวพันธุ์นี้อดทนต่อความเจ็บปวดเก่ง แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น ลักษณะที่ดูผ่อนคลายนั้นจริง ๆ มาจากความไว้ใจ ไม่ใช่ว่าไร้ความรู้สึก

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: อเมริกา

ลูกแมวแร็กดอล ตัวแรกเกิดที่รัฐแคลิฟอร์เนียช่วงทศวรรษที่ 1960 คาดว่าน่าจะเกิดจากการผสมพันธุ์กันของแมวสาวเปอร์เซียสีขาว (เพศเมีย) กับแมวพันธุ์เบอร์แมนหรือแมวตัวผู้ที่คล้ายพันธุ์เบอร์แมน แมวพันธุ์นี้มักยอมให้อุ้มแต่โดยดีและจะทิ้งตัวตามสบายเหมือนตุ๊กตาจึงได้ชื่อว่า “แร็กดอล (Ragdoll)” หรือ “ตุ๊กตาผ้า” บางคนเชื่อว่าลักษณะนี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจและเป็นไปตามสัญชาติญาณเดียวกับเวลาที่แม่แมวคาบลูก แต่ลักษณะเช่นนี้ไม่น่าจะถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ 

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เมื่อพูดถึงอาหารแต่ละตัวจะมีความชอบ ไม่ชอบ และความต้องการแตกต่างกัน แมวเป็นสัตว์กินเนื้อและต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม จึงไม่ต้องแปลกใจไปหากลูกแมวที่กำลังโตและพลังล้นเหลือจะต้องการสารอาหารที่ต่างจากแมวสูงวัยที่ไม่ชอบขยับตัวไปไหน อีกข้อหนึ่งที่ต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษา “รูปร่างให้สมส่วน” ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

แร็กดอลมีโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมคือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ (Hypertrophic Cardiomyopathy) อาจทำให้เกิดอาการหัวใจวายในลูกแมวได้ ดังนั้นควรตรวจสอบกับฟาร์มก่อนที่จะเลี้ยง  

การเป็นสมาชิกครอบครัว

แม้ว่าแมวพันธุ์นี้จะเข้ากันได้ดีกับเด็ก แต่ก็อย่าลืมว่าแมวแต่ละตัวก็มีลักษณะนิสัยต่างกันขึ้นอยู่กับการสอนและประสบการณ์ชีวิต ถ้าต้องการรับเลี้ยง ควรปรึกษากับองค์กรที่ขอรับเลี้ยงเพื่อเรียนรู้ลักษณะนิสัยของแมว   

Zoomed product photo

แมวเปอร์เซีย (Persian cat)

ทำความรู้จักแมวเปอร์เซีย (Persian Cat)
แมวพันธุ์เปอร์เซีย หรือ Persian Cat คือหนึ่งในสายพันธุ์น้องแมวขนสวยยาวเงางาม และจัดเป็นหนึ่งในสิบสายพันธุ์แมวที่ได้รับความนิยมนำมาเลี้ยงมากที่สุดบนโลกสายพันธุ์หนึ่ง ด้วยขนที่สวย บวกกับความน่ารัก ความจงรักภักดีต่อเจ้าของ รักความสงบ ไม่ส่งเสียงดังเอะอะ และความฉลาดแสนรู้ของแมวเปอร์เซีย ทำให้น้องแมวสายพันธุ์นี้มัดใจให้หลายคนตกหลุมรักกันแบบถอนตัวไม่ขึ้น มาทำความรู้จักน้องแมวเปอร์เซีย กันให้มากอีกนิด แล้วคุณจะหลงรักน้องแมวเปอร์เซียยิ่งขึ้นไปอีก

ลักษณะเด่นของแมวพันธุ์เปอร์เซีย อยู่ที่ดวงตาที่กลมโต กะโหลกกลม หน้าแบน แก้มแน่น และใบหูขนาดเล็กที่มีปลายมน ขนาดหัวที่ใหญ่ของแมวเปอร์เซียช่วยพยุงคอที่สั้น หลายคนอาจเคยสังเกตเห็นว่าแมวเปอร์เซียมีหน้าตาหลายแบบ เช่น หน้าแบนสุดๆ แบบ Peke-face หรือเป็นลุคเก่าที่จะเห็นว่าใบหน้าแมวเปอร์เซียมีความกลมขึ้นมาอีกนิดแบบ Doll-face ซึ่งอายุเฉลี่ยของแมวสายพันธุ์นี้อยู่ที่ 10 – 15 ปี มีความยาวลำตัว 14 – 18 นิ้ว (ไม่รวมความยาวหาง) น้ำหนักประมาณ 4 – 6 กิโลกรัม รูปร่างของแมวเปอร์เซียจะเป็นสัดส่วนของกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ ขาสั้น หนา และมีอุ้งเท้าขนาดใหญ่ หางแมวเปอร์เซียจัดว่าไม่ยาวมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนลำตัวของแมว

The need-to-know

  • แมวสงบ
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างใหญ่และตันกว่าปกติ
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน 
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับเด็กเล็ก 
บุคลิกภาพ

แมวพันธุ์เปอร์เซียจะค่อนข้างเงียบและไม่ซุกซน ชอบที่จะนั่งนิ่งๆ อยู่ข้างกายเจ้าของแบบสงบเสงี่ยม มีความเป็นมิตรกับสมาชิกในครอบครัวรวมทั้งเด็ก แต่จะไม่ชอบถ้าเด็กหรือสัตว์เลี้ยงตัวอื่นมากวน หรือมายุ่งวุ่นวาย และมักเป็นแมวที่ได้รับความสนใจจากสมาชิกในครอบครัว แต่มีเพียงไม่กี่คนหรอกนะที่น้องแมวเปอร์เซียจะรู้สึกไว้ใจ

สถานที่หรือบริเวณที่มีเสียงดังเอะอะไม่ใช่ที่ที่จะถูกใจแมวเปอร์เซียเท่าไหร่นัก น้องแมวเปอร์เซียค่อนข้างที่จะรักสงบ ชอบที่จะมีชีวิตเรียบง่าย เช่น ได้กินอาหารเวลาเดิมสม่ำเสมอ มีเวลาเล่นของเล่น และอยู่ในครอบครัวที่อบอวลไปด้วยความรัก ถ้าคุณกำลังมองหาแมวที่จะไม่ปีนผ้าม่านราคาแพงของคุณเล่นๆ ไม่กระโดดไปลุยเคาน์เตอร์ในครัว หรือไม่กระโจนไปยืนบนหลังตู้เย็นล่ะก็ มองมาที่แมวเปอร์เซียได้เลย นอกจากจะอยู่นิ่งๆ ไม่ก่อกวนให้เจ้าของวุ่นวายใจแล้ว แมวเปอร์เซียก็ยังไม่ร้องขอความรักจากใคร แค่ได้อยู่ใกล้ๆ ก็สบายใจสไตล์แมวเปอร์เซียแล้ว 

ลักษณะของขน และสีของแมวเปอร์เซีย

แมวเปอร์เซียเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ขึ้นชื่อเรื่องขนสวย โดยมีขนยาว หนาฟู นุ่ม และดูเงางาม เส้นขนของแมวเปอร์เซียจะยาวทั่วทั้งลำตัว โดยเฉพาะบริเวณรอบคอที่มักฟูเป็นพิเศษ ทำให้น้องดูสง่างามและน่ากอด

นอกจากขนบริเวณลำตัวแล้ว แมวเปอร์เซียยังมีขนเส้นเล็กแซมตามจุดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างขาหน้า ใบหู นิ้วเท้า และที่หาง

ในเรื่องสีขน แมวเปอร์เซียสามารถพบได้หลายสี โดยสีที่พบเห็นได้บ่อย ได้แก่

  • สีขาว
  • สีครีม
  • สีแดง
  • สีน้ำเงิน
  • สีดำ
  • สีช็อกโกแลต

ส่วนสีตาของแมวเปอร์เซียมักมีความหลากหลาย และอาจสัมพันธ์กับสีขนในบางตัว ทำให้แต่ละตัวมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป

นอกจากสีขนที่หลากหลายแล้ว แมวเปอร์เซียยังมีลวดลายหลายแบบ ขนอาจเป็นสีพื้น หรือมีเฉดสีอื่นแซม เช่น สีเงิน สีทอง หรือสีดำ จนเกิดเป็นลวดลายและเฉดสีต่าง ๆ เช่น

  • สีควันบุหรี่
  • ลายแท็บบี้
  • ลายสองสี

ด้วยขนที่ยาวฟู สีสันหลากหลาย และลวดลายที่แตกต่างกัน แมวเปอร์เซียจึงเป็นแมวที่มีภาพลักษณ์โดดเด่น สง่างาม และเป็นที่รักของคนเลี้ยงแมวทั่วโลก

ขนาดของแมวเปอร์เซีย

แมวเปอร์เซียนั้นจะมีขนาดกลางถึงใหญ่ โดยเพศผู้จะมีน้ำหนักอยู่ราว 4 - 6 กิโลกรัม ส่วนเพศเมียจะมีน้ำหนักอยู่ราว 3-5 กิโลกรัม มีความยาวลำตัว 14 – 18 นิ้ว (ไม่รวมความยาวหาง) สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกของแมวเปอร์เซีย นั้นจัดเป็นแมวที่มีโครงร่างกายที่แข็งแรง หัวกลม แก้มกลม มีดวงตาโตสวยงาม นอกจากนี้เราจะสามารถสังเกตได้ว่าแมวเปอร์เซียจะมีจุดเด่นตรง “จมูกหัก” ซึ่งเห็นได้ชัดเจน ถ้ามองจากด้านข้าง ก็จะเห็นเป็นขีดอยู่ระหว่างดวงตาทั้งสองข้าง หน้าตาของแมวเปอร์เซียที่พบได้มีหลายแบบ เช่น หน้าแบนสุดๆ แบบ Peke-face หรือเป็นลุคเก่าที่จะเห็นว่าใบหน้าแมวเปอร์เซียมีความกลมขึ้นมาอีกนิดแบบ Doll-face 

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: อิหร่าน

ชื่ออื่น ๆ: แมว Iranian

ประวัติความเป็นมาของแมวเปอร์เซีย (Persian Cat) 
แต่เดิมนั้นแมวพันธุ์เปอร์เซีย มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบเปอร์เซีย ซึ่งอยู่ภายในประเทศตุรกีและอิหร่านในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับชื่อของสายพันธุ์นี้ที่มักจะเรียกกันว่า แมว Iranian (หรืออีกชื่อนึงก็คือแมว Shirazi) โดยมีบันทึกว่าบรรพบุรุษของแมวสายพันธุ์นี้ ถูกนำเข้าจากอิหร่านมาถึงยังประเทศอิตาลี ในช่วงปี ค.ศ. 1620 และได้รับความนิยมจากผู้เลี้ยงแมวในแถบยุโรปเป็นอย่างมาก จึงได้มีการนำไปขยายพันธุ์ในสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1900 และได้รับการตั้งชื่อว่า Persian Cat ตามถิ่นกำเนิดของแมวสายพันธุ์นี้นั่นเอง  

โภชนาการและการให้อาหาร

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับแมวเปอร์เซียควรมีสัดส่วนเหมาะสมกับร่างกายและกิจกรรมในแต่ละวัน โดยอาหารควรมีสารอาหารสำคัญ ได้แก่

  1. โปรตีน ช่วยสร้างเนื้อเยื่อและโครงสร้างของร่างกาย ควรมีกรดอะมิโนที่จำเป็นอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะชนิดที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้
  2. คาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งพลังงานสำหรับเซลล์ต่าง ๆ เช่น เซลล์ประสาท เซลล์หัวใจ และเม็ดเลือดแดง จึงควรได้รับในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อช่วยป้องกันโรคอ้วน
  3. ไขมัน ให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยดูดซึมวิตามิน และเสริมการทำงานของระบบห่อหุ้มร่างกาย เช่น โอเมก้า 3 และ 6
  4. วิตามินและแร่ธาตุ แม้ต้องการในปริมาณน้อย แต่ควรได้รับอย่างเหมาะสม เพราะการได้รับไม่เพียงพอหรือมากเกินไปอาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย

นอกจากนี้ ควรเลือกอาหารให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแมวเปอร์เซีย เช่น PURINA ONE Indoor Advantage สูตรสำหรับแมวเลี้ยงในบ้าน ซึ่งมีไฟเบอร์จากธรรมชาติ ช่วยลดการก่อตัวของก้อนขน พร้อมโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยดูแลผิวหนังและขน และมีโปรตีนจากเนื้อไก่งวง เหมาะสำหรับแมวเลี้ยงในบ้านที่มีกิจกรรมน้อย

ความต้องการพิเศษเฉพาะสายพันธุ์ของแมวเปอร์เซีย

สำหรับการดูแลเฉพาะสายพันธุ์ ควรเช็ดคราบน้ำตารอบดวงตาด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นอย่างสม่ำเสมอ และพาไปตรวจสุขภาพ ถ่ายพยาธิ และทำวัคซีนเป็นประจำ นอกจากนี้ควรรักษาความสะอาดกระบะทรายอยู่เสมอ เพราะทรายอาจติดตามขนหรือเท้า และกระบะที่สกปรกอาจทำให้แมวไม่อยากใช้ 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

แมวเปอร์เซียมีแนวโน้มพบปัญหาสุขภาพบางอย่างได้บ่อยกว่าสายพันธุ์อื่น เช่น หายใจลำบากหรือมีเสียงดังจากช่องจมูกตีบ ฟันสบไม่ปกติ น้ำตาไหลมาก ปัญหาเกี่ยวกับดวงตา เช่น เชอร์รี่อายและหนังตาม้วน รวมถึงการทนต่ออากาศร้อนได้ไม่ดี นอกจากนี้ยังอาจพบซีสต์ที่ไต โรคกลากและเชื้อรา รวมถึงปัญหาผิวหนัง เช่น คัน ผิวแดง ผิวลอกเป็นสะเก็ด และขนร่วง จึงควรดูแลสุขภาพและความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

การเป็นสมาชิกครอบครัว

แมวเปอร์เซียอาจจะไม่ใช่แมวที่เป็นตัวเลือกแรกในการเลี้ยงร่วมกับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และครอบครัวที่มีสุนัข แต่ก็ไม่ใช่ว่าน้องแมวจะเข้ากับเด็กๆ หรือสุนัขไม่ได้ ถ้าเด็กๆ และสุนัขไม่ไปวิ่งไล่กวดแมวเปอร์เซีย แมวเปอร์เซียแสนรักสงบก็พร้อมที่จะเป็นเพื่อนกับทุกคนแน่นอน

การเป็นสมาชิกครอบครัว

แมวเปอร์เซียมีนิสัยรักสงบ อ่อนโยน และเข้ากับคนได้ง่าย จึงสามารถอยู่ร่วมกับเด็กหรือสุนัขได้ หากได้รับการแนะนำให้รู้จักกันอย่างเหมาะสมและไม่มีการวิ่งไล่หรือรบกวนแมวมากเกินไป

วิถีชีวิตและผู้เลี้ยงที่เหมาะสม

โดยทั่วไปแมวเปอร์เซียขี้อ้อนและค่อนข้างเงียบ แต่บุคลิกของแต่ละตัวแตกต่างกันตามการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อม เพศผู้มักสุขุมและมีโลกส่วนตัว ส่วนเพศเมียบางตัวอาจเรียบร้อยและชอบอยู่ใกล้เจ้าของ

แมวเปอร์เซียเหมาะกับการเลี้ยงในบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด เพราะไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก แต่ผู้เลี้ยงควรมีเวลาใส่ใจดูแลและแปรงขนเป็นประจำ 

Zoomed product photo

อ็อกซี่แคท

แมวพันธุ์นี้มีขนาดกลางถึงใหญ่ และมีลายจุดเฉพาะตัวของสายพันธุ์ ส่วนอกจะยุบแต่กว้าง มีขาแข็งแรงและกล้ามเนื้อเป็นทรวดทรงงดงาม ส่วนหัวเป็นทรงสามเหลี่ยมกลับหัวแต่ก็มีขากรรไกร “เหลี่ยม” ด้วย ใบหูมีลักษณะใหญ่ กว้างและมีกระจุกขน หลายคนจึงนึกว่าแมวพันธุ์นี้มีนิสัย “ดุร้าย” อ็อกซี่แคทมีขนสั้นและละเอียดเหมือนผ้าซาติน ส่วนลวดลายจุดที่เป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์นี้จะกระจายเป็นระเบียบไปทั่วลำตัวด้านข้าง หัวไหล่และสะโพก ต่อเนื่องไปจนถึงขาและส่วนท้อง ส่วนหน้าผากจะมีลายตัวอักษรเอ็ม (M) ที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน ส่วนหางจะมีจุดสลับกับวงกลมสีเข้มไปจนสุดปลายหาง แมวพันธุ์อ็อกซี่แคทมีหลายสี

The need-to-know

  • แมวตื่นตัว อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวพูดเก่งเล็กน้อย
  • รูปร่างผอมเพรียวและสง่างาม
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • แมวที่เลี้ยงนอกบ้าน
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

ถึงอ็อกซี่แคทจะมีรูปลักษณ์คล้ายแมวป่าแต่ไม่ได้เป็นแมวสาย “โหด” เป็นพันธุ์ที่เฉลียวฉลาด ขี้เล่น อยากรู้อยากเห็นและเป็นมิตรแต่ก็ต้องการเป็นจุดสนใจ  อ็อกซี่แคทชอบอยู่ใกล้คนเช่นเดียวกับแมวสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ซุกซนและบ้าพลัง แต่ถ้าหากผู้เลี้ยงต้องไปทำงานทั้งวันก็ควรเลี้ยงไว้เป็นคู่ จะได้มีเพื่อน

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: อเมริกา

ชื่ออื่น ๆ: โอซิ (Oci)

แมวพันธุ์อ็อกซี่แคทเป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างใหม่ เกิดจากการทดลองผสมพันธุ์ในอเมริกาช่วงทศวรรษ 1960 ฟาร์มผสมพันธุ์พยายามจะผสมแมววิเชียรมาศกับแมวอะบิสซิเนียนเข้าด้วยกันแต่กลับได้ลูกแมวขนทองที่มีเฉดสีขาวนวลซ้อนอยู่ เนื่องจากดูคล้ายแมวป่า “โอซีล็อต” จึงได้ชื่อว่าแมว “อ็อกซี่แคท” ต่อมาได้นำมาผสมกับแมวพันธุ์อเมริกัน ชอร์ตแฮร์ ทำให้ได้ขนสีเงินที่สวยงามและมีกล้ามเนื้อกับโครงกระดูกที่แข็งแรง ปี 1988 เป็นปีแรกที่แมวพันธุ์นี้เข้ามาในสหราชอาณาจักร

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เมื่อพูดถึงอาหารแต่ละตัวจะมีความชอบ ไม่ชอบ และความต้องการแตกต่างกัน แมวเป็นสัตว์กินเนื้อและต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม จึงไม่ต้องแปลกใจไปหากลูกแมวที่กำลังโตและพลังล้นเหลือจะต้องการสารอาหารที่ต่างจากแมวสูงวัยที่ไม่ชอบขยับตัวไปไหน อีกข้อหนึ่งที่ต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษา “รูปร่างให้สมส่วน” ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าแมวพันธุ์อ็อกซี่แคทมีปัญหาสุขภาพประจำสายพันธุ์แต่อย่างใด

แมวพันธุ์นี้กับเด็ก


แม้ว่าแมวสายพันธุ์นี้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ  แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้ 

Zoomed product photo

แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์

แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์เป็นแมวขนาดกลางที่ถือว่าใหญ่กว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน แมวพันธุ์นี้มีลักษณะสง่างามและขนค่อนข้างยาว (ขนจะสั้นขึ้นเล็กน้อยในฤดูร้อน) ลำตัวยาว มีกล้ามเนื้อและโครงกระดูกแข็งแรง ขายาวและหางเป็นพวง ส่วนหัวของแมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์มีลักษณะยาวทรงสามเหลี่ยม ขากรรไกรตรง หูตั้ง มีขนยาวออกมาเป็นพู่ ขนด้านนอกเป็นเงาลื่น ทำหน้าที่กันน้ำให้ขนชั้นในที่ซ่อนอยู่ แมวสายพันธุ์นี้มีแผงคอ ขนที่อก และขาหรือแม้กระทั่งซอกนิ้ว แถมมีให้เลือกหลากหลายสี ยกเว้นสีน้ำตาลช็อคโกแลต ม่วงหรือไล่สีแบบแมววิเชียรมาศ บางตัวอาจมีแต้มสีขาวที่อุ้งเท้า อก ท้องหรือหน้า ส่วนสีตาอาจเป็นสีอะไรก็ได้

The need-to-know

  • แมวตื่นตัว อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างใหญ่และตันกว่าปกติ
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • แมวที่เลี้ยงนอกบ้าน
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

นอร์วีเจียน ฟอเรสต์ ชอบคนและอยากมีเพื่อนรายล้อมอยู่ใกล้ ๆ  บางครั้งอาจเรียกร้องความสนใจบ้าง แต่บางครั้งก็อาจไม่สนใจโลก เนื่องจากแมวพันธุ์นี้มีบรรพบุรุษที่ใช้ชีวิตนอกบ้าน จึงสามารถปรับตัวให้ใช้ชีวิตกลางแจ้งและเป็นนักล่าได้ นอกจากนี้ยังชอบปีนป่ายด้วย ถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใจดีเพราะเป็นมิตรและขี้เล่น อาจโตช้าและไม่ยอมโตจนกว่าจะอายุ 4 ปี

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: สแกนดิเนเวีย

แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์เป็นพันธุ์ที่เชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากแมวขนสั้นที่ชาวไวกิ้งนำเข้ามาในสหราชอาณาจักรผสมกับแมวพันธุ์ขนยาวที่นักรบครูเสดนำเข้ามาในประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย แล้วผสมพันธุ์กับแมวในฟาร์มและแมวจรจัดอื่น ๆ เนื่องจากถิ่นกำเนิดของแมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์อยู่ในพื้นที่หนาวเย็นของสแกนดิเนเวียทำให้ปรับตัวเข้ากับฤดูหนาวที่อากาศหนาวเย็นและลำบากได้ เราจะเห็นได้จากลักษณะทางกายภาพของแมวสายพันธุ์นี้ที่มีขนสองชั้น ช่วยป้องกันลมหนาวและหิมะ แถมยังแห้งเร็วอีกด้วย แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์เป็นสายพันธุ์ที่ถูกที่ยอมรับครั้งแรกในทศวรรษที่ 1930 โดยมีการปรากฏตัวในงานแสดงแมวในปี 1938 และในช่วงทศวรรษที่ 1970 แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์ถูกนำเข้าจากประเทศนอร์เวย์

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวล้วนมีเอกลักษณ์ และต่างมีความชอบ รวมทั้งความต้องการเฉพาะของแต่ละตัว เมื่อพูดถึงอาหาร แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และแมวทุกตัวรวมถึงแมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์จะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิตและสุขภาพโดยรวม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกแมวกำลังโตจะต้องการกลุ่มสารอาหารที่ต่างออกไปจากแมวสูงวัยที่กระตือรือร้นน้อยกว่า อีกข้อหนึ่งที่ทาสต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษารูปร่างที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของแมวแต่ละสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์เป็นแมวสายพันธุ์แข็งแรงและไม่ค่อยมีปัญหาสุขภาพเฉพาะสายพันธุ์

การอยู่ร่วมกับเด็ก


แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์อาจไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้

Zoomed product photo

แมวมันช์กิ้น

แมวมันช์กิ้น เป็นแมวสายพันธุ์ขนาดกลาง ขาสั้นกุดและลำตัวยาว มีคนเปรียบเปรยไว้ว่า แมวสายพันธุ์นี้เคลื่อนที่เหมือนตัวเฟร์ริต เพราะฉะนั้นอย่าคาดหวังว่าจะได้เห็นแมวมันช์กิ้นเดินกรีดกรายเหมือนแมวขายาว ๆ นอกจากนี้แมวมันช์กิ้นยังมีลำตัวหนาและอกตันอีกด้วย มีทั้งแบบขนสั้นและขนยาว มีขนนุ่มลื่นเป็นประกายเหมือนกำมะหยี่ ถ้าเป็นพันธุ์ขนยาว ขนหางจะเป็นฟูฟ่องเป็นพวง แมวสายพันธุ์นี้มีหลายสี หลายลาย และตากลมโตเหมือนลูกวอลนัท

The need-to-know

  • แมวขี้เล่นขี้สงสัย
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างทั่วไป
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • Indoor cat
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

แมวมันช์กิ้นมีนิสัยอ่อนโยนแต่กล้าแสดงออก แม้จะโตแล้ว ก็ยังมีความอยากรู้อยากเห็นและขี้เล่น ชอบสังคมและไม่กลัวคน สามารถสอนให้เล่นเก็บของและทำตามคำสั่งได้ มันช์กิ้นเป็นแมวที่วิ่งเร็วถึงแม้จะขาสั้น และมักหาช่องทางลัดเลาะได้เสมอ

ประวัติและต้นกำเนิด

ชื่ออื่น ๆ : สหรัฐอเมริกา

หากเทียบแมวมันช์กิ้นกับสุนัขแล้ว แมวมันช์กิ้นก็คือสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน สายพันธุ์นี้ทำให้เกิดเสียงวิพากวิจารณ์ในโลกของแมว การกลายพันธุ์ของแมวพันธุ์นี้พบในอเมริกาในปี 1983 และชื่อมันช์กิ้นนี้ก็ตั้งตามตัวละครที่เป็นคนแคระในหนังเรื่องพ่อมดอ๊อซ (The Wizard of Oz) ส่วนอังกฤษนั้นมีการรายงานว่าพบแมวขาสั้นเหมือนแมวพันธุ์นี้ในทศวรรษ 1930 ส่วนรัสเซียพบในช่วงทศวรรษ 1950 แต่ไม่ได้มีการเพาะพันธุ์อย่างต่อเนื่อง

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวล้วนมีเอกลักษณ์ และต่างมีความชอบ รวมทั้งความต้องการเฉพาะของแต่ละตัว เมื่อพูดถึงอาหาร แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และแมวทุกตัวรวมถึงแมวมันช์กิ้นจะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกแมวกำลังโต จะต้องการสารอาหารที่ต่างออกไปจากแมวสูงวัยที่กระตือรือร้นน้อยกว่า อีกข้อหนึ่งที่ทาสต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษา “รูปร่างที่เหมาะสม” ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


ด้วยลักษณะขาสั้นป้อมของแมวมันช์กิ้นที่บ่งชี้ถึงปัญหากระดูกและกระดูกสันหลัง หากเทียบกับสุนัข แมวมันช์กิ้นก็คล้ายกับสุนัขพันธุ์ขาสั้นที่มีความเสี่ยงเป็นโรคข้อ เพราะฉะนั้นจึงกลัวว่าแมวสายพันธุ์นี้อาจพบปัญหาเดียวกัน แต่ทั้งนี้ เช่นเดียวกับแมวทุกสายพันธุ์ ควรให้แมวมันช์กิ้นฉีดวัคซีนตามกำหนด เพื่อป้องกันเห็บหมัด และจำเป็นต้องตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

การอยู่ร่วมกับเด็ก


แมวมันช์กิ้นอาจไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้

Zoomed product photo

แมวเมนคูน

แมวพันธุ์เมนคูน (Maine Coon) เป็นสายพันธุ์แมวขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รูปร่างแข็งแรงกำยาและขาแข็งแรง หัวทรงเหลี่ยม ใบหูใหญ่และตั้งตรง ขนด้านนอกมีลักษณะยาวหนาเป็นมันและกันน้ำได้ดี มีขนชั้นในซ่อนอยู่ข้างใต้ ส่วนขนที่หัว คอและไหล่จะสั้นกว่าจุดอื่นแต่จะค่อย ๆ ยาวขึ้นเรื่อย ๆ บริเวณส่วนหลัง ข้างลำตัวและหาง ส่วนท้องกับสะโพกมีขนดกและหนา ที่โคนหูจะมีขนยาวเป็นพู่งามสง่า โดยแมวเมนคูนเพศผู้จะมีขนส่วนนี้หนากว่าเพศเมีย ส่วนขนที่หางจะยาวนุ่มสลวย บริเวณปลายหูจะมีขนยาวแซมออกมา เช่นเดียวกับบริเวณอุ้งเท้า มองผ่าน ๆ เหมือนใส่รองเท้าขนฟูหุ้มอีกชั้น แมวเมนคูนเป็นแมวสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงออกมาได้หลายสี มากกว่า 30 สีเลยทีเดียว ส่วนสีตาอาจมีสีเขียว ทองหรือทองแดง แต่ถ้าแมวสีขาวอาจมีตาสีฟ้าหรือตาสองสีก็ได้

The need-to-know

  • แมวตื่นตัว อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวพูดเก่งเล็กน้อย
  • รูปร่างใหญ่และตันกว่าปกติ 
  • ต้องดูแลขนทุกวัน 
  • ต้องการพื้นที่กลางแจ้ง
  • แมวที่เหมาะกับเลี้ยงในครอบครัว 
บุคลิกภาพ

แมวพันธุ์เมนคูนเป็นแมวที่มีนิสัยอ่อนโยน ขี้เล่น และเป็นมิตร น้องชอบอยู่ใกล้คน เข้ากับสมาชิกในบ้านได้ดี และเหมาะกับการเป็นสัตว์เลี้ยงที่ดีของครอบครัว ด้วยนิสัยสบาย ๆ ไม่ถือตัว จึงมักเห็นเมนคูนไปนอนขดตัวอยู่ตามมุมแปลก ๆ ของบ้านได้บ่อยครั้ง

นอกจากนี้ แมวพันธุ์เมนคูนยังเป็นแมวที่รักการผจญภัย ชอบสำรวจ และชอบปีนป่าย เจ้าของจึงควรเตรียมพื้นที่หรืออุปกรณ์ให้น้องได้ใช้พลังงาน เช่น คอนโดแมว ชั้นปีนป่ายหรือของเล่นที่ช่วยกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่า

อีกหนึ่งเสน่ห์ของแมวเมนคูนคือเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ น้องมักส่งเสียงออดอ้อนเสียงคุยเบา ๆ เพื่อสื่อสารกับเจ้าของ ทำให้เมนคูนเป็นแมวที่ทั้งน่ารัก ขี้เล่น และมีเสน่ห์เฉพาะตัว 

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: สหรัฐอเมริกา

บรรพบุรุษของแมวเมนคูนเป็นแมวขนยาวที่ถูกนำเข้าไปรัฐเมนโดยชาวเรือในช่วงทศวรรษ 1850 หลังจากนั้นได้ผสมพันธุ์กับแมวพื้นถิ่นขนสั้น ลูกที่ออกมาตัวใหญ่ รูปร่างแข็งแรง มีขนยาวปานกลาง มีหางยาวเป็นพวงคล้ายหางแร็คคูน จึงเป็นที่มาของชื่อพันธุ์ “เมนคูน” นั่นเอง แมวพันธุ์นี้ได้ปรับตัวให้มีขนที่หนาขึ้นเพื่อให้ทนกับอากาศที่หนาวเย็นของรัฐเมนได้ ในช่วงต้นทศววรรษ 1860 ได้มีการจัดแสดงแมวเมนคูนครั้งพิเศษ ทำให้แมวพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักและนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ช่วงทศวรรษ 1980 ได้มีผู้นำแมวพันธุ์นี้เข้าไปยังสหราชอาณาจักร 

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวล้วนมีเอกลักษณ์ รวมถึงความต้องการเฉพาะของแต่ละตัว เมื่อพูดถึงอาหารแมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และแมวทุกตัวรวมถึงแมวเมนคูนจะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกแมวกำลังโตจะต้องการกลุ่มสารอาหารที่ต่างออกไปจากแมวสูงวัยที่กระตือรือร้นน้อยกว่า อีกข้อหนึ่งที่ทาสต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษารูปร่างที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

แมวเมนคูนมีความเสี่ยงเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (Hypertrophic Cardiomyopathy) นอกจากนี้ยังเสี่ยงเป็นโรคข้อสะโพก (Hip Dysplasia) ควรปรึกษาผู้เพาะพันธุ์แมวให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจเลี้ยง

การอยู่ร่วมกับเด็ก การเป็นสมาชิกครอบครัว

ถึงแมวเมนคูนจะเป็นมิตรและรักเด็ก แต่อย่าลืมว่าแมวแต่ละตัวก็มีลักษณะนิสัยต่างกันขึ้นอยู่กับการสอนและประสบการณ์ชีวิต ถ้าต้องการรับเลี้ยง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำความเข้าใจลักษณะนิสัยของแมวที่ต้องการรับเลี้ยง 

Zoomed product photo

แมวสีสวาด

แมวสีสวาดหรือแมวโคราช (Korat Cat) เป็นแมวขนสั้น เป็นมัน เส้นละเอียดและเรียงชิดติดกับผิวหนัง เป็นแมวที่มีสีเดียวคือสีสวาด ซึ่งมีลักษณะเทาอมเขียว แต่หากเป็นสายตาฝรั่งอาจมองว่าเป็นสีเงินอมฟ้า จมูก ริมฝีปากและอุ้งเท้าของแมวสีสวาดมีสีน้ำเงินอมเทาหรือสีม่วง ้แมวสายพันธุ์นี้อาจหน้าตาดูคล้ายเพื่อนสายพันธุ์รัสเซียนบลู (Russian Blue) แต่แมวสีสวาดหรือแมวโคราชมีขนชั้นเดียวและรูปร่างกลมมากกว่าเพื่อนจากรัสเซีย โดยตาจะมีสีเขียวอ่อนมากกว่าสีฟ้าเข้ม ส่วนหัวจะเป็นทรงหัวใจและมีใบหูใหญ่ ตาโต ดูตื่นตัว ส่วนลำตัวก็แข็งแรง มีกล้ามเนื้อและไม่ได้ตัวยาวเหมือนพันธุ์วิเชียรมาศ (Siamese cat) หรือป้อมเหมือนแมวบริติชช็อตแฮร์ (British Shorthair) https://www.purina.co.th/find-a-pet/cat/breed-library/siamese

The need-to-know
  • แมวตื่นตัว อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวขี้เล่นขี้สงสัย
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวช่างพูด
  • ขนาดรูปร่างทั่วไป
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง 
  • ต้องการพื้นที่กลางแจ้ง
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก 
บุคลิกภาพ

แมวสีสวาดหรือแมวโคราช ไม่ใช่แมวช่างพูดนักแต่มีความอ่อนหวาน ฉลาดและขี้เล่น เหมาะกับการเป็นสัตว์เลี้ยงและชอบดูแลเอาใจใส่ทาส 

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: ไทย

ชื่ออื่น ๆ : แมวโคราช

แมวสีสวาด หรือที่รู้จักกันในชื่อ แมวโคราช เป็นแมวไทยโบราณที่มีถิ่นกำเนิดจากจังหวัดนครราชสีมา หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “โคราช” ในประเทศไทย จุดเด่นของแมวสายพันธุ์นี้คือขนสีเทาเข้มอมเงิน หรือที่เรียกว่า “สีสวาด” ซึ่งเป็นสีประจำสายพันธุ์

ตามความเชื่อและธรรมเนียมไทยโบราณ แมวสีสวาดถือเป็นแมวมงคล นิยมมอบให้คู่บ่าวสาวเป็นคู่ เพื่ออวยพรให้มีความสุข ความเจริญ และความเป็นสิริมงคลในชีวิตคู่

ในช่วงศตวรรษที่ 19 แมวสีสวาดเคยถูกนำไปจัดแสดงในงาน British Cat Show โดยในขณะนั้นถูกเรียกว่า “Blue Siamese Cat” หรือ “แมวสยามสีน้ำเงิน” ต่อมาแมวสายพันธุ์นี้เริ่มเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากขึ้น โดยพบในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1950 และถูกนำเข้าสู่เกรทบริเตนในปี 1972

แมวสีสวาดถือเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่มีเอกลักษณ์มาก เพราะเป็นแมวที่มีสีขนมาตรฐานเพียงสีเดียว คือสีเทาเข้มอมเงินแบบสีสวาด ทำให้น้องดูสง่างาม สุขุม และโดดเด่นไม่เหมือนสายพันธุ์อื่น 

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวล้วนมีเอกลักษณ์ รวมถึงความต้องการเฉพาะของแต่ละตัว เมื่อพูดถึงอาหาร แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และแมวทุกตัวรวมถึงแมวสีสวาดหรือแมวโคราชจะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกแมวกำลังโตจะต้องการกลุ่มสารอาหารที่ต่างออกไปจากแมวสูงวัยที่กระตือรือร้นน้อยกว่า อีกข้อหนึ่งที่ทาสต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษารูปร่างที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของแต่ละสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แมวสีสวาดหรือแมวโคราช ถือว่าเป็นแมวที่อายุยืน อาจอยู่ได้ถึง 18-19 ปีโดยถือเป็นเรื่องปกติ แต่มักมีปัญหาโรคพันธุกรรมเมตาบอลิก (Gangliosidosis) ซึ่งเป็นโรคขาดเอนไซต์ ทำให้เกิดผลเสียต่อระบบประสาทอันเป็นสาเหตุของอัมพาต ดังนั้นก่อนที่จะซื้อแมวพันธุ์นี้มาเลี้ยง เจ้าของควรตรวจสอบกับผู้เพาะพันธุ์แมวว่าได้ผ่านการตรวจโรคดังกล่าวหรือไม่

Zoomed product photo

แมวขาวมณี

แมวขาวมณีมีรูปร่างเพรียว มีกล้ามเนื้อที่ปกคลุมด้วยขนสั้นแน่นนุ่มสีขาว มีใบหูขนาดกลางถึงใหญ่ ส่วนจมูกจะเชิดเล็กน้อย จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์นี้อยู่ที่ตา แมวขาวมณีมีตาได้หลายสี ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้าหรือเหลืองอำพัน เหลือง หรือเขียว โดยข้างหนึ่งอาจเป็นสีฟ้า ส่วนอีกข้างอาจเป็นสีอื่นก็ได้ ในประเทศไทยนั้น แมวขาวมณีที่มีตาสองสีถือว่าเป็นสิ่งนำโชค ดังนั้นบางครั้งจึงเรียกแมวพันธุ์นี้ว่า “แมวนำโชค” บางครั้งแมวขาวมณีอาจเกิดมามีรอยเหมือนปานบนหัวแต่ปานนี้จะหายไปเมื่ออายุประมาณ 1 ปี ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

The need-to-know
  • แมวขี้เล่นขี้สงสัย
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวพูดเก่งเล็กน้อย
  • รูปร่างผอมเพรียวและสง่างาม
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

แมวขาวมณีเป็นแมวที่ตื่นตัว ชอบผจญภัย ชอบพูดชอบคุย ฉลาดและขี้เล่น ชอบให้มีทาสล้อมรอบตัว และชอบครางหรือทำเสียงออดอ้อน

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: ไทย

ชื่ออื่น ๆ : อัญมณีสีขาว, ขาวปลอด, แมวตาเพชร

แมวขาวมณ

แมวขาวมณีเป็นแมวพันธุ์หายากที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย และมีต้นกำเนิดที่สืบย้อนหลังไปได้หลายร้อยปี  เชื่อกันว่าแมวขาวมณีนำพาโชคดีมาให้และมักเป็นที่นิยมเลี้ยงในราชสำนัก

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวล้วนมีเอกลักษณ์และความต้องการเฉพาะของแต่ละตัว เมื่อพูดถึงอาหาร แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และแมวทุกตัวรวมถึงแมวขาวมณีจะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกแมวกำลังโตจะต้องการกลุ่มสารอาหารที่ต่างออกไปจากแมวสูงวัยที่กระตือรือร้นน้อยกว่า อีกข้อหนึ่งที่ทาสต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษารูปร่างที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าแมวที่มีขนสีขาว ตาสีฟ้า มักมีอาการพิการทางหู แต่แมวขาวมณีตาสีฟ้ามีโอกาสพิการทางหูเพียงแค่บางตัวเท่านั้น สมาคมแมวขาวมณีได้แนะนำให้ผู้ที่ต้องการจดทะเบียนขยายพันธุ์แมว ตรวจสอบสายพันธุ์และลักษณะของแมวก่อนทุกครั้ง

การอยู่ร่วมกับเด็ก


แม้ว่าแมวสายพันธุ์ขาวมณีนี้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้

Zoomed product photo

เอ็กซ์โซติก ช็อตแฮร์

เอ็กซ์โซติก ช็อตแฮร์ มีขนาดตัวปานกลาง รูปร่างป้อม ลักษณะหัวจะออกกลมและกว้าง หูมีขนาดเล็ก ตั้งห่างกัน ส่วนหน้าจะกลมแป้น ตาค่อนข้างกลมโตและมีสีโดดเด่นสะดุดตา ขาของแมวพันธุ์นี้สั้น ล่ำและแข็งแรง อุ้งเท้ามีลักษณะกลมและมีขนแทรกเพื่อกระจายน้ำหนักฝ่าเท้า หางสั้นและมีขนเป็นพวง ขนสั้น หนานุ่มและเงางาม มีขนชั้นในที่นุ่ม กระจุกแน่น แมวพันธุ์เอ็กซ์โซติก ช็อตแฮร์มีสีและลายขนเหมือนกับแมวเปอร์เซีย และก็มีแบบลายจุดด้วย

The need-to-know

  • แมวขี้เล่นขี้สงสัย
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างทั่วไป
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

เอ็กซ์โซติก ช็อตแฮร์ มีพื้นฐานนิสัยที่อ่อนโยนคล้ายกับพี่แมวขนยาวพันธุ์อื่น ๆ แต่ก็ไม่ได้ชอบความอึกทึกแบบเพื่อนแมวพันธุ์ขนสั้น  ผู้เลี้ยงสามารปล่อยแมวพันธุ์นี้ให้อยู่บ้านตามลำพังได้เพราะใช้ชีวิตแบบเงียบ ๆ ได้

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: อเมริกา/สหราชอาณาจักร

จริง ๆ แล้วเอ็กซ์โซติก ช็อตแฮร์คือแมวเปอร์เซียขนสั้น ทำให้ถูกรวมไว้ในกลุ่มแมวพันธุ์ขนยาวตามงานจัดแสดงแมวต่าง ๆ ในอเมริกามีการคัดเลือกสายพันธุ์อเมริกัน ช็อตแฮร์มาผสมกับแมวเปอร์เซียขนยาวทำให้ได้แมวที่มีลักษณะคล้ายแมวเปอร์เซียเกือบทุกอย่างแต่มีขนสั้น ในสหราชอาณาจักร ก็มีการผสมพันธุ์แมวบริติช ช็อตแฮร์กับแมวเปอร์เซียเช่นเดียวกัน แมวพันธุ์นี้มีขนยาวปานกลาง ดูแลรักษาความสะอาดง่าย มีสีและลวดลายที่หลากหลาย แมวเอ็กซ์โซติก ช็อตแฮร์ปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อทศวรรษ 1960 และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เมื่อพูดถึงอาหารแต่ละตัวจะมีความชอบ ไม่ชอบ และความต้องการแตกต่างกัน แมวเป็นสัตว์กินเนื้อและต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม จึงไม่ต้องแปลกใจไปหากลูกแมวที่กำลังโตและพลังล้นเหลือจะต้องการสารอาหารที่ต่างจากแมวสูงวัยที่ไม่ชอบขยับตัวไปไหน อีกข้อหนึ่งที่ต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษา “รูปร่างให้สมส่วน” ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แมวสายพันธุ์เอ็กโซติก ชอร์ตแฮร์มีโรคประจำสายพันธุ์ค่อนข้างมากไม่ต่างกับสายพันธุ์ญาติสนิทอย่างแมวเปอร์เซีย เนื่องจากลักษณะหัวที่สั้นและใบหน้าที่แบน จึงอาจมีปัญหาขากรรไกรผิดรูป ซึ่งนำไปสู่โรคฟัน และจะมีปัญหาด้านการกินอาหารและดื่มน้ำได้ รูจมูกที่เล็กและเพดานอ่อนที่ยาวผิดปกติยังทำให้เกิดปัญหาด้านการหายใจ ส่วนท่อน้ำตาก็อาจทำงานไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้แมวมีขี้ตาและหน้าแฉะอยู่เสมอ และอาจทำให้มีอาการคันตามผิวหนังและเจ็บบริเวณใบหน้าได้ นอกจากนี้ใบหน้าที่แบนโดยกำเนิดยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตาอีกด้วย แมวพันธุ์เอ็กโซติกยังมีโรคทางพันธุกรรมติดตัว ได้แก่ โรคไตวาย โรคถุงน้ำในไต หรือ autosomal dominant polycystic kidney disease เนื่องจากเกิดซีสต์ในไต จากการตรวจคัดกรองในช่วงทศวรรษ 1990 พบว่าแมวเปอร์เซียและแมวพันธุ์เอ็กซ์โซติกช็อตแฮร์ป่วยด้วยโรคนี้มากกว่า 1 ใน 3 ฟาร์มเพาะพันธุ์หลายแห่งกำลังศึกษาวิธีป้องกันปัญหาดังกล่าวโดยตรวจคัดกรองโรคแต่เนิ่น ๆ ดังนั้นก่อนซื้อก็ควรซักถามฟาร์มและขอดูใบเพ็ดดีกรีของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ให้แน่ใจก่อนเสมอ

แมวพันธุ์นี้กับเด็ก


แม้ว่าแมวสายพันธุ์นี้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ  แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้

Zoomed product photo

บริติช ช็อตแฮร์ (British Shorthair)

ทำความรู้จักแมวบริติช ช็อตแฮร์ (British Shorthair) 
ว่ากันว่า British Shorthair เป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศอังกฤษ ด้วยลักษณะเด่นที่มีขนหนานุ่มน่ากอด กับนิสัยเท่ ๆ ถึงจะอยู่แบบเงียบ ๆ แต่ก็เข้ากับทุกคนได้ง่าย แถมยังเป็นมิตรอีกต่างหาก ถ้าใครกำลังมองหาเพื่อนแท้ซักตัวที่จะอยู่เคียงข้างแบบไม่กวนใจ มองมาทางนี้เลย น้องแมวบริติช ช็อตแฮร์ (British Shorthair) รอที่จะครองใจคุณอยู่ 

The need-to-know

  • แมวขี้เล่นขี้สงสัย
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างใหญ่และตันกว่าปกติ
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก 
บุคลิกภาพ

น้องแมวบริติช ช็อตแฮร์ นั้นน่ารัก เรียบร้อย และเข้ากับคนอื่นง่าย ทำให้น้องกลายเป็นแมวเลี้ยงที่ลงตัวมากสำหรับครอบครัว น้องแมวบริติช ช็อตแฮร์ ชอบที่จะเป็นรักและสนใจจากคนรอบข้าง แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องความสนใจจนมากเกินไป น้องมักชอบเดินตามเจ้าของไปรอบ ๆ บ้านแล้วนั่งลงข้าง ๆ ไม่ว่าคุณจะทำอะไร

บริติช ช็อตแฮร์ เป็นน้องแมวที่ค่อนข้างสงบเสงี่ยม ไม่ค่อยส่งเสียงดังหรือร้องเรียกในสิ่งที่ต้องการมากเท่าไรนัก น้องจะไม่ปีนขึ้นมานั่งบนตักขอให้คุณเกาคางให้ แต่จะเข้ามานั่งข้าง ๆ แทน อีกอย่างคือเพียงแค่ลูบกันก็พอไม่ต้องอุ้มไปไหนมาไหนมากก็ได้

น้องแมวบริติช ช็อตแฮร์ เป็นแมวที่ต้องการกิจกรรมและออกกำลังกายในระดับปานกลาง แน่นอนว่าตอนยังเป็นเด็กน้อง ๆ จะมีพลังงานสูงมาก แต่ก็จะสงบลงเมื่อเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ แมวบริติช ช็อตแฮร์ ที่โตแล้วส่วนใหญ่เลือกที่จะนอนกลิ้งบนโซฟามากกว่าออกไปเล่นข้างนอก แต่ก็มีน้องแมวบางตัว โดยเฉพาะบริติช ช็อตแฮร์ตัวผู้ ที่ยังชอบทำตัวโก๊ะเหมือนเด็กน้อยอยู่

แมวบริติช ช็อตแฮร์ ไม่ค่อยมีชื่อเสียงในเรื่องของการทำลายข้าวของและเฟอร์นิเจอร์ น้อง ๆ มักทำตัวเหมือนเป็นผู้ที่ได้รับการอบรมมารยาทมาอย่างดีแล้ว และพร้อมที่จะต้อนรับแขกที่มาบ้านด้วยความสุภาพอ่อนโยนแต่มั่นใจสมกับเป็นผู้ดีอังกฤษ 

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: อังกฤษ

ประวัติและความเป็นมาของแมวบริติช ช็อตแฮร์ 
หลายคนอาจไม่เคยสังเกต แต่คุณอาจจะเติบโตมากับแมวบริติช ช็อตแฮร์ ก็เป็นได้ น้องแมวสายพันธุ์นี้ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป แมวบริติช ช็อตแฮร์ ปรากฎอยู่ในนิทานและเรื่องเล่าของประเทศอังกฤษและยุโรปในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเหมียวแสนฉลาด Puss in Boots หรือเจ้าแมวยิ้มกว้าง Cheshire ใน Alice in Wonderland

ต้นกำเนิดของแมวสายพันธุ์บริติช ช็อตแฮร์ (British Shorthair) นี้ เชื่อกันว่ามาจากชาวโรมันโบราณที่ได้บุกมายึดครองประเทศอังกฤษและได้นำแมวบ้านสายพันธุ์อียิปต์มาเลี้ยง และเมื่อแมวเหล่านี้ผสมกับแมวป่าสายพันธุ์ยุโรปทั่วไปก็ทำให้ถือกำเนิดสายพันธุ์บริติช ช็อตแฮร์

ด้วยการเพิ่มขึ้นของความนิยมในการเลี้ยงแมวในเกรทบริเตนช่วงยุควิคตอเรีย เหล่าผู้คลั่งไคล้แมวได้พยายามทำการปรับปรุงและสร้างมาตรฐานสายพันธุ์ให้กับแมวบริติช ช็อตแฮร์ ว่ากันว่าในงานแสดงโชว์แมวในช่วงแรกนั้น บริติช ช็อตแฮร์เป็นแมวเพียงสายพันธุ์เดียวที่ถือว่าเป็นพันธุ์แท้

สงครามโลกทั้งสองครั้งได้ลดจำนวนน้องแมวบริติช ช็อตแฮร์ ลงไปอย่างมาก หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีแมวบริติช ช็อตแฮร์ เหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่ต้องขอบคุณความพยายามของเหล่านักเพาะพันธุ์และผู้ที่นิยมชมชอบในแมวบริติช ช็อตแฮร์ ที่ทำให้น้องแมวสายพันธุ์นี้กลับมาได้อีกครั้ง สมาคมสายพันธุ์แมวแห่งอเมริกา (American Cat Association) ได้รู้จักแมวบริติช ช็อตแฮร์ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 แล้วแต่ยังไม่ทำการรับรองสายพันธุ์ให้จนกระทั้งปี ค.ศ.1980

ขนาดของแมวบริติช ช็อตแฮร์

แมวบริติช ช็อตแฮร์ เป็นแมวขนาดกลางถึงใหญ่ โดยมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 3.5–9 กิโลกรัม ความสูงเฉลี่ย 10–14 นิ้ว และความยาวลำตัวประมาณ 20–25 นิ้ว

จุดเด่นของบริติช ช็อตแฮร์คือรูปร่างที่ดูแน่น กลมแต่สมส่วน น้องแมวจะมีใบหน้ากลม แก้มยุ้ยน่ารัก ใบหูขนาดกลางค่อนข้างกลม และดวงตากลมโตที่ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนโยนมากขึ้น ลำตัวค่อนข้างหนา อกกว้าง ขาแข็งแรง อุ้งเท้ากลม และมีหางหนาปลายมน

ด้วยรูปร่างกลม  ๆ ขนแน่นนุ่ม และหน้าตาน่าเอ็นดู แมวบริติช ช็อตแฮร์จึงดูคล้ายกับตุ๊กตาน่ากอดที่มีชีวิตเลยทีเดียว 

โภชนาการและการให้อาหาร

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับบริติช ช็อตแฮร์ ควรมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และกิจกรรมในแต่ละวันของแมวสายพันธุ์นี้ โดยสารอาหารจำเป็นที่ควรมีในอาหารของบริติช ช็อตแฮร์ ได้แก่

  1. โปรตีน: เพื่อสร้างเนื้อเยื่อที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย ในอาหารควรมีกรดอะมิโน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของโปรตีนอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนชนิดที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้

  2. คาร์โบไฮเดรต: เพื่อเป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เซลล์ประสาท เซลล์หัวใจ และเม็ดเลือดแดง อาหารที่มีคุณภาพดีควรมีการคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคอ้วน

  3. ไขมัน: ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยให้พลังงานได้สูงกว่าโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ไขมันยังช่วยในการดูดซึมวิตามิน รวมทั้งยังช่วยเสริมการทำงานของระบบห่อหุ้มร่างกาย เช่น โอเมก้า 3 และ  

  4. วิตามิน และแร่ธาตุอื่น ๆ: แม้ร่างกายจะต้องการวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณน้อย แต่หากได้รับไม่เพียงพอหรือได้รับมากเกินไป ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย และทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติได้ ตัวอย่างวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายสุนัขต้องการ ได้แก่ วิตามินบี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น 
ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

บริติช ช็อตแฮร์เป็นแมวที่ค่อนข้างแข็งแรงและดูแลง่าย แต่ยังมีโอกาสพบปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคเหงือกอักเสบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ หรือ HCM ก้อนขนอุดตัน รวมถึงปัญหาขนร่วงและผิวหนัง เจ้าของจึงควรสังเกตความผิดปกติ เช่น กลิ่นปาก เหงือกแดง หายใจเหนื่อยง่าย ขนร่วงผิดปกติ หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป และควรพาไปพบสัตวแพทย์เมื่อพบอาการผิดปกติ

วิธีดูแลสุขภาพแมวบริติช ช็อตแฮร์

การดูแลสุขภาพควรครอบคลุมทั้งช่องปาก เล็บ ดวงตา หู ขน และกระบะทราย เช่น แปรงฟันเป็นประจำ ตัดเล็บทุก 1–2 สัปดาห์ เช็ดรอบดวงตาและดูแลความสะอาดหูอย่างเหมาะสม รวมถึงแปรงขนประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และรักษาความสะอาดของกระบะทรายอยู่เสมอ

ควรเลี้ยงแมวบริติช ช็อตแฮร์ในระบบเปิด หรือระบบปิดดี

สำหรับการเลี้ยง บริติช ช็อตแฮร์ควรเลี้ยงในบ้านเป็นหลักเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากโรค อุบัติเหตุ การทะเลาะกับสัตว์อื่น และการสูญหาย

การเป็นสมาชิกครอบครัว

แมวบริติช ช็อตแฮร์เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เลี้ยงแมวเป็นครั้งแรก เพราะเป็นแมวสุขุม เลี้ยงง่าย และสามารถอยู่ร่วมกับแมวหรือสุนัขบางสายพันธุ์ได้ หากค่อย ๆ ทำความรู้จักกันอย่างเหมาะสม