Machine Name
cat
Zoomed product photo

แมววิเชียรมาศ (Siamese cat)

ทำความรู้จักแมววิเชียรมาศ (Siamese cat)
เชื่อว่าเหล่าบรรดาทาสแมวทั้งหลายคงไม่มีใครไม่รู้จักน้องแมวพันธุ์วิเชียรมาศ หรือ แมวสยาม (Siamese cat) ที่เป็นดั่งตัวแทนสายพันธุ์แมวแห่งประเทศไทย ที่นอกจากจะมีเอกลักษณ์จากลวดลายและสีขนบนตัวอันงดงามแล้ว ยังมีลักษณะนิสัยที่เป็นมิตร ขี้อ้อน จนสามารถคว้าใจเหล่าบรรดาทาสแมวมาแล้วทั่วโลก อีกทั้งยังช่วยเสริมโชคลาภ และเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวตามความเชื่อของคนไทยในสมัยโบราณอีกด้วย หากใครกำลังสนใจอยากได้น้องแมวสักตัวไปเลี้ยงเป็นเพื่อนแล้วล่ะก็ น้องแมววิเชียรมาศนับว่าเป็นแมวอีกสายพันธุ์ที่ควรรับไว้พิจารณาอย่างยิ่ง

ขนาดของแมววิเชียรมาศ
น้องแมวพันธุ์วิเชียรมาศ ถือเป็นแมวขนาดกลาง มีน้ำหนักตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 2.9 – 3.4 กิโลกรัม โตเต็มวัยที่อายุ 1 ปี เข้าสู่วัยชราที่อายุ 7 ปี มีอายุขัยประมาณ 15-20 ปี แมววิเชียรมาศตามธรรมชาติเป็นแมวนักล่าที่กินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร จึงมีรูปร่างที่ปราดเปรียว และว่องไว มีกล้ามเนื้อหาที่แข็งแรงสำหรับการกระโจน วิ่ง และปีนต้นไม้ มีหู ตาที่ไว และมีสัญชาตญาณนักล่าสูง

 

The need-to-know

 

  • แมวตื่นตัว อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวช่างพูด
  • รูปร่างผอมเพรียวและสง่างาม
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

ด้วยความที่ตามธรรมชาติแล้ว แมวพันธุ์วิเชียรมาศเป็นแมวที่ล่าสัตว์กินเองเป็นอาหาร จึงทำให้แมววิเชียรมาศมีความปราดเปรียวสูง เคลื่อนที่คล่องแคล่ว ว่องไว และมีสัญชาตญาณการเป็นนักล่าที่ดี มีความระแวงระวังภัยให้กับตัวเองสูง แต่ในขณะเดียวกันก็รักสงบ รักเจ้าของ และขี้อ้อนมาก

นอกจากนี้แมววิเชียรมาศยังมีลักษณะนิสัยช่างพูดคุย จนได้รับฉายาว่า Extremely talkative cat หรือแมวช่างพูด อันมีที่มาจากลักษณะนิสัยที่ชอบส่งเสียงร้อง ทั้งเพื่อพูดคุยกับเจ้าของ และบ่งบอกความต้องการของตัวเอง มีอุปนิสัยชอบเข้าสังคม และอยากรู้อยากเห็นสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ หากใครชอบแมวที่มีนิสัยขี้อ้อน และช่างพูดคุยแล้ว แมววิเชียรมาศนับเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ควรรับไว้พิจารณาเลยทีเดียว

แมววิเชียรมาศยังได้ชื่อว่าเป็นแมวที่มีหูดี ประสาทสัมผัสไว และสามารถสัมผัสเสียงได้จากระยะไกลแตกต่างจากแมวชนิดอื่นที่มักมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินอีกด้วย

ลักษณะของแมวพันธุ์วิเชียรมาศโดยทั่วไปมีขนสั้นสีขาว หรือน้ำตาลอ่อน มีแต้มสีครั่ง หรือสีน้ำตาลไหม้ที่บริเวณใบหน้า หูทั้งสองข้าง เท้าทั้งสี่เท้า หาง และบริเวณอวัยวะเพศ รวมทั้งสิ้น 9 ตำแหน่ง ขณะที่เป็นลูกแมวจะมีขนสีครีมอ่อน หรือขาวนวล โดยสีของขนจะมีลักษณะเข้มขึ้นเมื่ออายุของแมวมากขึ้นตามลำดับ หัวมีลักษณะไม่กลมหรือแหลมเกินไป หน้าผากใหญ่และแบน จมูกสั้น หูใหญ่ ตั้งสูงเด่นอยู่บนหัว ตามีลักษณะสีฟ้าเหมือนแก้วใส หางยาว ปลายแหลมชี้ตรง โคนใหญ่และค่อยๆเล็กเรียวกลมไปจนสุดปลายหาง ขายาวเรียวได้สัดส่วนกับลำตัว

ดวงตาสีฟ้าของแมวพันธุ์วิเชียรมาศได้รับการศึกษาพบว่า ลักษณะของยีนส์สีขนส่งผลต่อสีตา โดยยีนส์ที่ทำให้เกิดแต้มสีทั้ง 9 ตำแหน่งบนตัวของแมววิเชียรมาศนั้น ส่งผลยับยั้งการเจริญของเม็ดสีที่อยู่บนตาของแมว ทำให้แมววิเชียรมาศทุกตัวมีลักษณะตาสีฟ้าใสคล้ายแก้ว จนแมววิเชียรมาศได้รับการเรียกชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าแมวแก้ว

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่าลักษณะสีขนซึ่งถูกควบคุมด้วยยีนส์จำนวนหลายยีนส์ในแมววิเชียรมาศนั้น ส่งผลให้แมววิเชียรมาศมีขนสีขาวทั้งลำตัว แต่ด้วยลักษณะเด่นของยีนส์ดังกล่าว ส่งผลให้ลักษณะของสีขนสามารถเปลี่ยนไปได้ตามอุณหภูมิสิ่งแวดล้อมที่แมวอาศัยอยู่ โดยหากแมววิเชียรมาศอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เย็น หรืออุณหภูมิต่ำกว่า 100 องศาฟาเรนไฮต์ จะส่งผลให้สีขนของแมววิเชียรมาศมีลักษณะที่เข้มขึ้น และเมื่ออยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ร้อน หรืออุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาฟาเรนไฮต์ จะส่งผลให้สีขนของแมววิเชียรมาศมีลักษณะที่อ่อนลงตามลำดับ

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: ประเทศไทย

 

ชื่ออื่น ๆ: แมวแก้ว และแมวสยาม

 

ประวัติและความเป็นมาของแมวพันธุ์วิเชียรมาศนั้นนับว่าอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน ตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยในสมัยนั้นแมววิเชียรมาศนับว่าเป็นแมวชั้นสูงที่ถูกเลี้ยงไว้เฉพาะภายในบริเวณพระบรมมหาราชวัง เพราะเชื่อว่าเป็นแมวมงคล ช่วยเสริมโชคลาภให้แก่ผู้เลี้ยงดู สามัญชนในสมัยนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้เลี้ยงได้

 

คำว่าวิเชียรมาศ มีความหมายว่า เพชรแห่งดวงจันทร์ มาจากลักษณะของแมวที่มีดวงตาสีฟ้าดุจเพชร และสีลำตัวขาวนวลคล้ายดวงจันทร์ เป็นที่รู้จักกันอีกชื่อในนามแมวแก้ว และแมวสยาม (Siamese cat) ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจากการที่ในสมัย พ.ศ. 2427 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานลูกแมววิเชียรมาศให้เป็นของขวัญแด่ทูตชาวอังกฤษ ต่อมาทูตท่านนั้นได้ให้การเลี้ยงดูลูกแมววิเชียรมาศเป็นอย่างดี และได้ส่งเข้าประกวดในเวที The Crystal Palace London ที่ถูกจัดขึ้น ณ พระราชวังคริสตัล ประเทศอังกฤษ โดยในการประกวดครั้งนั้น แมววิเชียรมาศได้รับชัยชนะ ส่งผลให้แมววิเชียรมาศเริ่มมีชื่อเสียง และรู้จักกันในชื่อ Siamese cat หรือแมวที่มาจากประเทศไทย เป็นที่นิยมมากในหมู่ผู้เลี้ยงแมวประเทศอังกฤษ จนถึงขั้นมีการจัดตั้งชมรมผู้เลี้ยงแมววิเชียรมาศขึ้นเลยทีเดียว ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานแมววิเชียรมาศให้ทูตจากอีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของสายพันธุ์แมววิเชียรมาศไปทั่วโลกในเวลาต่อมา

โภชนาการและการให้อาหาร

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับแมววิเชียรมาศ ควรมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และกิจกรรมในแต่ละวัน โดยสารอาหารจำเป็นที่ควรคำนึงถึง มีดังนี้

1. โปรตีน : สารอาหารสำคัญที่มีส่วนช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย มีหน้าที่ในการเป็นแหล่งพลังงานในการสร้างเนื้อเยื่อที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย โดยในอาหารควรมีกรดอะมิโน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของโปรตีนอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนจำเป็น ที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้

2. คาร์โบไฮเดรต : สารอาหารที่เป็นแหล่งพลังงานหลักในร่างกาย ประกอบไปด้วยน้ำตาลทั้งโมเลกุลเดี่ยว และโมเลกุลคู่ที่เป็นแหล่งในการสร้าง ATP ที่มีความสำคัญต่อเซลล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ประสาท เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์หัวใจ และเม็ดเลือดแดง อาหารที่ดีควรมีระดับของคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม อันเนื่องมาจากปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินไปอาจเป็นที่มาของโรคอ้วนได้ นอกจากนี้คาร์โบไฮเดรตชนิดเยื่อใย หรือไฟเบอร์ ยังมีส่วนช่วยในการย่อยอาหาร และดูดซึมสารอาหาร อันจะช่วยให้อุจจาระมีลักษณะเป็นก้อน และคงสภาพการทำงานของลำไส้ให้มีประสิทธิภาพที่ดีได้อีกด้วย

3. ไขมัน : เป็นแหล่งสะสมพลังงานที่สำคัญของร่างกาย ให้พลังงานสูงกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการดูดซึมวิตามินชนิดละลายได้ในไขมัน อันได้แก่ วิตามิน A, วิตามิน D, วิตามิน E และวิตามิน K รวมทั้งยังมีส่วนช่วยในการส่งเสริมการทำงานของระบบห่อหุ้มร่างกาย ขน และผิวหนัง อันเป็นผลมาจากโอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 อีกด้วย

4. วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ : แม้ร่างกายจะต้องการวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณไม่มาก แต่นับเป็นส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตของร่างกาย หากขาดหรือได้รับไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาตามมา หรือส่งผลเสียต่อการทำงานของระบบต่างๆได้ ตัวอย่างแร่ธาตุที่น้องแมววิเชียรมาศต้องการ ได้แก่ วิตามินเอ แคลเซียม และฟอสฟอรัส เป็นต้น

วิธีดูแลสุขชภาพของแมววิเชียรมาศให้สมบูรณ์แข็งแรงได้ ด้วยการเลือกอาหารที่ช่วยดูแลเรื่องทางเดินอาหาร รวมไปถึงดูแลสุขภาพช่องปาก ด้วย เพียวริน่า วัน เท็นเดอร์ ซีเล็กซ์ เบลนด์ สูตรปลาแซลมอน ที่มีโปรตีนคุณภาพสูงจากเนื้อปลาแซลมอนแท้ ๆ แหล่งของโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกาย อีกทั้งยังมีการผสมผสานระหว่างชิ้นเม็ดกรุบกรอบขนาดเล็กช่วยในการขัดฟัน ช่วยลดปัญหากลิ่นปาก และการเกิดคราบหินปูน ช่วยให้เหงือกมีสุขภาพดี ป้องกันการเกิดปัญหาเหงือกอักเสบ และปัญหาหินปูนในอนาคตได้

นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยใยอาหารจากธรรมชาติ ช่วยให้ร่างกายน้องแมวสามารถย่อยและดูดซึมสารอาหารได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยบำรุงสุขภาพช่องท้อง หรือ Gut health ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุจจาระเป็นก้อนขนาดเล็ก ลดปัญหากลิ่นเหม็นของอุจจาระได้ ให้น้องแมวสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก /

เพียวริน่า วัน เท็นเดอร์ ซีเล็กซ์ เบลนด์ สูตรปลาแซลมอน ยังอุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแร่ธาตุที่สำคัญ น้องแมวจึงมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ทำให้เคลื่อนไหว และเล่นสนุกได้อย่างคล่องแคล่ว กระโดดและทรงตัวได้ดี อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระจากวิตามิน A วิตามิน E และซิลิเนียม ช่วยเสริมภูมิต้านทาน ให้น้องแมวแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายอีกด้วย

ความต้องการพิเศษของแมววิเชียรมาศ
แมวพันธุ์วิเชียรมาศเป็นแมวพื้นถิ่นของประเทศไทย อาศัยในพื้นที่เขตร้อน และขนสั้น จึงส่งผลให้เป็นแมวที่ค่อนข้างดูแลง่าย โดยทั่วไปการดูแลวิเชียรมาศไม่ได้แตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่น ๆ แต่ควรเน้นที่การดูแลสุขภาพช่องปากเป็นพิเศษ เนื่องจากพบปัญหาเกี่ยวกับเหงือกและฟันได้ค่อนข้างง่าย โดยวิธีการดูแลควรใส่ใจตั้งแต่ชนิดอาหารที่ให้ ควรมีลักษณะที่แข็ง และรูปทรงที่ดีเพื่อช่วยในการขัดฟัน หรือคอยหมั่นแปรงฟันน้องแมวอยู่เสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง

เช่นเดียวกับแมวสายพันธุ์อื่น ๆ เล็บของแมววิเชียรมาศจะยาวขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดช่วงอายุขัย การตัดเล็บทุกหนึ่งหรือสองสัปดาห์จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยการเล็มบริเวณปลายแหลมของเล็บออกเพื่อป้องกันการเกี่ยว หรือขูด อันจะนำมาซึ่งปัญหาอื่น ๆ ตามมาได้ รวมทั้งทำความสะอาดบริเวณใบหน้า รอบตา ด้วยการคอยหมั่นเช็ดขี้ตาออกเป็นประจำด้วยการใช้ผ้านุ่ม ๆ ชุบน้ำอุ่นเช็ดรอบดวงตา นอกจากนี้ยังควรมีการทำความสะอาดช่องหูด้วยสัปดาห์ละครั้ง โดยอาจใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดบริเวณที่สกปรกเบา ๆ หรือใช้น้ำยาล้างหูน้องแมวโดยเฉพาะ จากนั้นใช้ผ้าหรือสำลีสะอาดเช็ดให้แห้ง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะช่องหูอักเสบ

สำหรับน้ำหนักตัวน้องแมววิเชียรมาศควรควบคุมให้อยู่ในช่วงน้ำหนักที่เหมาะสม โดยการให้อาหารปริมาณตามคำแนะนำข้างถุง และหลีกเลี่ยงการให้อาหารปริมาณมาก หรือวางอาหารไว้ทั้งวัน เพื่อป้องกันภาวะน้ำหนักเกิน ให้ขนมแมวบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อป้องกันการเบื่ออาหาร แต่ไม่ควรมากเกินไป

การดูแลความสะอาดของกระบะทรายแมวก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ เนื่องจากแมววิเชียรมาศมีลักษณะนิสัยที่รักความสะอาด หากไม่หมั่นดูแล หรือคอยเปลี่ยนทรายแมวเป็นประจำ อาจทำให้น้องแมวไม่ยอมปัสสาวะ และเกิดปัญหาทางระบบทางเดินปัสสาวะตามมาได้

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


ด้วยความที่ตามธรรมชาตินั้น แมวพันธุ์วิเชียรมาศจัดเป็นแมวนักล่า จึงทำให้กล้ามเนื้อของแมวสายพันธุ์นี้แข็งแรง เพราะต้องใช้ในการเคลื่อนไหวเพื่อความคล่องตัว แต่ในทางกลับกันกลับมีรายงานพบว่าแมววิเชียรมาศนั้นมีทางเดินอาหารที่ไม่แข็งแรง มักพบอาการอาเจียน และท้องเสียบ่อย ระบบทางเดินอาหารจึงควรได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษ นอกจากนี้แมววิเชียรมาศยังมักพบปัญหาเกี่ยวกับเหงือกและฟัน อันได้แก่ ปัญหาเหงือกอักเสบ และปัญหาหินปูน ปัญหาสุขภาพที่พบได้ในแมวพันธุ์วิเชียรมาศ ได้แก่

- ปัญหาระบบทางเดินอาหาร : แม้ว่าแมววิเชียรมาศจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง แต่ระบบทางเดินอาหารกลับอ่อนแอ และมักพบปัญหาได้มาก เช่น การอาเจียน และท้องเสีย ระบบทางเดินอาหารจึงควรได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษ

- ปัญหาเกี่ยวกับเหงือกและฟัน : แมววิเชียรมาศยังมักพบปัญหาเกี่ยวกับเหงือกและฟัน เช่น เหงือกอักเสบ และปัญหาหินปูน การดูแลและใส่ใจในอาหารที่ให้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

 

แมวพันธุ์นี้กับเด็ก


แมววิเชียรมาศเป็นแมวอีกชนิดหนึ่งที่ชอบเข้าสังคม เข้ากับเด็กเล็ก และสัตว์ชนิดอื่นได้ง่าย สิ่งที่ต้องให้ระวังคือชนิดของสัตว์ที่มาอยู่อาศัยร่วมกับแมววิเชียรมาศ ควรเป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้าย ตัวใหญ่ หรือพลังงานสูง เช่น สุนัขตัวใหญ่ หรือสุนัขที่มีนิสัยกระตือรือร้น ชอบเล่นตลอดเวลา เนื่องจากน้องทั้งสองอาจเล่นกันด้วยความรุนแรงจนเกิดการทะเลาะวิวาทตามมาได้ นอกจากนี้สัตว์ที่นำมาเลี้ยงกับแมววิเชียรมาศไม่ควรเป็นสัตว์ที่เป็นเหยื่อตามธรรมชาติ เช่น หนู นก ปลา หรือกระต่าย เนื่องจากสัตว์เหล่านี้ตามธรรมชาติคือเหยื่อของแมววิเชียรมาศ อาจกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าภายในตัวน้องได้

ผู้เลี้ยงที่เหมาะกับแมววิเชียรมาศ
สำหรับบรรดาทาสแมวที่กำลังมองหาแมวที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว ฉลาด แสนรู้ ขี้อ้อน และช่างพูดคุย แมววิเชียรมาศเหมาะที่จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของคุณ อีกทั้งแมววิเชียรมาศยังเป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นของประเทศไทย ขนสั้น สามารถทนอากาศร้อนได้ ไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลมากเป็นพิเศษเหมือนกับแมวขนยาวชนิดอื่น ๆ ตัวเล็ก ปราดเปรียว เลี้ยงง่าย แมววิเชียรมาศจึงเหมาะสมกับที่จะเป็นเพื่อนคุยแก้เหงา หรือหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวคุณอย่างยิ่ง

Zoomed product photo

สก๊อตทิช โฟลด์ (Scottish fold)

ทำความรู้จัก สก๊อตทิช โฟล์ด [Scottish fold]
อีกหนึ่งสายพันธุ์น้องแมวที่เป็นที่รู้จักมากไม่แพ้สายพันธุ์ไหนก็คือ สายพันธุ์สก๊อตทิช โฟลด์ [Scottish fold] ที่มีหูพับอันเป็นเอกลักษณ์แสนเก๋ที่ไม่เหมือนใคร หน้ากลมแป้น ขนอุยนุ่มน่ากอด ทำให้น้องแมวพันธุ์สก๊อตทิช โฟลด์ น้องแมวผู้มาจากสก๊อตแลนด์ ยึดพื้นที่หัวใจเจ้าของหลายๆ คนไปแล้ว

แมวสายพันธุ์นี้มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 11 – 14 ปี ความสูงอยู่ที่ 10 – 12 นิ้ว ด้วยหูที่พบลงมา ทำให้ใบหน้าของสก๊อตทิช โฟลด์ ดูกลม จนหลายคนให้คำอธิบายแมวสายพันธุ์นี้ไว้อย่างเห็นภาพว่าเหมือนกับ นกฮูก โดยใบหูของสก๊อตทิช โฟลด์ จะมีทั้งแบบพับงอไปด้านหน้า เรียกว่า single fold แบบพับงอที่มากขึ้นหรือ double fold และแบบที่พับราบไปกับหัว หรือ triple fold โดยลูกแมวที่เกิดมาแล้วมีใบหูตั้งก็อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะใบหูของลูกแมวที่พับจะเริ่มมองเห็นเมื่อแมวมีอายุประมาณ 3 สัปดาห์

 

The need-to-know

 

  • แมวสงบ
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างทั่วไป
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • Indoor cat
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

นอกจากใบหูพับที่เป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ใครๆ ก็มักจะพูดถึงน้องแมวสายพันธุ์นี้ก็คือ ท่านั่งพักพุง (ท่าเดียวกับตัวเมียร์แคท) หรือไม่ก็ท่านอนหงายแผ่หลาบนพื้น ที่เรียกว่าใครได้เห็นท่าเหล่านี้ก็แทบจะอดใจเข้าไปจกพุงสก๊อตทิช โฟลด์ กันไม่ไหวเลยล่ะ

แม้ว่าแมวสายพันธุ์นี้จะมีใบหูพับ แต่ว่าใบหูของแมวก็ทำงานเพื่อการสื่อสารได้เต็มประสิทธิภาพไม่ต่างจากแมวสายพันธุ์อื่น นอกจากนี้ความฉลาดของสก๊อตทิช โฟลด์ ก็ไม่เป็นรองใคร ทำให้แมวสายพันธุ์นี้ชอบเล่นของเล่นที่ท้าทายความสามารถ ใครที่เลี้ยงสก๊อตติช โฟลด์ อยู่และอยากหากิจกรรมเล่นกับแมวว่ากิจกรรมไหนที่ทำให้สก๊อตติช โฟลด์ ปลื้ม เราก็ขอบอกเลยตรงนี้ว่ากิจกรรมที่สก๊อตติช โฟลด์ โปรดปรานที่สุด ก็คือการเล่นกับเจ้าของนั่นเอง เพราะ สก๊อตติช โฟลด์ จัดว่าเป็นแมวที่ชอบอยู่กับคนมากๆ และต้องการมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมที่คุณทำ ต้องการการสนอกสนใจ ถ้าเป็นไปได้จะไม่เลือกอยู่เหงาๆ เงียบๆ ตัวเดียวอย่างเด็ดขาด มีน้องแมวตัวอื่นเป็นเพื่อนซักหน่อยก็ยังดี

เมื่อเจ้าของกลับมาบ้าน สก๊อตติช โฟลด์ จะคาดหวังว่าเจ้าของจะมาเล่นด้วย หรือน้อยที่สุดแค่ขอมานอนอยู่ที่ปลายเท้า หรือนอนกลิ้งอยู่กับเจ้าของยามนั่งดูทีวี เท่านี้สก๊อตทิช โฟลด์ ก็พอใจแล้ว

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: สก็อตแลนด์

 

แมวพันธุ์สก๊อตทิช โฟลด์ ถือกำเนิดขึ้นในประเทศสก็อตแลนด์ มีลักษณะเด่นคือหูพับมาทางด้านหน้า จากนั้นก็เริ่มมีคนสนใจนำแมวที่มีลักษณะหูพับนี้ไปปรับปรุงพันธุ์จนกระทั่งในปี 1966 ก็ได้มีการตั้งชื่อแมวหูพับนี้ว่า สก๊อตทิช โฟลด์ เพื่อเป็นเกียรติให้กับสถานที่ที่กำเนิดแมวสายพันธุ์นี้เป็นครั้งแรก แม้ในยุคแรกน้องแมวสายพันธุ์สก๊อตทิช โฟลด์ ไม่เป็นที่ยอมรับนัก เพราะมีความเชื่อผิดๆ กันว่าลักษณะหูพับนี้อาจทำให้แมวพันธุ์สก๊อตทิช โฟลด์ มีปัญหาเกี่ยวกับรูหูตามมา แต่ในภายหลังก็ได้มีการศึกษาและได้ข้อสรุปว่า การที่แมวมีหูพับนั้นไม่ได้มีผลต่อสุขภาพหูของแมวพันธุ์นี้แต่อย่างใด นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาแมวพันธุ์นี้ก็ได้รับการยอมรับในวงกว้างอย่างรวดเร็ว และเป็นหนึ่งในแมวที่มีคนนิยมเลี้ยงมากที่สุดในโลกอีกด้วย

 

ขนาดของแมวสก๊อตทิช โฟลด์


แมวพันธุ์สก๊อตทิช โฟลด์ จัดว่าเป็นแมวที่มีขนาดกลาง รูปร่างกะทัดรัด ลำตัวกลมมน โดยเพศเมียมีน้ำหนักอยู่ราว 2.7-4 กิโลกรัม ในขณะที่เพศผู้มีน้ำหนักสูงได้ถึง 5.8 กิโลกรัม สามารถพบได้ทั้งน้องแมวที่มีหูพับ และแบบที่มีหูตั้ง ใบหน้ากลม ตากลมโตน่ารัก จมูกสั้น แบน และโค้งเล็กน้อย มีคอสั้นเมื่อเทียบกับพันธุ์อื่น

โภชนาการและการให้อาหาร

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับสก๊อตทิช โฟลด์ ควรมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และกิจกรรมในแต่ละวันของแมวสายพันธุ์นี้ โดยสารอาหารจำเป็นที่ควรมีในอาหารของสก๊อตทิช โฟลด์ ได้แก่

1. โปรตีน : เพื่อสร้างเนื้อเยื่อที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย ในอาหารควรมีกรดอะมิโน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของโปรตีนอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนชนิดที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้

2. คาร์โบไฮเดรต : เพื่อเป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เซลล์ประสาท เซลล์หัวใจ และเม็ดเลือดแดง อาหารที่มีคุณภาพดีควรมีการคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคอ้วน

3. ไขมัน : ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยให้พลังงานได้สูงกว่าโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ไขมันยังช่วยในการดูดซึมวิตามิน รวมทั้งยังช่วยเสริมการทำงานของระบบห่อหุ้มร่างกาย เช่น โอเมก้า 3 และ 6

4. วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ : แม้ร่างกายจะต้องการวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณน้อย แต่หากได้รับไม่เพียงพอหรือได้รับมากเกินไป ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย และทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติได้ ตัวอย่างวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายสุนัขต้องการ ได้แก่ วิตามินบี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น

อาหารที่เหมาะสำหรับน้องแมวแอคทีฟอย่างสก๊อตทิช โฟลด์ ควรเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิต ที่มีโปรตีนสูง เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ อย่าง เพียวริน่า วัน สูตรสำหรับแมวเลี้ยงในบ้าน (PURINA ONE Indoor Advantage) ที่มีโปรตีนสูงถึง 38% เหมาะมากๆ สำหรับแมวเลี้ยงในบ้าน และยังอุดมด้วยไฟเบอร์จากธรรมชาติสูงถึง 5% ช่วยลดการก่อตัวของก้อนขนที่น้องแมวสก๊อตทิช โฟลด์ สะสมอยู่ในลำไส้จากการเลียทำความสะอาดร่างกาย ด้วยการผลักก้อนขนออกมาผ่านการขับถ่าย นอกจากนี้ยังมีโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยบำรุงผิวหนังและขนให้มีสุขภาพดี เงางาม และดวงตาสดใส ที่สำคัญคือมีโปรตีนคุณภาพสูงมีโปรตีนจากเนื้อไก่งวง ช่วยสร้างเสริมกล้ามเนื้อและหัวใจให้แข็งแรง เหมาะกับน้องแมวสายแอคทีฟอย่างน้องแมวสก็อตติช โฟล์ด

ความต้องการพิเศษของแมวพันธุ์สก๊อตทิช โฟลด์
ปัญหาที่พบได้บ่อยในน้องแมวสายพันธุ์นี้หนีไม่พ้นเรื่องปัญหาช่องหู ด้วยโครงสร้างของใบหูที่พับปิดลงมาทำให้น้องแมวพันธุ์สก๊อตทิช โฟลด์ มีโอกาสเกิดช่องหูอักเสบได้ เนื่องจากการสะสมของสิ่งสกปรกในช่องหู ดังนั้นเจ้าของควรทำความสะอาดใบหูน้องแมวเป็นประจำ โดยการใช้น้ำยาล้างหูสำหรับสัตว์เลี้ยงเทลงไปให้ท่วมใบหู จากนั้นใช้นิ้วคลึงบริเวณกกหูประมาณ 20 วินาที เพื่อให้น้ำยาละลายสิ่งสกปรกในรูหู แล้วปล่อยให้น้องแมวสะบัดหัวเพื่อสลัดเอาน้ำยาออก แล้วจึงใช้ผ้าซับบริเวณรอบๆ ใบหู ง่ายๆ เท่านี้ ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อสุขภาพช่องหูของน้องแมวที่คุณรักห่างไกลปัญหาช่องหูอักเสบ

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


ปัญหาสุขภาพที่สามารถพบได้ในแมวสายพันธุ์สก๊อตทิช โฟลด์ ได้แก่

- โรคข้อเสื่อม โดยเฉพาะที่ข้อเท้า และข้อเข่า ซึ่งทำให้แมวเกิดความเจ็บปวด หรือมีอาการเคลื่อนไหวไม่สะดวก
- โรคหัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง เป็นอีกโรคที่พบได้บ่อยในแมวสายพันธุ์สก๊อตทิช โฟลด์

ซึ่งยังไม่มีการยืนยันว่าพันธุกรรมมีส่วนให้เกิดโรคในแมวสายพันธุ์นี้หรือไม่

- ปัญหาช่องหู อันเนื่องมาจากใบหูที่พับ อาจทำให้เกิดปัญหาอับชื้นและเกิดปัญหาหูอักเสบตามมาได้ ป้องกันก่อนเกิดปัญหาได้ง่ายๆ ด้วยการเช็ดหูให้น้องแมวเป็นประจำทุกสัปดาห์

 

แมวพันธุ์นี้กับเด็ก


สก๊อตทิช โฟลด์ จัดเป็นแมวสายพันธุ์ที่เหมาะมากกับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และมีสุนัข (ที่เป็นมิตรกับแมว) สก๊อตทิช โฟลด์จะต้องการความสนใจจากเด็กๆ คนที่เล่นกับแมวอย่างสุภาพเบามือ สำหรับบ้านที่มีน้องหมา (ที่เป็นมิตรกับแมว) และกำลังจะเลี้ยงสก๊อตทิช โฟลด์ เป็นสมาชิกเพิ่มอีกตัว ก็อย่าลืมแนะนำให้สมาชิกใหม่มาทำความรู้จักกัน เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันด้วยนะ

ผู้เลี้ยงที่เหมาะกับแมวสายพันธุ์สก๊อตทิช โฟลด์
อย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าหนึ่งในพฤติกรรมเด่นแสนเก๋ที่ทำให้น้องแมวพันธุ์สก๊อตทิช โฟลด์ เป็นที่ถูกใจหลายๆ คน ก็คือท่านั่งเอนหลังโชว์พุงอุยๆ นอนแผ่กับพื้น หรือไม่ก็ยืนสองขา ได้อย่างเป็นธรรมชาติชนิดที่ว่าไม่ต้องสอนก็ทำเองได้ บวกกับเรื่องที่แมวสายพันธุ์นี้มีความเฉลียวฉลาด ชอบเล่นของเล่นที่ได้ประลองปัญญา เข้ากับเด็กๆ ได้ดี ชอบเล่นกับเจ้าของ จึงเหมาะกับเจ้าของที่พอมีเวลามาเล่นกับน้องแมวสานพันธุ์นี้ เพราะน้องแมวไม่ค่อยชอบอยู่แบบโดดเดี่ยวสักเท่าไหร่ ถ้ามีคนอยู่ด้วย หรือมีแมวตัวอื่นอยู่เป็นเพื่อนจะถูกใจน้องแมวพันธุ์สก๊อตทิช โฟลด์ มากกว่า ถ้าได้น้องแมวสก๊อตทิช โฟลด์ มาแล้วต้องปล่อยให้เฝ้าบ้านคนเดียว น้องแมวเฉาแย่แน่ๆ

ส่วนบ้านที่เหมาะกับน้องแมวสายพันธุ์สุดแอคทีฟนี้จึงควรมีพื้นที่ให้สายพลังได้ปลดปล่อยด้วย การเลี้ยงน้องแมวในห้อง หรือคอนโด อาจจะไม่โดนใจน้องแมวสายพันธุ์นี้เท่าไหร่ เพราะที่วิ่งเล่นมีน้อยอาจทำให้น้องอกแตกได้ หรืออย่างน้อยหาเวลามาเล่นกับน้องวันละนิดวันละหน่อย ให้ได้ออกแรงซักวันละ 10 – 15 นาที แค่นี้ก็ทำให้แมวสก๊อตทิช โฟลด์ ฟินสบายใจไปทั้งวันแล้วล่ะ

Zoomed product photo

รัสเซียนบลู

รัสเซียนบลูเป็นแมวขนาดกลางถึงใหญ่ มีรูปร่างเพรียวบาง งามสง่า และขาเรียวยาว มองผ่าน ๆ เหมือนเดินเขย่งปลายเท้าตลอดเวลา ส่วนหัวเป็นทรงสามเหลี่ยมกลับหัว พร้อมด้วยแผงหนวดที่โดดเด่นและใบหูขนาดใหญ่ ดวงตาของรัสเซียนบลูกลมโตคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ ตั้งห่างกันและมีสีเขียวสดใส ขนของแมวพันธุ์นี้มีสองชั้น ขึ้นเรียงกันแน่นและสั้น ให้สัมผัสนุ่มละเอียด หากสัมผัสขนของรัสเซียนบลูแล้วจะรู้ว่าต่างจากสายพันธุ์อื่น และใช้เป็นเครื่องบ่งชี้สายพันธุ์นี้ได้อย่างแท้จริง แม้จะชื่อ “รัสเซียนบลู” แต่บางครั้งเราจะพบเห็นแมว “รัสเซียนแบล็ค” และ “รัสเซียนไวต์” ด้วยเช่นกัน ในกลุ่ม “รัสเซียนบลู” หรือรัสเซียสีน้ำเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั้น สีขนด้านนอกจะออกเทาเหลือบน้ำเงินหรือเทาประกายเงิน

 

The need-to-know

 

  • แมวขี้เล่นขี้สงสัย
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างผอมเพรียวและสง่างาม
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

รัสเซียนบลูเป็นแมวรักสงบและตกใจง่าย บางครั้งขี้อายและเก็บตัว แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นแมวที่จงรักภักดีกับเจ้าของที่มันเลือกไว้อย่างยิ่ง แมวสายพันธุ์นี้อาจระแวงคนแปลกหน้าและใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์สักพัก แต่เมื่อได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชื่นชอบแล้ว ก็จะเล่นของเล่นและชอบกระโดด ปีนป่าย และวิ่งไปมาอย่างปราดเปรียวและเท้าเบาที่สุดเชียว

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: รัสเซีย

 

แมวรัสเซียนบลูเดิมรู้จักกันในชื่อ “แมวอาร์คแองเจิล” (Archangel Cat) เพราะเชื่อกันว่าแมวเดินทางมายุโรปทางเรือจากท่าเรือชื่อว่า “อาร์คแองเจิล” (Arkhangel'sk) ในประเทศรัสเซีย นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “แมวสเปน” และ “แมวมอลทีส” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาที่มีการเรียกชื่อนี้เรื่อยมาจนถึงต้นศตวรรษ อย่างไรก็ดี มีหลักฐานบ่งชี้ว่ารัสเซียนบลูจริง ๆ แล้วมีถิ่นกำเนิดมาจากรัสเซีย แมวในแถบสแกนดิเนเวียจำนวนมากมีสีขนคล้ายกับแมวพันธุ์รัสเซียนบลู แต่ลักษณะขนที่ขึ้นเรียงกันแน่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าแมวพันธุ์นี้อาศัยอยู่ในเขตภูมิอากาศทางเหนือมากกว่า แม้แมวพันธุ์รัสเซียนบลูจะเด่นที่พันธุ์สีน้ำเงิน แต่จริง ๆ แล้วมีสีดำและสีขาวด้วยเช่นกัน โดยสีใหม่เหล่านี้ปรากฏในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อแมวรัสเซียนบลูที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวผสมพันธุ์กับแมวบริติชบลูและแมววิเชียรมาศเพื่อรักษาจำนวนประชากรเอาไว้

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เมื่อพูดถึงอาหารแต่ละตัวจะมีความชอบ ไม่ชอบ และความต้องการแตกต่างกัน แมวเป็นสัตว์กินเนื้อและต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม จึงไม่ต้องแปลกใจไปหากลูกแมวที่กำลังโตและพลังล้นเหลือจะต้องการสารอาหารที่ต่างจากแมวสูงวัยที่ไม่ชอบขยับตัวไปไหน อีกข้อหนึ่งที่ต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษา “รูปร่างให้สมส่วน” ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แมวรัสเซียนบลูเป็นสายพันธุ์ที่มีสุขภาพดี

 

แมวพันธุ์นี้กับเด็ก


แม้ว่าแมวสายพันธุ์นี้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ  แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้ 

Zoomed product photo

แร็กดอล

แร็กดอลเป็นแมวสายพันธุ์ใหญ่ มีพละกำลังและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ แม้จะดูเป็นแมวขึงขัง จริงจัง แต่จริง ๆ แล้วเป็นแมวสบาย ๆ รักสงบสมชื่อ “แร็กดอล” ที่แปลว่า “ตุ๊กตาผ้า” ส่วนหัวของแมวพันธุ์แร็กดอลค่อนข้างกว้าง ด้านบนแบน และหูทั้งสองข้างตั้งห่างกัน ตาลึกกลมโตสีฟ้า ลำตัวของแมวพันธุ์นี้ยาว มีกล้ามอกกว้าง คอสั้นและขาตรงแข็งแรง อุ้งมือค่อนข้างกลมและใหญ่ มีขนแซมตามซอกนิ้ว ส่วนหางยาวเป็นพวง ขนของแมวพันธุ์แร็กดอลหนาละเอียดเหมือนเส้นไหม มีทั้งแบบขนยาวกลาง ๆ ไปจนถึงยาวมาก แต่สำหรับเหมียวที่โตเต็มไวแผงอกและรอบคอจะมีขนขึ้นแน่นฟู ขนแมวแร็กดอลจะมีอยู่ 3 แบบและแต่ละแบบจะมี 4 สี นอกจากนี้แร็กดอลบางตัวยังมีแต้มสีขาวบนหน้า หู หางและขาด้วย

 

The need-to-know

 

  • แมวสงบ
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างใหญ่และตันกว่าปกติ
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • แมวที่เหมาะกับเลี้ยงในครอบครัว
บุคลิกภาพ

แร็กดอลขึ้นชื่อว่าเป็นแมวที่รักสงบมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับแมวบ้านพันธุ์อื่น ๆ แมวพันธุ์นี้มีความสุขกับตัวเอง ไม่เรียกร้องและอดทนต่อหลายสถานการณ์ ด้วยนิสัยอ่อนโยนและสงบเย็น ทำให้แมวแร็กดอลเป็นสัตว์เลี้ยงที่ซื่อสัตย์และรักผู้เลี้ยง มีคำกล่าวโบราณที่ว่า แมวพันธุ์นี้อดทนต่อความเจ็บปวดเก่ง แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น  ลักษณะที่ดูผ่อนคลายนั้นจริง ๆ มาจากความไว้ใจ ไม่ใช่ว่าไร้ความรู้สึก

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: อเมริกา

 

ลูกแมวแร็กดอลตัวแรกเกิดที่รัฐแคลิฟอร์เนียช่วงทศวรรษที่ 1960 คาดว่าน่าจะเกิดจากการผสมพันธุ์กันของแมวสาวเปอร์เซียสีขาว (เพศเมีย) กับแมวพันธุ์เบอร์แมนหรือแมวตัวผู้ที่คล้ายพันธุ์เบอร์แมน  แมวพันธุ์นี้มักยอมให้อุ้มแต่โดยดีและจะทิ้งตัวตามสบายเหมือนตุ๊กตาจึงได้ชื่อว่า “แร็กดอล” หรือ “ตุ๊กตาผ้า” บางคนเชื่อว่าลักษณะนี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจและเป็นไปตามสัญชาติญาณเดียวกับเวลาที่แม่แมวคาบลูก แต่ลักษณะเช่นนี้ไม่น่าจะถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เมื่อพูดถึงอาหารแต่ละตัวจะมีความชอบ ไม่ชอบ และความต้องการแตกต่างกัน แมวเป็นสัตว์กินเนื้อและต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม จึงไม่ต้องแปลกใจไปหากลูกแมวที่กำลังโตและพลังล้นเหลือจะต้องการสารอาหารที่ต่างจากแมวสูงวัยที่ไม่ชอบขยับตัวไปไหน อีกข้อหนึ่งที่ต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษา “รูปร่างให้สมส่วน” ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แร็กดอลมีโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมคือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ (hypertrophic cardiomyopathy) อาจทำให้เกิดอาการหัวใจวายในลูกแมวได้ ดังนั้นควรตรวจสอบกับฟาร์มก่อนที่จะเลี้ยง 

 

แมวพันธุ์นี้กับเด็ก


แม้ว่าแมวพันธ์ุนี้จะเข้ากันได้ดีกับเด็ก แต่ก็อย่าลืมว่าแมวแต่ละตัวก็มีลักษณะนิสัยต่างกันขึ้นอยู่กับการสอนและประสบการณ์ชีวิต ถ้าต้องการรับเลี้ยง ควรปรึกษากับองค์กรที่ขอรับเลี้ยงเพื่อเรียนรู้ลักษณะนิสัยของแมว 

Zoomed product photo

แมวเปอร์เซีย (Persian cat)

ทำความรู้จักแมวเปอร์เซีย (Persian Cat)
แมวเปอร์เซีย หรือ Persian Cat คือหนึ่งในสายพันธุ์น้องแมวขนสวยยาวเงางาม และจัดเป็นหนึ่งในสิบสายพันธุ์แมว ที่ได้รับความนิยมนำมาเลี้ยงมากที่สุดบนโลกสายพันธุ์หนึ่ง ด้วยขนที่สวย บวกกับความน่ารัก ความจงรักภักดีต่อเจ้าของ รักความสงบ ไม่ส่งเสียงดังเอะอะ และความฉลาดแสนรู้ของแมวเปอร์เซีย ทำให้น้องแมวสายพันธุ์นี้มัดใจให้หลายคนตกหลุมรักกันแบบถอนตัวไม่ขึ้น มาทำความรู้จักน้องแมวเปอร์เซีย กันให้มากอีกนิด แล้วคุณจะหลงรักน้องแมวเปอร์เซียยิ่งขึ้นไปอีก

ลักษณะเด่นของแมวเปอร์เซียอยู่ที่ตาที่โต กะโหลกกลม หน้าแบน แก้มแน่น และใบหูขนาดเล็กที่มีปลายมน ขนาดหัวที่ใหญ่ของแมวเปอร์เซียช่วยพยุงคอที่สั้น หลายคนอาจเคยสังเกตเห็นว่าแมวเปอร์เซียมีหน้าตาหลายแบบ เช่น หน้าแบนสุดๆ แบบ Peke-face หรือเป็นลุคเก่าที่จะเห็นว่าใบหน้าแมวเปอร์เซียมีความกลมขึ้นมาอีกนิดแบบ Doll-face ซึ่งอายุเฉลี่ยของแมวสายพันธุ์นี้อยู่ที่ 10 – 15 ปี มีความยาวลำตัว 14 – 18 นิ้ว (ไม่รวมความยาวหาง) น้ำหนักประมาณ 4 – 6 กิโลกรัม รูปร่างของแมวเปอร์เซียจะเป็นสัดส่วนของกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ ขาสั้น หนา และมีอุ้งเท้าขนาดใหญ่ หางแมวเปอร์เซียจัดว่าไม่ยาวมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนลำตัวของแมว

 

The need-to-know

  • แมวสงบ
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างใหญ่และตันกว่าปกติ
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

แมวเปอร์เซียจะค่อนข้างเงียบและไม่ซุกซน ชอบที่จะนั่งนิ่งๆ อยู่ข้างกายเจ้าของแบบสงบเสงี่ยม มีความเป็นมิตรกับสมาชิกในครอบครัวรวมทั้งเด็ก แต่จะไม่ชอบถ้าเด็กหรือสัตว์เลี้ยงตัวอื่นมากวน หรือมายุ่งวุ่นวาย และมักเป็นแมวที่ได้รับความสนใจจากสมาชิกในครอบครัว แต่มีเพียงไม่กี่คนหรอกนะที่น้องแมวเปอร์เซียจะรู้สึกไว้ใจ

สถานที่หรือบริเวณที่มีเสียงดังเอะอะไม่ใช่ที่ที่จะถูกใจแมวเปอร์เซียเท่าไหร่นัก น้องแมวเปอร์เซียค่อนข้างที่จะรักสงบ ชอบที่จะมีชีวิตเรียบง่าย เช่น ได้กินอาหารเวลาเดิมสม่ำเสมอ มีเวลาเล่นของเล่น และอยู่ในครอบครัวที่อบอวลไปด้วยความรัก ถ้าคุณกำลังมองหาแมวที่จะไม่ปีนผ้าม่านราคาแพงของคุณเล่นๆ ไม่กระโดดไปลุยเคาน์เตอร์ในครัว หรือไม่กระโจนไปยืนบนหลังตู้เย็นล่ะก็ มองมาที่แมวเปอร์เซียได้เลย นอกจากจะอยู่นิ่งๆ ไม่ก่อกวนให้เจ้าของวุ่นวายใจแล้ว แมวเปอร์เซียก็ยังไม่ร้องขอความรักจากใคร แค่ได้อยู่ใกล้ๆ ก็สบายใจสไตล์แมวเปอร์เซียแล้ว

ลักษณะของขน และสีของแมวเปอร์เซีย
ขนของแมวเปอร์เซียจะมีความยาวและหนาฟู มีความมันวาว เป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวขนสวยเงางาม เส้นขนของแมวเปอร์เซียจะยาวตลอดทั้งลำตัว และมีขนฟูนุ่มน่าจับอยู่รอบๆ คอ มีขนเส้นเล็กแซมระหว่างขาหน้า ใบหู นิ้วเท้า และที่หาง

สีสันของแมวเปอร์เซียที่เรามักจะพบเห็นบ่อยจะเป็นสีขาว สีครีม สีแดง สีน้ำเงิน สีดำและสีช็อกโกแลต ส่วนสีตาก็จะเป็นสีเดียวกับสีขน นอกจากสีที่มีหลากหลายแล้ว ลวดลายก็มีหลายแบบเช่นกัน โดยอาจจะพบขนสีพื้นและแซมด้วยสีเงิน ทอง ดำ ทำให้เกิดเป็นเฉดสีและลายต่างๆ เช่น สีควันบุหรี่ ลายแบบแท็บบี้ สองสี เป็นต้น

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: อิหร่าน

 

ชื่ออื่น ๆ: แมว Iranian

 

ประวัติความเป็นมาของแมวเปอร์เซีย (Persian Cat)
แต่เดิมนั้นแมวเปอร์เซีย มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบเปอร์เซีย ซึ่งอยู่ภายในประเทศตุรกีและอิหร่านในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับชื่อของสายพันธุ์นี้ที่มักจะเรียกกันว่า แมว Iranian (หรืออีกชื่อนึงก็คือแมว Shirazi) โดยมีบันทึกว่าบรรพบุรุษของแมวสายพันธุ์นี้ ถูกนำเข้าจากอิหร่านมาถึงยังประเทศอิตาลี ในช่วงปี ค.ศ. 1620 และได้รับความนิยมจากผู้เลี้ยงแมวในแถบยุโรปเป็นอย่างมาก จึงได้มีการนำไปขยายพันธุ์ในสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1900 และได้รับการตั้งชื่อว่า Persian Cat ตามถิ่นกำเนิดของแมวสายพันธุ์นี้นั่นเอง

 

ขนาดของแมวเปอร์เซีย
แมวเปอร์เซียนั้นจะมีขนาดกลางถึงใหญ่ โดยเพศผู้จะมีน้ำหนักอยู่ราว 4 - 6 กิโลกรัม ส่วนเพศเมียจะมีน้ำหนักอยู่ราว 3-5 กิโลกรัม มีความยาวลำตัว 14 – 18 นิ้ว (ไม่รวมความยาวหาง) สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกของแมวเปอร์เซีย นั้นจัดเป็นแมวที่มีโครงร่างกายที่แข็งแรง หัวกลม แก้มกลม มีดวงตาโตสวยงาม นอกจากนี้เราจะสามารถสังเกตได้ว่าแมวเปอร์เซียจะมีจุดเด่นตรง “จมูกหัก” ซึ่งเห็นได้ชัดเจน ถ้ามองจากด้านข้าง ก็จะเห็นเป็นขีดอยู่ระหว่างดวงตาทั้งสองข้าง หน้าตาของแมวเปอร์เซียที่พบได้มีหลายแบบ เช่น หน้าแบนสุดๆ แบบ Peke-face หรือเป็นลุคเก่าที่จะเห็นว่าใบหน้าแมวเปอร์เซียมีความกลมขึ้นมาอีกนิดแบบ Doll-face

โภชนาการและการให้อาหาร

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับแมวเปอร์เซียควรมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และกิจกรรมในแต่ละวันของแมวสายพันธุ์นี้ โดยสารอาหารจำเป็นที่ควรมีในอาหารของแมวเปอร์เซีย ได้แก่

1. โปรตีน : เพื่อสร้างเนื้อเยื่อที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย ในอาหารควรมีกรดอะมิโน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของโปรตีนอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนชนิดที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้

2. คาร์โบไฮเดรต : เพื่อเป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เซลล์ประสาท เซลล์หัวใจ และเม็ดเลือดแดง อาหารที่มีคุณภาพดีควรมีการคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคอ้วนในแมวเปอร์เซีย

3. ไขมัน : ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยให้พลังงานได้สูงกว่าโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ไขมันยังช่วยในการดูดซึมวิตามิน รวมทั้งยังช่วยเสริมการทำงานของระบบห่อหุ้มร่างกาย เช่น โอเมก้า 3 และ 6

4. วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ : แม้ร่างกายจะต้องการวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณน้อย แต่หากได้รับไม่เพียงพอหรือได้รับมากเกินไป ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย และทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติได้ ตัวอย่างวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายสุนัขต้องการ ได้แก่ วิตามินบี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น

อีกหนึ่งหัวใจของการดูแลแมวเปอร์เซีย ก็คือการเลือกให้อาหารแมว ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของน้องแมวเปอร์เซีย โดยเลือกอาหารสูตรบำรุงขนที่เหมาะสำหรับน้องแมวขนยาวเป็นพิเศษอย่าง เพียวริน่า วัน สูตรสำหรับแมวเลี้ยงในบ้าน (PURINA ONE Indoor Advantage) ที่อุดมด้วยไฟเบอร์จากธรรมชาติสูงถึง 5% ช่วยลดการก่อตัวของก้อนขนที่น้องแมวเปอร์เซีย สะสมอยู่ในลำไส้จากการเลียทำความสะอาดร่างกาย ด้วยการผลักก้อนขนออกมาผ่านการขับถ่าย มีโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยบำรุงผิวหนังและขนให้มีสุขภาพดี เงางาม และดวงตาสดใส และมีแคลอรีต่ำเพราะทำมาจากเนื้อไก่งวง ที่มีโปรตีนสูงถึง 38% ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เหมาะมากๆ สำหรับแมวเลี้ยงในบ้านที่มีกิจกรรมน้อยอย่างน้องแมวเปอร์เซีย

ความต้องการพิเศษเฉพาะสายพันธุ์ของแมวเปอร์เซีย
นอกจากการแปรงขนแมวแล้วแมวสายพันธุ์นี้มักจะมีปัญหาเรื่องท่อน้ำตาอุดตันได้ง่าย ทำให้เกิดเป็นคราบน้ำตาแห้งกรังติดอยู่รอบดวงตาเป็นระยะ วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น คอยเช็ดรอบดวงตาของน้องแมวอย่างสม่ำเสมอ และควรพาแมวเปอร์เซีย ไปตรวจร่างกาย ถ่ายพยาธิและทำวัคซีนเป็นประจำทุกปี เพื่อสุขภาพที่ดีของแมวเปอร์เซียที่น่ารักของคุณ

อีกหนึ่งเรื่องที่เจ้าของแมวเปอร์เซียต้องให้ความใส่ใจนั่นก็คือกระบะทราย เพราะทรายแมวมักติดไปกับขน หรือเท้าของแมวเปอร์เซียได้ ซึ่งถ้าเจ้าของแมวไม่หมั่นทำความสะอาด และปล่อยให้กระบะทรายมีกลิ่น แมวก็อาจจะหยุดใช้กระบะทราย ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหากระเพาะปัสสาวะอักเสบตามมาได้

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แมวเปอร์เซียมีแนวโน้มที่จะป่วยด้วยโรคทั่วไปได้เช่นเดียวกับแมวสายพันธุ์อื่นๆ แต่ก็มีโรคที่พบบ่อยในแมวเปอร์เซียเช่นกัน ได้แก่

- ภาวะหายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงดัง อันเนื่องมาจากช่องจมูกตีบแคบ


- ฟันสบไม่ปกติ
- น้ำตาไหลเยอะกว่าปกติ
- ปัญหาโรคตา เช่น เชอร์รี่อาย และ- หนังตาม้วน
- ป่วยเนื่องจากอากาศร้อน
- ซีสต์ที่ไต
- มีแนวโน้มจะเป็น กลาก เชื้อรา ได้ง่าย
- มีปัญหาผิวหนัง ผิวลอกเป็นสะเก็ด คัน ผิวแดง ขนร่วง

 

แมวพันธุ์นี้กับเด็ก


แมวเปอร์เซียอาจจะไม่ใช่แมวที่เป็นตัวเลือกแรกในการเลี้ยงร่วมกับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และครอบครัวที่มีสุนัข แต่ก็ไม่ใช่ว่าน้องแมวจะเข้ากับเด็กๆ หรือสุนัขไม่ได้ ถ้าเด็กๆ และสุนัขไม่ไปวิ่งไล่กวดแมวเปอร์เซีย แมวเปอร์เซียแสนรักสงบก็พร้อมที่จะเป็นเพื่อนกับทุกคนแน่นอน

วิถีชีวิตสไตล์แมวเปอร์เซีย
ลักษณะนิสัยของแมวเปอร์เซียส่วนใหญ่จะเข้ากับคนได้ง่าย ขี้อ้อน และมีไหวพริบดี โดยอาจจะมีนิสัยอื่นๆ แตกต่างกันไป ตามเพศของน้องแมวเป็นหลัก โดยแมวเปอร์เซียเพศผู้มักจะเป็นแมวที่มีบุคลิกนิ่งๆ มีโลกส่วนตัวสูง แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ น้องแมวอาจจะมีพฤติกรรมหนีเที่ยว ออกจากบ้าน หรือร้องเสียงดังเป็นปกติ

ส่วนแมวเปอร์เซียเพศเมีย ส่วนมากจะมีนิสัยที่เรียบร้อย ขี้อ้อน ขี้ประจบมากกว่าตัวผู้ แต่สำหรับบางตัว ก็จะมีโลกส่วนตัวสูงไม่แตกต่างกันเท่าไหร่นัก และเนื่องจากเป็นน้องแมวสายพันธุ์ที่มีนิสัยเรียบร้อยและรักสันโดษ

ผู้เลี้ยงที่เหมาะกับแมวเปอร์เซีย
ด้วยลักษณะนิสัยของแมวเปอร์เซียที่รักสงบ แต่ก็อยู่ง่าย ทำให้น้องแมวเปอร์เซียสามารถอยู่อาศัยตัวเดียวได้ง่าย ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่เยอะในการเลี้ยง จึงเหมาะสำหรับผู้เลี้ยงที่มีพื้นที่จำกัด หรือเลี้ยงภายในห้องแบบระบบปิด ที่ไม่ได้ปล่อยน้องแมวออกไปนอกบ้าน สามารถเลี้ยงในบ้าน หรือคอนโดก็ได้ แค่มีมุมให้แมวได้นอนเล่น หรือชมวิวบ้างก็เพียงพอ แต่ที่สำคัญก็คือต้องเป็นคนที่มีเวลาดูแลใส่ใจขนของแมวเปอร์เซียเป็นประจำสม่ำเสมอเท่านั้นเอง

แม้ว่าแมวเปอร์เซียจะเป็นแมวที่ชอบความเงียบ มาสไตล์สายชิลล์ ไม่ชอบส่งเสียงดัง แต่ก็มีมุมน่ารักที่อยากจะให้เจ้าของเข้ามาพูดคุย ลูบหัวลูบตัว หรือมาแปรงขนให้ ถ้าคุณกำลังมองหาเพื่อนรักที่จะมอบความภักดีให้กับคุณแบบหมดหัวใจ แมวเปอร์เซียนี่แหละคือคำตอบที่ใช่สำหรับครอบครัวของคุณ

Zoomed product photo

อ็อกซี่แคท

แมวพันธุ์นี้มีขนาดกลางถึงใหญ่ และมีลายจุดเฉพาะตัวของสายพันธุ์ ส่วนอกจะยุบแต่กว้าง มีขาแข็งแรงและกล้ามเนื้อเป็นทรวดทรงงดงาม ส่วนหัวเป็นทรงสามเหลี่ยมกลับหัวแต่ก็มีขากรรไกร “เหลี่ยม” ด้วย ใบหูมีลักษณะใหญ่ กว้างและมีกระจุกขน หลายคนจึงนึกว่าแมวพันธุ์นี้มีนิสัย “ดุร้าย” อ็อกซี่แคทมีขนสั้นและละเอียดเหมือนผ้าซาติน ส่วนลวดลายจุดที่เป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์นี้จะกระจายเป็นระเบียบไปทั่วลำตัวด้านข้าง หัวไหล่และสะโพก ต่อเนื่องไปจนถึงขาและส่วนท้อง ส่วนหน้าผากจะมีลายตัวอักษรเอ็ม (M) ที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน ส่วนหางจะมีจุดสลับกับวงกลมสีเข้มไปจนสุดปลายหาง แมวพันธุ์อ็อกซี่แคทมีหลายสี

 

The need-to-know

 

  • แมวตื่นตัว อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวพูดเก่งเล็กน้อย
  • รูปร่างผอมเพรียวและสง่างาม
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • แมวที่เลี้ยงนอกบ้าน
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

ถึงอ็อกซี่แคทจะมีรูปลักษณ์คล้ายแมวป่าแต่ไม่ได้เป็นแมวสาย “โหด” เป็นพันธุ์ที่เฉลียวฉลาด ขี้เล่น อยากรู้อยากเห็นและเป็นมิตรแต่ก็ต้องการเป็นจุดสนใจ  อ็อกซี่แคทชอบอยู่ใกล้คนเช่นเดียวกับแมวสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ซุกซนและบ้าพลัง แต่ถ้าหากผู้เลี้ยงต้องไปทำงานทั้งวันก็ควรเลี้ยงไว้เป็นคู่ จะได้มีเพื่อน

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: อเมริกา

 

ชื่ออื่น ๆ: โอซิ (Oci)

 

แมวพันธุ์อ็อกซี่แคทเป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างใหม่ เกิดจากการทดลองผสมพันธุ์ในอเมริกาช่วงทศวรรษ 1960 ฟาร์มผสมพันธุ์พยายามจะผสมแมววิเชียรมาศกับแมวอะบิสซิเนียนเข้าด้วยกันแต่กลับได้ลูกแมวขนทองที่มีเฉดสีขาวนวลซ้อนอยู่ เนื่องจากดูคล้ายแมวป่า “โอซีล็อต” จึงได้ชื่อว่าแมว “อ็อกซี่แคท” ต่อมาได้นำมาผสมกับแมวพันธุ์อเมริกัน ชอร์ตแฮร์ ทำให้ได้ขนสีเงินที่สวยงามและมีกล้ามเนื้อกับโครงกระดูกที่แข็งแรง ปี 1988 เป็นปีแรกที่แมวพันธุ์นี้เข้ามาในสหราชอาณาจักร

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เมื่อพูดถึงอาหารแต่ละตัวจะมีความชอบ ไม่ชอบ และความต้องการแตกต่างกัน แมวเป็นสัตว์กินเนื้อและต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม จึงไม่ต้องแปลกใจไปหากลูกแมวที่กำลังโตและพลังล้นเหลือจะต้องการสารอาหารที่ต่างจากแมวสูงวัยที่ไม่ชอบขยับตัวไปไหน อีกข้อหนึ่งที่ต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษา “รูปร่างให้สมส่วน” ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าแมวพันธุ์อ็อกซี่แคทมีปัญหาสุขภาพประจำสายพันธุ์แต่อย่างใด

 

แมวพันธุ์นี้กับเด็ก


แม้ว่าแมวสายพันธุ์นี้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ  แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้ 

Zoomed product photo

แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์

แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์เป็นแมวขนาดกลางที่ถือว่าใหญ่กว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน แมวพันธุ์นี้มีลักษณะสง่างามและขนค่อนข้างยาว (ขนจะสั้นขึ้นเล็กน้อยในฤดูร้อน) ลำตัวยาว มีกล้ามเนื้อและโครงกระดูกแข็งแรง ขายาวและหางเป็นพวง ส่วนหัวของแมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์มีลักษณะยาวทรงสามเหลี่ยม ขากรรไกรตรง หูตั้ง มีขนยาวออกมาเป็นพู่ ขนด้านนอกเป็นเงาลื่น ทำหน้าที่กันน้ำให้ขนชั้นในที่ซ่อนอยู่ แมวสายพันธุ์นี้มีแผงคอ ขนที่อก และขาหรือแม้กระทั่งซอกนิ้ว แถมมีให้เลือกหลากหลายสี ยกเว้นสีน้ำตาลช็อคโกแลต ม่วงหรือไล่สีแบบแมววิเชียรมาศ บางตัวอาจมีแต้มสีขาวที่อุ้งเท้า อก ท้องหรือหน้า ส่วนสีตาอาจเป็นสีอะไรก็ได้

 

The need-to-know

  • แมวตื่นตัว อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างใหญ่และตันกว่าปกติ
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • แมวที่เลี้ยงนอกบ้าน
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

นอร์วีเจียน ฟอเรสต์ ชอบคนและอยากมีเพื่อนรายล้อมอยู่ใกล้ ๆ  บางครั้งอาจเรียกร้องความสนใจบ้าง แต่บางครั้งก็อาจไม่สนใจโลก เนื่องจากแมวพันธุ์นี้มีบรรพบุรุษที่ใช้ชีวิตนอกบ้าน จึงสามารถปรับตัวให้ใช้ชีวิตกลางแจ้งและเป็นนักล่าได้ นอกจากนี้ยังชอบปีนป่ายด้วย ถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใจดีเพราะเป็นมิตรและขี้เล่น อาจโตช้าและไม่ยอมโตจนกว่าจะอายุ 4 ปี

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: สแกนดิเนเวีย

 

แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์เป็นพันธุ์ที่เชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากแมวขนสั้นที่ชาวไวกิ้งนำเข้ามาในสหราชอาณาจักรผสมกับแมวพันธุ์ขนยาวที่นักรบครูเสดนำเข้ามาในประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย แล้วผสมพันธุ์กับแมวในฟาร์มและแมวจรจัดอื่น ๆ เนื่องจากถิ่นกำเนิดของแมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์อยู่ในพื้นที่หนาวเย็นของสแกนดิเนเวียทำให้ปรับตัวเข้ากับฤดูหนาวที่อากาศหนาวเย็นและลำบากได้ เราจะเห็นได้จากลักษณะทางกายภาพของแมวสายพันธุ์นี้ที่มีขนสองชั้น ช่วยป้องกันลมหนาวและหิมะ แถมยังแห้งเร็วอีกด้วย แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์เป็นสายพันธุ์ที่ถูกที่ยอมรับครั้งแรกในทศวรรษที่ 1930 โดยมีการปรากฏตัวในงานแสดงแมวในปี 1938 และในช่วงทศวรรษที่ 1970 แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์ถูกนำเข้าจากประเทศนอร์เวย์

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวล้วนมีเอกลักษณ์ และต่างมีความชอบ รวมทั้งความต้องการเฉพาะของแต่ละตัว เมื่อพูดถึงอาหาร แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และแมวทุกตัวรวมถึงแมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์จะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิตและสุขภาพโดยรวม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกแมวกำลังโตจะต้องการกลุ่มสารอาหารที่ต่างออกไปจากแมวสูงวัยที่กระตือรือร้นน้อยกว่า อีกข้อหนึ่งที่ทาสต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษารูปร่างที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของแมวแต่ละสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์เป็นแมวสายพันธุ์แข็งแรงและไม่ค่อยมีปัญหาสุขภาพเฉพาะสายพันธุ์

 

การอยู่ร่วมกับเด็ก


แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์อาจไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้

Zoomed product photo

แมวมันช์กิ้น

แมวมันช์กิ้น เป็นแมวสายพันธุ์ขนาดกลาง ขาสั้นกุดและลำตัวยาว มีคนเปรียบเปรยไว้ว่า แมวสายพันธุ์นี้เคลื่อนที่เหมือนตัวเฟร์ริต เพราะฉะนั้นอย่าคาดหวังว่าจะได้เห็นแมวมันช์กิ้นเดินกรีดกรายเหมือนแมวขายาว ๆ นอกจากนี้แมวมันช์กิ้นยังมีลำตัวหนาและอกตันอีกด้วย มีทั้งแบบขนสั้นและขนยาว มีขนนุ่มลื่นเป็นประกายเหมือนกำมะหยี่ ถ้าเป็นพันธุ์ขนยาว ขนหางจะเป็นฟูฟ่องเป็นพวง แมวสายพันธุ์นี้มีหลายสี หลายลาย และตากลมโตเหมือนลูกวอลนัท

 

The need-to-know

 

  • แมวขี้เล่นขี้สงสัย
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างทั่วไป
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • Indoor cat
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

แมวมันช์กิ้นมีนิสัยอ่อนโยนแต่กล้าแสดงออก แม้จะโตแล้ว ก็ยังมีความอยากรู้อยากเห็นและขี้เล่น ชอบสังคมและไม่กลัวคน สามารถสอนให้เล่นเก็บของและทำตามคำสั่งได้ มันช์กิ้นเป็นแมวที่วิ่งเร็วถึงแม้จะขาสั้น และมักหาช่องทางลัดเลาะได้เสมอ

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ชื่ออื่น ๆ : สหรัฐอเมริกา

 

หากเทียบแมวมันช์กิ้นกับสุนัขแล้ว แมวมันช์กิ้นก็คือสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน สายพันธุ์นี้ทำให้เกิดเสียงวิพากวิจารณ์ในโลกของแมว การกลายพันธุ์ของแมวพันธุ์นี้พบในอเมริกาในปี 1983 และชื่อมันช์กิ้นนี้ก็ตั้งตามตัวละครที่เป็นคนแคระในหนังเรื่องพ่อมดอ๊อซ (The Wizard of Oz) ส่วนอังกฤษนั้นมีการรายงานว่าพบแมวขาสั้นเหมือนแมวพันธุ์นี้ในทศวรรษ 1930 ส่วนรัสเซียพบในช่วงทศวรรษ 1950 แต่ไม่ได้มีการเพาะพันธุ์อย่างต่อเนื่อง

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวล้วนมีเอกลักษณ์ และต่างมีความชอบ รวมทั้งความต้องการเฉพาะของแต่ละตัว เมื่อพูดถึงอาหาร แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และแมวทุกตัวรวมถึงแมวมันช์กิ้นจะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกแมวกำลังโต จะต้องการสารอาหารที่ต่างออกไปจากแมวสูงวัยที่กระตือรือร้นน้อยกว่า อีกข้อหนึ่งที่ทาสต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษา “รูปร่างที่เหมาะสม” ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


ด้วยลักษณะขาสั้นป้อมของแมวมันช์กิ้นที่บ่งชี้ถึงปัญหากระดูกและกระดูกสันหลัง หากเทียบกับสุนัข แมวมันช์กิ้นก็คล้ายกับสุนัขพันธุ์ขาสั้นที่มีความเสี่ยงเป็นโรคข้อ เพราะฉะนั้นจึงกลัวว่าแมวสายพันธุ์นี้อาจพบปัญหาเดียวกัน แต่ทั้งนี้ เช่นเดียวกับแมวทุกสายพันธุ์ ควรให้แมวมันช์กิ้นฉีดวัคซีนตามกำหนด เพื่อป้องกันเห็บหมัด และจำเป็นต้องตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

 

การอยู่ร่วมกับเด็ก


แมวมันช์กิ้นอาจไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้

Zoomed product photo

แมวเมนคูน

แมวเมนคูนเป็นสายพันธุ์แมวขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รูปร่างแข็งแรงกำยาและขาแข็งแรง หัวทรงเหลี่ยม ใบหูใหญ่และตั้งตรง ขนด้านนอกมีลักษณะยาวหนาเป็นมันและกันน้ำได้ดี มีขนชั้นในซ่อนอยู่ข้างใต้ ส่วนขนที่หัว คอและไหล่จะสั้นกว่าจุดอื่นแต่จะค่อย ๆ ยาวขึ้นเรื่อย ๆ บริเวณส่วนหลัง ข้างลำตัวและหาง ส่วนท้องกับสะโพกมีขนดกและหนา ที่โคนหูจะมีขนยาวเป็นพู่งามสง่า โดยแมวเมนคูนเพศผู้จะมีขนส่วนนี้หนากว่าเพศเมีย ส่วนขนที่หางจะยาวนุ่มสลวย บริเวณปลายหูจะมีขนยาวแซมออกมา เช่นเดียวกับบริเวณอุ้งเท้า มองผ่าน ๆ เหมือนใส่รองเท้าขนฟูหุ้มอีกชั้น แมวเมนคูนเป็นแมวสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงออกมาได้หลายสี มากกว่า 30 สีเลยทีเดียว ส่วนสีตาอาจมีสีเขียว ทองหรือทองแดง แต่ถ้าแมวสีขาวอาจมีตาสีฟ้าหรือตาสองสีก็ได้

 

The need-to-know

 

  • แมวตื่นตัว อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวพูดเก่งเล็กน้อย
  • รูปร่างใหญ่และตันกว่าปกติ
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • แมวที่เลี้ยงนอกบ้าน
  • แมวที่เหมาะกับเลี้ยงในครอบครัว
บุคลิกภาพ

แมวเมนคูนมีนิสัยอ่อนโยน ขี้เล่นและเป็นมิตร ชอบอยู่ใกล้คนและเป็นสัตว์เลี้ยงที่ดี อาจเป็นเพราะลักษณะที่ไม่เย่อหยิ่งทำให้พบแมวเมนคูนนอนขดอยู่ในที่แปลก ๆ ได้ แมวเมนคูนรักการผจญภัยทำให้ต้องมีที่ให้ปีนป่ายและกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่า แมวเมนคูนยังเป็นที่รู้จักว่าชอบทำเสียงออดอ้อนเป็นพิเศษอีกด้วย

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: สหรัฐอเมริกา

 

บรรพบุรุษของแมวเมนคูนเป็นแมวขนยาวที่ถูกนำเข้าไปรัฐเมนโดยชาวเรือในช่วงทศวรรษ 1850 หลังจากนั้นได้ผสมพันธุ์กับแมวพื้นถิ่นขนสั้น ลูกที่ออกมาตัวใหญ่ รูปร่างแข็งแรง มีขนยาวปานกลาง มีหางยาวเป็นพวงคล้ายหางแร็คคูน จึงเป็นที่มาของชื่อพันธุ์ “เมนคูน” นั่นเอง แมวพันธุ์นี้ได้ปรับตัวให้มีขนที่หนาขึ้นเพื่อให้ทนกับอากาศที่หนาวเย็นของรัฐเมนได้ ในช่วงต้นทศววรรษ 1860 ได้มีการจัดแสดงแมวเมนคูนครั้งพิเศษ ทำให้แมวพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักและนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ช่วงทศวรรษ 1980 ได้มีผู้นำแมวพันธุ์นี้เข้าไปยังสหราชอาณาจักร

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวล้วนมีเอกลักษณ์ รวมถึงความต้องการเฉพาะของแต่ละตัว เมื่อพูดถึงอาหารแมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และแมวทุกตัวรวมถึงแมวเมนคูนจะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกแมวกำลังโตจะต้องการกลุ่มสารอาหารที่ต่างออกไปจากแมวสูงวัยที่กระตือรือร้นน้อยกว่า อีกข้อหนึ่งที่ทาสต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษารูปร่างที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แมวเมนคูนมีความเสี่ยงเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (hypertrophic cardiomyopathy) นอกจากนี้ยังเสี่ยงเป็นโรคข้อสะโพก (hip dysplasia) ควรปรึกษาผู้เพาะพันธุ์แมวให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจเลี้ยง

 

การอยู่ร่วมกับเด็ก


ถึงแมวเมนคูนจะเป็นมิตรและรักเด็ก แต่อย่าลืมว่าแมวแต่ละตัวก็มีลักษณะนิสัยต่างกันขึ้นอยู่กับการสอนและประสบการณ์ชีวิต ถ้าต้องการรับเลี้ยง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำความเข้าใจลักษณะนิสัยของแมวที่ต้องการรับเลี้ยง

 

Zoomed product photo

แมวสีสวาด

แมวสีสวาดหรือแมวโคราช (Korat Cat) เป็นแมวขนสั้น เป็นมัน เส้นละเอียดและเรียงชิดติดกับผิวหนัง เป็นแมวที่มีสีเดียวคือสีสวาด ซึ่งมีลักษณะเทาอมเขียว แต่หากเป็นสายตาฝรั่งอาจมองว่าเป็นสีเงินอมฟ้า จมูก ริมฝีปากและอุ้งเท้าของแมวสีสวาดมีสีน้ำเงินอมเทาหรือสีม่วง ้แมวสายพันธุ์นี้อาจหน้าตาดูคล้ายเพื่อนสายพันธุ์รัสเซียนบลู (Russian Blue) แต่แมวสีสวาดหรือแมวโคราชมีขนชั้นเดียวและรูปร่างกลมมากกว่าเพื่อนจากรัสเซีย โดยตาจะมีสีเขียวอ่อนมากกว่าสีฟ้าเข้ม ส่วนหัวจะเป็นทรงหัวใจและมีใบหูใหญ่ ตาโต ดูตื่นตัว ส่วนลำตัวก็แข็งแรง มีกล้ามเนื้อและไม่ได้ตัวยาวเหมือนพันธุ์วิเชียรมาศ (Siamese cat) หรือป้อมเหมือนแมวบริติชช็อตแฮร์ (British Shorthair) https://www.purina.co.th/find-a-pet/cat/breed-library/siamese

 

The need-to-know

 

  • แมวตื่นตัว อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวขี้เล่นขี้สงสัย
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวช่างพูด
  • ขนาดรูปร่างทั่วไป
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง 
  • ต้องการพื้นที่กลางแจ้ง
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก 
บุคลิกภาพ

แมวสีสวาดหรือแมวโคราช ไม่ใช่แมวช่างพูดนักแต่มีความอ่อนหวาน ฉลาดและขี้เล่น เหมาะกับการเป็นสัตว์เลี้ยงและชอบดูแลเอาใจใส่ทาส 

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: ไทย

 

ชื่ออื่น ๆ : แมวโคราช

 

แมวสีสวาด หรือที่รู้จักกันในชื่อ แมวโคราช เป็นแมวไทยโบราณที่มีถิ่นกำเนิดจากจังหวัดนครราชสีมา หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “โคราช” ในประเทศไทย จุดเด่นของแมวสายพันธุ์นี้คือขนสีเทาเข้มอมเงิน หรือที่เรียกว่า “สีสวาด” ซึ่งเป็นสีประจำสายพันธุ์

ตามความเชื่อและธรรมเนียมไทยโบราณ แมวสีสวาดถือเป็นแมวมงคล นิยมมอบให้คู่บ่าวสาวเป็นคู่ เพื่ออวยพรให้มีความสุข ความเจริญ และความเป็นสิริมงคลในชีวิตคู่

ในช่วงศตวรรษที่ 19 แมวสีสวาดเคยถูกนำไปจัดแสดงในงาน British Cat Show โดยในขณะนั้นถูกเรียกว่า “Blue Siamese Cat” หรือ “แมวสยามสีน้ำเงิน” ต่อมาแมวสายพันธุ์นี้เริ่มเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากขึ้น โดยพบในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1950 และถูกนำเข้าสู่เกรทบริเตนในปี 1972

แมวสีสวาดถือเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่มีเอกลักษณ์มาก เพราะเป็นแมวที่มีสีขนมาตรฐานเพียงสีเดียว คือสีเทาเข้มอมเงินแบบสีสวาด ทำให้น้องดูสง่างาม สุขุม และโดดเด่นไม่เหมือนสายพันธุ์อื่น 

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวล้วนมีเอกลักษณ์ รวมถึงความต้องการเฉพาะของแต่ละตัว เมื่อพูดถึงอาหาร แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และแมวทุกตัวรวมถึงแมวสีสวาดหรือแมวโคราชจะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกแมวกำลังโตจะต้องการกลุ่มสารอาหารที่ต่างออกไปจากแมวสูงวัยที่กระตือรือร้นน้อยกว่า อีกข้อหนึ่งที่ทาสต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษารูปร่างที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของแต่ละสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ 

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แมวสีสวาดหรือแมวโคราช ถือว่าเป็นแมวที่อายุยืน อาจอยู่ได้ถึง 18-19 ปีโดยถือเป็นเรื่องปกติ แต่มักมีปัญหาโรคพันธุกรรมเมตาบอลิก (Gangliosidosis) ซึ่งเป็นโรคขาดเอนไซต์ ทำให้เกิดผลเสียต่อระบบประสาทอันเป็นสาเหตุของอัมพาต ดังนั้นก่อนที่จะซื้อแมวพันธุ์นี้มาเลี้ยง เจ้าของควรตรวจสอบกับผู้เพาะพันธุ์แมวว่าได้ผ่านการตรวจโรคดังกล่าวหรือไม่