Machine Name
cat

รัสเซียนบลู

รัสเซียนบลูเป็นแมวขนาดกลางถึงใหญ่ มีรูปร่างเพรียวบาง งามสง่า และขาเรียวยาว มองผ่าน ๆ เหมือนเดินเขย่งปลายเท้าตลอดเวลา ส่วนหัวเป็นทรงสามเหลี่ยมกลับหัว พร้อมด้วยแผงหนวดที่โดดเด่นและใบหูขนาดใหญ่ ดวงตาของรัสเซียนบลูกลมโตคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ ตั้งห่างกันและมีสีเขียวสดใส ขนของแมวพันธุ์นี้มีสองชั้น ขึ้นเรียงกันแน่นและสั้น ให้สัมผัสนุ่มละเอียด หากสัมผัสขนของรัสเซียนบลูแล้วจะรู้ว่าต่างจากสายพันธุ์อื่น และใช้เป็นเครื่องบ่งชี้สายพันธุ์นี้ได้อย่างแท้จริง แม้จะชื่อ “รัสเซียนบลู” แต่บางครั้งเราจะพบเห็นแมว “รัสเซียนแบล็ค” และ “รัสเซียนไวต์” ด้วยเช่นกัน ในกลุ่ม “รัสเซียนบลู” หรือรัสเซียสีน้ำเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั้น สีขนด้านนอกจะออกเทาเหลือบน้ำเงินหรือเทาประกายเงิน

 

The need-to-know

 

  • แมวขี้เล่นขี้สงสัย
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างผอมเพรียวและสง่างาม
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

รัสเซียนบลูเป็นแมวรักสงบและตกใจง่าย บางครั้งขี้อายและเก็บตัว แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นแมวที่จงรักภักดีกับเจ้าของที่มันเลือกไว้อย่างยิ่ง แมวสายพันธุ์นี้อาจระแวงคนแปลกหน้าและใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์สักพัก แต่เมื่อได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชื่นชอบแล้ว ก็จะเล่นของเล่นและชอบกระโดด ปีนป่าย และวิ่งไปมาอย่างปราดเปรียวและเท้าเบาที่สุดเชียว

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: รัสเซีย

 

แมวรัสเซียนบลูเดิมรู้จักกันในชื่อ “แมวอาร์คแองเจิล” (Archangel Cat) เพราะเชื่อกันว่าแมวเดินทางมายุโรปทางเรือจากท่าเรือชื่อว่า “อาร์คแองเจิล” (Arkhangel'sk) ในประเทศรัสเซีย นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “แมวสเปน” และ “แมวมอลทีส” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาที่มีการเรียกชื่อนี้เรื่อยมาจนถึงต้นศตวรรษ อย่างไรก็ดี มีหลักฐานบ่งชี้ว่ารัสเซียนบลูจริง ๆ แล้วมีถิ่นกำเนิดมาจากรัสเซีย แมวในแถบสแกนดิเนเวียจำนวนมากมีสีขนคล้ายกับแมวพันธุ์รัสเซียนบลู แต่ลักษณะขนที่ขึ้นเรียงกันแน่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าแมวพันธุ์นี้อาศัยอยู่ในเขตภูมิอากาศทางเหนือมากกว่า แม้แมวพันธุ์รัสเซียนบลูจะเด่นที่พันธุ์สีน้ำเงิน แต่จริง ๆ แล้วมีสีดำและสีขาวด้วยเช่นกัน โดยสีใหม่เหล่านี้ปรากฏในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อแมวรัสเซียนบลูที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวผสมพันธุ์กับแมวบริติชบลูและแมววิเชียรมาศเพื่อรักษาจำนวนประชากรเอาไว้

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เมื่อพูดถึงอาหารแต่ละตัวจะมีความชอบ ไม่ชอบ และความต้องการแตกต่างกัน แมวเป็นสัตว์กินเนื้อและต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม จึงไม่ต้องแปลกใจไปหากลูกแมวที่กำลังโตและพลังล้นเหลือจะต้องการสารอาหารที่ต่างจากแมวสูงวัยที่ไม่ชอบขยับตัวไปไหน อีกข้อหนึ่งที่ต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษา “รูปร่างให้สมส่วน” ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แมวรัสเซียนบลูเป็นสายพันธุ์ที่มีสุขภาพดี

 

แมวพันธุ์นี้กับเด็ก


แม้ว่าแมวสายพันธุ์นี้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ  แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้ 

แร็กดอล

แร็กดอลเป็นแมวสายพันธุ์ใหญ่ มีพละกำลังและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ แม้จะดูเป็นแมวขึงขัง จริงจัง แต่จริง ๆ แล้วเป็นแมวสบาย ๆ รักสงบสมชื่อ “แร็กดอล” ที่แปลว่า “ตุ๊กตาผ้า” ส่วนหัวของแมวพันธุ์แร็กดอลค่อนข้างกว้าง ด้านบนแบน และหูทั้งสองข้างตั้งห่างกัน ตาลึกกลมโตสีฟ้า ลำตัวของแมวพันธุ์นี้ยาว มีกล้ามอกกว้าง คอสั้นและขาตรงแข็งแรง อุ้งมือค่อนข้างกลมและใหญ่ มีขนแซมตามซอกนิ้ว ส่วนหางยาวเป็นพวง ขนของแมวพันธุ์แร็กดอลหนาละเอียดเหมือนเส้นไหม มีทั้งแบบขนยาวกลาง ๆ ไปจนถึงยาวมาก แต่สำหรับเหมียวที่โตเต็มไวแผงอกและรอบคอจะมีขนขึ้นแน่นฟู ขนแมวแร็กดอลจะมีอยู่ 3 แบบและแต่ละแบบจะมี 4 สี นอกจากนี้แร็กดอลบางตัวยังมีแต้มสีขาวบนหน้า หู หางและขาด้วย

 

The need-to-know

 

  • แมวสงบ
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างใหญ่และตันกว่าปกติ
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • แมวที่เหมาะกับเลี้ยงในครอบครัว
บุคลิกภาพ

แร็กดอลขึ้นชื่อว่าเป็นแมวที่รักสงบมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับแมวบ้านพันธุ์อื่น ๆ แมวพันธุ์นี้มีความสุขกับตัวเอง ไม่เรียกร้องและอดทนต่อหลายสถานการณ์ ด้วยนิสัยอ่อนโยนและสงบเย็น ทำให้แมวแร็กดอลเป็นสัตว์เลี้ยงที่ซื่อสัตย์และรักผู้เลี้ยง มีคำกล่าวโบราณที่ว่า แมวพันธุ์นี้อดทนต่อความเจ็บปวดเก่ง แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น  ลักษณะที่ดูผ่อนคลายนั้นจริง ๆ มาจากความไว้ใจ ไม่ใช่ว่าไร้ความรู้สึก

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: อเมริกา

 

ลูกแมวแร็กดอลตัวแรกเกิดที่รัฐแคลิฟอร์เนียช่วงทศวรรษที่ 1960 คาดว่าน่าจะเกิดจากการผสมพันธุ์กันของแมวสาวเปอร์เซียสีขาว (เพศเมีย) กับแมวพันธุ์เบอร์แมนหรือแมวตัวผู้ที่คล้ายพันธุ์เบอร์แมน  แมวพันธุ์นี้มักยอมให้อุ้มแต่โดยดีและจะทิ้งตัวตามสบายเหมือนตุ๊กตาจึงได้ชื่อว่า “แร็กดอล” หรือ “ตุ๊กตาผ้า” บางคนเชื่อว่าลักษณะนี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจและเป็นไปตามสัญชาติญาณเดียวกับเวลาที่แม่แมวคาบลูก แต่ลักษณะเช่นนี้ไม่น่าจะถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เมื่อพูดถึงอาหารแต่ละตัวจะมีความชอบ ไม่ชอบ และความต้องการแตกต่างกัน แมวเป็นสัตว์กินเนื้อและต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม จึงไม่ต้องแปลกใจไปหากลูกแมวที่กำลังโตและพลังล้นเหลือจะต้องการสารอาหารที่ต่างจากแมวสูงวัยที่ไม่ชอบขยับตัวไปไหน อีกข้อหนึ่งที่ต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษา “รูปร่างให้สมส่วน” ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แร็กดอลมีโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมคือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ (hypertrophic cardiomyopathy) อาจทำให้เกิดอาการหัวใจวายในลูกแมวได้ ดังนั้นควรตรวจสอบกับฟาร์มก่อนที่จะเลี้ยง 

 

แมวพันธุ์นี้กับเด็ก


แม้ว่าแมวพันธ์ุนี้จะเข้ากันได้ดีกับเด็ก แต่ก็อย่าลืมว่าแมวแต่ละตัวก็มีลักษณะนิสัยต่างกันขึ้นอยู่กับการสอนและประสบการณ์ชีวิต ถ้าต้องการรับเลี้ยง ควรปรึกษากับองค์กรที่ขอรับเลี้ยงเพื่อเรียนรู้ลักษณะนิสัยของแมว 

แมวเปอร์เซีย (Persian cat)

ทำความรู้จักแมวเปอร์เซีย (Persian Cat)
แมวเปอร์เซีย หรือ Persian Cat คือหนึ่งในสายพันธุ์น้องแมวขนสวยยาวเงางาม และจัดเป็นหนึ่งในสิบสายพันธุ์แมว ที่ได้รับความนิยมนำมาเลี้ยงมากที่สุดบนโลกสายพันธุ์หนึ่ง ด้วยขนที่สวย บวกกับความน่ารัก ความจงรักภักดีต่อเจ้าของ รักความสงบ ไม่ส่งเสียงดังเอะอะ และความฉลาดแสนรู้ของแมวเปอร์เซีย ทำให้น้องแมวสายพันธุ์นี้มัดใจให้หลายคนตกหลุมรักกันแบบถอนตัวไม่ขึ้น มาทำความรู้จักน้องแมวเปอร์เซีย กันให้มากอีกนิด แล้วคุณจะหลงรักน้องแมวเปอร์เซียยิ่งขึ้นไปอีก

ลักษณะเด่นของแมวเปอร์เซียอยู่ที่ตาที่โต กะโหลกกลม หน้าแบน แก้มแน่น และใบหูขนาดเล็กที่มีปลายมน ขนาดหัวที่ใหญ่ของแมวเปอร์เซียช่วยพยุงคอที่สั้น หลายคนอาจเคยสังเกตเห็นว่าแมวเปอร์เซียมีหน้าตาหลายแบบ เช่น หน้าแบนสุดๆ แบบ Peke-face หรือเป็นลุคเก่าที่จะเห็นว่าใบหน้าแมวเปอร์เซียมีความกลมขึ้นมาอีกนิดแบบ Doll-face ซึ่งอายุเฉลี่ยของแมวสายพันธุ์นี้อยู่ที่ 10 – 15 ปี มีความยาวลำตัว 14 – 18 นิ้ว (ไม่รวมความยาวหาง) น้ำหนักประมาณ 4 – 6 กิโลกรัม รูปร่างของแมวเปอร์เซียจะเป็นสัดส่วนของกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ ขาสั้น หนา และมีอุ้งเท้าขนาดใหญ่ หางแมวเปอร์เซียจัดว่าไม่ยาวมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนลำตัวของแมว

 

The need-to-know

  • แมวสงบ
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างใหญ่และตันกว่าปกติ
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

แมวเปอร์เซียจะค่อนข้างเงียบและไม่ซุกซน ชอบที่จะนั่งนิ่งๆ อยู่ข้างกายเจ้าของแบบสงบเสงี่ยม มีความเป็นมิตรกับสมาชิกในครอบครัวรวมทั้งเด็ก แต่จะไม่ชอบถ้าเด็กหรือสัตว์เลี้ยงตัวอื่นมากวน หรือมายุ่งวุ่นวาย และมักเป็นแมวที่ได้รับความสนใจจากสมาชิกในครอบครัว แต่มีเพียงไม่กี่คนหรอกนะที่น้องแมวเปอร์เซียจะรู้สึกไว้ใจ

สถานที่หรือบริเวณที่มีเสียงดังเอะอะไม่ใช่ที่ที่จะถูกใจแมวเปอร์เซียเท่าไหร่นัก น้องแมวเปอร์เซียค่อนข้างที่จะรักสงบ ชอบที่จะมีชีวิตเรียบง่าย เช่น ได้กินอาหารเวลาเดิมสม่ำเสมอ มีเวลาเล่นของเล่น และอยู่ในครอบครัวที่อบอวลไปด้วยความรัก ถ้าคุณกำลังมองหาแมวที่จะไม่ปีนผ้าม่านราคาแพงของคุณเล่นๆ ไม่กระโดดไปลุยเคาน์เตอร์ในครัว หรือไม่กระโจนไปยืนบนหลังตู้เย็นล่ะก็ มองมาที่แมวเปอร์เซียได้เลย นอกจากจะอยู่นิ่งๆ ไม่ก่อกวนให้เจ้าของวุ่นวายใจแล้ว แมวเปอร์เซียก็ยังไม่ร้องขอความรักจากใคร แค่ได้อยู่ใกล้ๆ ก็สบายใจสไตล์แมวเปอร์เซียแล้ว

ลักษณะของขน และสีของแมวเปอร์เซีย
ขนของแมวเปอร์เซียจะมีความยาวและหนาฟู มีความมันวาว เป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวขนสวยเงางาม เส้นขนของแมวเปอร์เซียจะยาวตลอดทั้งลำตัว และมีขนฟูนุ่มน่าจับอยู่รอบๆ คอ มีขนเส้นเล็กแซมระหว่างขาหน้า ใบหู นิ้วเท้า และที่หาง

สีสันของแมวเปอร์เซียที่เรามักจะพบเห็นบ่อยจะเป็นสีขาว สีครีม สีแดง สีน้ำเงิน สีดำและสีช็อกโกแลต ส่วนสีตาก็จะเป็นสีเดียวกับสีขน นอกจากสีที่มีหลากหลายแล้ว ลวดลายก็มีหลายแบบเช่นกัน โดยอาจจะพบขนสีพื้นและแซมด้วยสีเงิน ทอง ดำ ทำให้เกิดเป็นเฉดสีและลายต่างๆ เช่น สีควันบุหรี่ ลายแบบแท็บบี้ สองสี เป็นต้น

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: อิหร่าน

 

ชื่ออื่น ๆ: แมว Iranian

 

ประวัติความเป็นมาของแมวเปอร์เซีย (Persian Cat)
แต่เดิมนั้นแมวเปอร์เซีย มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบเปอร์เซีย ซึ่งอยู่ภายในประเทศตุรกีและอิหร่านในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับชื่อของสายพันธุ์นี้ที่มักจะเรียกกันว่า แมว Iranian (หรืออีกชื่อนึงก็คือแมว Shirazi) โดยมีบันทึกว่าบรรพบุรุษของแมวสายพันธุ์นี้ ถูกนำเข้าจากอิหร่านมาถึงยังประเทศอิตาลี ในช่วงปี ค.ศ. 1620 และได้รับความนิยมจากผู้เลี้ยงแมวในแถบยุโรปเป็นอย่างมาก จึงได้มีการนำไปขยายพันธุ์ในสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1900 และได้รับการตั้งชื่อว่า Persian Cat ตามถิ่นกำเนิดของแมวสายพันธุ์นี้นั่นเอง

 

ขนาดของแมวเปอร์เซีย
แมวเปอร์เซียนั้นจะมีขนาดกลางถึงใหญ่ โดยเพศผู้จะมีน้ำหนักอยู่ราว 4 - 6 กิโลกรัม ส่วนเพศเมียจะมีน้ำหนักอยู่ราว 3-5 กิโลกรัม มีความยาวลำตัว 14 – 18 นิ้ว (ไม่รวมความยาวหาง) สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกของแมวเปอร์เซีย นั้นจัดเป็นแมวที่มีโครงร่างกายที่แข็งแรง หัวกลม แก้มกลม มีดวงตาโตสวยงาม นอกจากนี้เราจะสามารถสังเกตได้ว่าแมวเปอร์เซียจะมีจุดเด่นตรง “จมูกหัก” ซึ่งเห็นได้ชัดเจน ถ้ามองจากด้านข้าง ก็จะเห็นเป็นขีดอยู่ระหว่างดวงตาทั้งสองข้าง หน้าตาของแมวเปอร์เซียที่พบได้มีหลายแบบ เช่น หน้าแบนสุดๆ แบบ Peke-face หรือเป็นลุคเก่าที่จะเห็นว่าใบหน้าแมวเปอร์เซียมีความกลมขึ้นมาอีกนิดแบบ Doll-face

โภชนาการและการให้อาหาร

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับแมวเปอร์เซียควรมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และกิจกรรมในแต่ละวันของแมวสายพันธุ์นี้ โดยสารอาหารจำเป็นที่ควรมีในอาหารของแมวเปอร์เซีย ได้แก่

1. โปรตีน : เพื่อสร้างเนื้อเยื่อที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย ในอาหารควรมีกรดอะมิโน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของโปรตีนอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนชนิดที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้

2. คาร์โบไฮเดรต : เพื่อเป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เซลล์ประสาท เซลล์หัวใจ และเม็ดเลือดแดง อาหารที่มีคุณภาพดีควรมีการคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคอ้วนในแมวเปอร์เซีย

3. ไขมัน : ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยให้พลังงานได้สูงกว่าโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ไขมันยังช่วยในการดูดซึมวิตามิน รวมทั้งยังช่วยเสริมการทำงานของระบบห่อหุ้มร่างกาย เช่น โอเมก้า 3 และ 6

4. วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ : แม้ร่างกายจะต้องการวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณน้อย แต่หากได้รับไม่เพียงพอหรือได้รับมากเกินไป ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย และทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติได้ ตัวอย่างวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายสุนัขต้องการ ได้แก่ วิตามินบี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น

อีกหนึ่งหัวใจของการดูแลแมวเปอร์เซีย ก็คือการเลือกให้อาหารแมว ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของน้องแมวเปอร์เซีย โดยเลือกอาหารสูตรบำรุงขนที่เหมาะสำหรับน้องแมวขนยาวเป็นพิเศษอย่าง เพียวริน่า วัน สูตรสำหรับแมวเลี้ยงในบ้าน (PURINA ONE Indoor Advantage) ที่อุดมด้วยไฟเบอร์จากธรรมชาติสูงถึง 5% ช่วยลดการก่อตัวของก้อนขนที่น้องแมวเปอร์เซีย สะสมอยู่ในลำไส้จากการเลียทำความสะอาดร่างกาย ด้วยการผลักก้อนขนออกมาผ่านการขับถ่าย มีโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยบำรุงผิวหนังและขนให้มีสุขภาพดี เงางาม และดวงตาสดใส และมีแคลอรีต่ำเพราะทำมาจากเนื้อไก่งวง ที่มีโปรตีนสูงถึง 38% ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เหมาะมากๆ สำหรับแมวเลี้ยงในบ้านที่มีกิจกรรมน้อยอย่างน้องแมวเปอร์เซีย

ความต้องการพิเศษเฉพาะสายพันธุ์ของแมวเปอร์เซีย
นอกจากการแปรงขนแมวแล้วแมวสายพันธุ์นี้มักจะมีปัญหาเรื่องท่อน้ำตาอุดตันได้ง่าย ทำให้เกิดเป็นคราบน้ำตาแห้งกรังติดอยู่รอบดวงตาเป็นระยะ วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น คอยเช็ดรอบดวงตาของน้องแมวอย่างสม่ำเสมอ และควรพาแมวเปอร์เซีย ไปตรวจร่างกาย ถ่ายพยาธิและทำวัคซีนเป็นประจำทุกปี เพื่อสุขภาพที่ดีของแมวเปอร์เซียที่น่ารักของคุณ

อีกหนึ่งเรื่องที่เจ้าของแมวเปอร์เซียต้องให้ความใส่ใจนั่นก็คือกระบะทราย เพราะทรายแมวมักติดไปกับขน หรือเท้าของแมวเปอร์เซียได้ ซึ่งถ้าเจ้าของแมวไม่หมั่นทำความสะอาด และปล่อยให้กระบะทรายมีกลิ่น แมวก็อาจจะหยุดใช้กระบะทราย ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหากระเพาะปัสสาวะอักเสบตามมาได้

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แมวเปอร์เซียมีแนวโน้มที่จะป่วยด้วยโรคทั่วไปได้เช่นเดียวกับแมวสายพันธุ์อื่นๆ แต่ก็มีโรคที่พบบ่อยในแมวเปอร์เซียเช่นกัน ได้แก่

- ภาวะหายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงดัง อันเนื่องมาจากช่องจมูกตีบแคบ


- ฟันสบไม่ปกติ
- น้ำตาไหลเยอะกว่าปกติ
- ปัญหาโรคตา เช่น เชอร์รี่อาย และ- หนังตาม้วน
- ป่วยเนื่องจากอากาศร้อน
- ซีสต์ที่ไต
- มีแนวโน้มจะเป็น กลาก เชื้อรา ได้ง่าย
- มีปัญหาผิวหนัง ผิวลอกเป็นสะเก็ด คัน ผิวแดง ขนร่วง

 

แมวพันธุ์นี้กับเด็ก


แมวเปอร์เซียอาจจะไม่ใช่แมวที่เป็นตัวเลือกแรกในการเลี้ยงร่วมกับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และครอบครัวที่มีสุนัข แต่ก็ไม่ใช่ว่าน้องแมวจะเข้ากับเด็กๆ หรือสุนัขไม่ได้ ถ้าเด็กๆ และสุนัขไม่ไปวิ่งไล่กวดแมวเปอร์เซีย แมวเปอร์เซียแสนรักสงบก็พร้อมที่จะเป็นเพื่อนกับทุกคนแน่นอน

วิถีชีวิตสไตล์แมวเปอร์เซีย
ลักษณะนิสัยของแมวเปอร์เซียส่วนใหญ่จะเข้ากับคนได้ง่าย ขี้อ้อน และมีไหวพริบดี โดยอาจจะมีนิสัยอื่นๆ แตกต่างกันไป ตามเพศของน้องแมวเป็นหลัก โดยแมวเปอร์เซียเพศผู้มักจะเป็นแมวที่มีบุคลิกนิ่งๆ มีโลกส่วนตัวสูง แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ น้องแมวอาจจะมีพฤติกรรมหนีเที่ยว ออกจากบ้าน หรือร้องเสียงดังเป็นปกติ

ส่วนแมวเปอร์เซียเพศเมีย ส่วนมากจะมีนิสัยที่เรียบร้อย ขี้อ้อน ขี้ประจบมากกว่าตัวผู้ แต่สำหรับบางตัว ก็จะมีโลกส่วนตัวสูงไม่แตกต่างกันเท่าไหร่นัก และเนื่องจากเป็นน้องแมวสายพันธุ์ที่มีนิสัยเรียบร้อยและรักสันโดษ

ผู้เลี้ยงที่เหมาะกับแมวเปอร์เซีย
ด้วยลักษณะนิสัยของแมวเปอร์เซียที่รักสงบ แต่ก็อยู่ง่าย ทำให้น้องแมวเปอร์เซียสามารถอยู่อาศัยตัวเดียวได้ง่าย ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่เยอะในการเลี้ยง จึงเหมาะสำหรับผู้เลี้ยงที่มีพื้นที่จำกัด หรือเลี้ยงภายในห้องแบบระบบปิด ที่ไม่ได้ปล่อยน้องแมวออกไปนอกบ้าน สามารถเลี้ยงในบ้าน หรือคอนโดก็ได้ แค่มีมุมให้แมวได้นอนเล่น หรือชมวิวบ้างก็เพียงพอ แต่ที่สำคัญก็คือต้องเป็นคนที่มีเวลาดูแลใส่ใจขนของแมวเปอร์เซียเป็นประจำสม่ำเสมอเท่านั้นเอง

แม้ว่าแมวเปอร์เซียจะเป็นแมวที่ชอบความเงียบ มาสไตล์สายชิลล์ ไม่ชอบส่งเสียงดัง แต่ก็มีมุมน่ารักที่อยากจะให้เจ้าของเข้ามาพูดคุย ลูบหัวลูบตัว หรือมาแปรงขนให้ ถ้าคุณกำลังมองหาเพื่อนรักที่จะมอบความภักดีให้กับคุณแบบหมดหัวใจ แมวเปอร์เซียนี่แหละคือคำตอบที่ใช่สำหรับครอบครัวของคุณ

อ็อกซี่แคท

แมวพันธุ์นี้มีขนาดกลางถึงใหญ่ และมีลายจุดเฉพาะตัวของสายพันธุ์ ส่วนอกจะยุบแต่กว้าง มีขาแข็งแรงและกล้ามเนื้อเป็นทรวดทรงงดงาม ส่วนหัวเป็นทรงสามเหลี่ยมกลับหัวแต่ก็มีขากรรไกร “เหลี่ยม” ด้วย ใบหูมีลักษณะใหญ่ กว้างและมีกระจุกขน หลายคนจึงนึกว่าแมวพันธุ์นี้มีนิสัย “ดุร้าย” อ็อกซี่แคทมีขนสั้นและละเอียดเหมือนผ้าซาติน ส่วนลวดลายจุดที่เป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์นี้จะกระจายเป็นระเบียบไปทั่วลำตัวด้านข้าง หัวไหล่และสะโพก ต่อเนื่องไปจนถึงขาและส่วนท้อง ส่วนหน้าผากจะมีลายตัวอักษรเอ็ม (M) ที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน ส่วนหางจะมีจุดสลับกับวงกลมสีเข้มไปจนสุดปลายหาง แมวพันธุ์อ็อกซี่แคทมีหลายสี

 

The need-to-know

 

  • แมวตื่นตัว อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวพูดเก่งเล็กน้อย
  • รูปร่างผอมเพรียวและสง่างาม
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • แมวที่เลี้ยงนอกบ้าน
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

ถึงอ็อกซี่แคทจะมีรูปลักษณ์คล้ายแมวป่าแต่ไม่ได้เป็นแมวสาย “โหด” เป็นพันธุ์ที่เฉลียวฉลาด ขี้เล่น อยากรู้อยากเห็นและเป็นมิตรแต่ก็ต้องการเป็นจุดสนใจ  อ็อกซี่แคทชอบอยู่ใกล้คนเช่นเดียวกับแมวสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ซุกซนและบ้าพลัง แต่ถ้าหากผู้เลี้ยงต้องไปทำงานทั้งวันก็ควรเลี้ยงไว้เป็นคู่ จะได้มีเพื่อน

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: อเมริกา

 

ชื่ออื่น ๆ: โอซิ (Oci)

 

แมวพันธุ์อ็อกซี่แคทเป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างใหม่ เกิดจากการทดลองผสมพันธุ์ในอเมริกาช่วงทศวรรษ 1960 ฟาร์มผสมพันธุ์พยายามจะผสมแมววิเชียรมาศกับแมวอะบิสซิเนียนเข้าด้วยกันแต่กลับได้ลูกแมวขนทองที่มีเฉดสีขาวนวลซ้อนอยู่ เนื่องจากดูคล้ายแมวป่า “โอซีล็อต” จึงได้ชื่อว่าแมว “อ็อกซี่แคท” ต่อมาได้นำมาผสมกับแมวพันธุ์อเมริกัน ชอร์ตแฮร์ ทำให้ได้ขนสีเงินที่สวยงามและมีกล้ามเนื้อกับโครงกระดูกที่แข็งแรง ปี 1988 เป็นปีแรกที่แมวพันธุ์นี้เข้ามาในสหราชอาณาจักร

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เมื่อพูดถึงอาหารแต่ละตัวจะมีความชอบ ไม่ชอบ และความต้องการแตกต่างกัน แมวเป็นสัตว์กินเนื้อและต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม จึงไม่ต้องแปลกใจไปหากลูกแมวที่กำลังโตและพลังล้นเหลือจะต้องการสารอาหารที่ต่างจากแมวสูงวัยที่ไม่ชอบขยับตัวไปไหน อีกข้อหนึ่งที่ต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษา “รูปร่างให้สมส่วน” ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าแมวพันธุ์อ็อกซี่แคทมีปัญหาสุขภาพประจำสายพันธุ์แต่อย่างใด

 

แมวพันธุ์นี้กับเด็ก


แม้ว่าแมวสายพันธุ์นี้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ  แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้ 

แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์

แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์เป็นแมวขนาดกลางที่ถือว่าใหญ่กว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน แมวพันธุ์นี้มีลักษณะสง่างามและขนค่อนข้างยาว (ขนจะสั้นขึ้นเล็กน้อยในฤดูร้อน) ลำตัวยาว มีกล้ามเนื้อและโครงกระดูกแข็งแรง ขายาวและหางเป็นพวง ส่วนหัวของแมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์มีลักษณะยาวทรงสามเหลี่ยม ขากรรไกรตรง หูตั้ง มีขนยาวออกมาเป็นพู่ ขนด้านนอกเป็นเงาลื่น ทำหน้าที่กันน้ำให้ขนชั้นในที่ซ่อนอยู่ แมวสายพันธุ์นี้มีแผงคอ ขนที่อก และขาหรือแม้กระทั่งซอกนิ้ว แถมมีให้เลือกหลากหลายสี ยกเว้นสีน้ำตาลช็อคโกแลต ม่วงหรือไล่สีแบบแมววิเชียรมาศ บางตัวอาจมีแต้มสีขาวที่อุ้งเท้า อก ท้องหรือหน้า ส่วนสีตาอาจเป็นสีอะไรก็ได้

 

The need-to-know

  • แมวตื่นตัว อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างใหญ่และตันกว่าปกติ
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • แมวที่เลี้ยงนอกบ้าน
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

นอร์วีเจียน ฟอเรสต์ ชอบคนและอยากมีเพื่อนรายล้อมอยู่ใกล้ ๆ  บางครั้งอาจเรียกร้องความสนใจบ้าง แต่บางครั้งก็อาจไม่สนใจโลก เนื่องจากแมวพันธุ์นี้มีบรรพบุรุษที่ใช้ชีวิตนอกบ้าน จึงสามารถปรับตัวให้ใช้ชีวิตกลางแจ้งและเป็นนักล่าได้ นอกจากนี้ยังชอบปีนป่ายด้วย ถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใจดีเพราะเป็นมิตรและขี้เล่น อาจโตช้าและไม่ยอมโตจนกว่าจะอายุ 4 ปี

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: สแกนดิเนเวีย

 

แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์เป็นพันธุ์ที่เชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากแมวขนสั้นที่ชาวไวกิ้งนำเข้ามาในสหราชอาณาจักรผสมกับแมวพันธุ์ขนยาวที่นักรบครูเสดนำเข้ามาในประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย แล้วผสมพันธุ์กับแมวในฟาร์มและแมวจรจัดอื่น ๆ เนื่องจากถิ่นกำเนิดของแมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์อยู่ในพื้นที่หนาวเย็นของสแกนดิเนเวียทำให้ปรับตัวเข้ากับฤดูหนาวที่อากาศหนาวเย็นและลำบากได้ เราจะเห็นได้จากลักษณะทางกายภาพของแมวสายพันธุ์นี้ที่มีขนสองชั้น ช่วยป้องกันลมหนาวและหิมะ แถมยังแห้งเร็วอีกด้วย แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์เป็นสายพันธุ์ที่ถูกที่ยอมรับครั้งแรกในทศวรรษที่ 1930 โดยมีการปรากฏตัวในงานแสดงแมวในปี 1938 และในช่วงทศวรรษที่ 1970 แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์ถูกนำเข้าจากประเทศนอร์เวย์

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวล้วนมีเอกลักษณ์ และต่างมีความชอบ รวมทั้งความต้องการเฉพาะของแต่ละตัว เมื่อพูดถึงอาหาร แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และแมวทุกตัวรวมถึงแมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์จะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิตและสุขภาพโดยรวม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกแมวกำลังโตจะต้องการกลุ่มสารอาหารที่ต่างออกไปจากแมวสูงวัยที่กระตือรือร้นน้อยกว่า อีกข้อหนึ่งที่ทาสต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษารูปร่างที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของแมวแต่ละสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์เป็นแมวสายพันธุ์แข็งแรงและไม่ค่อยมีปัญหาสุขภาพเฉพาะสายพันธุ์

 

การอยู่ร่วมกับเด็ก


แมวนอร์วีเจียน ฟอเรสต์อาจไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้

แมวมันช์กิ้น

แมวมันช์กิ้น เป็นแมวสายพันธุ์ขนาดกลาง ขาสั้นกุดและลำตัวยาว มีคนเปรียบเปรยไว้ว่า แมวสายพันธุ์นี้เคลื่อนที่เหมือนตัวเฟร์ริต เพราะฉะนั้นอย่าคาดหวังว่าจะได้เห็นแมวมันช์กิ้นเดินกรีดกรายเหมือนแมวขายาว ๆ นอกจากนี้แมวมันช์กิ้นยังมีลำตัวหนาและอกตันอีกด้วย มีทั้งแบบขนสั้นและขนยาว มีขนนุ่มลื่นเป็นประกายเหมือนกำมะหยี่ ถ้าเป็นพันธุ์ขนยาว ขนหางจะเป็นฟูฟ่องเป็นพวง แมวสายพันธุ์นี้มีหลายสี หลายลาย และตากลมโตเหมือนลูกวอลนัท

 

The need-to-know

 

  • แมวขี้เล่นขี้สงสัย
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างทั่วไป
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • Indoor cat
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

แมวมันช์กิ้นมีนิสัยอ่อนโยนแต่กล้าแสดงออก แม้จะโตแล้ว ก็ยังมีความอยากรู้อยากเห็นและขี้เล่น ชอบสังคมและไม่กลัวคน สามารถสอนให้เล่นเก็บของและทำตามคำสั่งได้ มันช์กิ้นเป็นแมวที่วิ่งเร็วถึงแม้จะขาสั้น และมักหาช่องทางลัดเลาะได้เสมอ

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ชื่ออื่น ๆ : สหรัฐอเมริกา

 

หากเทียบแมวมันช์กิ้นกับสุนัขแล้ว แมวมันช์กิ้นก็คือสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน สายพันธุ์นี้ทำให้เกิดเสียงวิพากวิจารณ์ในโลกของแมว การกลายพันธุ์ของแมวพันธุ์นี้พบในอเมริกาในปี 1983 และชื่อมันช์กิ้นนี้ก็ตั้งตามตัวละครที่เป็นคนแคระในหนังเรื่องพ่อมดอ๊อซ (The Wizard of Oz) ส่วนอังกฤษนั้นมีการรายงานว่าพบแมวขาสั้นเหมือนแมวพันธุ์นี้ในทศวรรษ 1930 ส่วนรัสเซียพบในช่วงทศวรรษ 1950 แต่ไม่ได้มีการเพาะพันธุ์อย่างต่อเนื่อง

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวล้วนมีเอกลักษณ์ และต่างมีความชอบ รวมทั้งความต้องการเฉพาะของแต่ละตัว เมื่อพูดถึงอาหาร แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และแมวทุกตัวรวมถึงแมวมันช์กิ้นจะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกแมวกำลังโต จะต้องการสารอาหารที่ต่างออกไปจากแมวสูงวัยที่กระตือรือร้นน้อยกว่า อีกข้อหนึ่งที่ทาสต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษา “รูปร่างที่เหมาะสม” ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


ด้วยลักษณะขาสั้นป้อมของแมวมันช์กิ้นที่บ่งชี้ถึงปัญหากระดูกและกระดูกสันหลัง หากเทียบกับสุนัข แมวมันช์กิ้นก็คล้ายกับสุนัขพันธุ์ขาสั้นที่มีความเสี่ยงเป็นโรคข้อ เพราะฉะนั้นจึงกลัวว่าแมวสายพันธุ์นี้อาจพบปัญหาเดียวกัน แต่ทั้งนี้ เช่นเดียวกับแมวทุกสายพันธุ์ ควรให้แมวมันช์กิ้นฉีดวัคซีนตามกำหนด เพื่อป้องกันเห็บหมัด และจำเป็นต้องตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

 

การอยู่ร่วมกับเด็ก


แมวมันช์กิ้นอาจไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้

แมวเมนคูน

แมวเมนคูนเป็นสายพันธุ์แมวขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รูปร่างแข็งแรงกำยาและขาแข็งแรง หัวทรงเหลี่ยม ใบหูใหญ่และตั้งตรง ขนด้านนอกมีลักษณะยาวหนาเป็นมันและกันน้ำได้ดี มีขนชั้นในซ่อนอยู่ข้างใต้ ส่วนขนที่หัว คอและไหล่จะสั้นกว่าจุดอื่นแต่จะค่อย ๆ ยาวขึ้นเรื่อย ๆ บริเวณส่วนหลัง ข้างลำตัวและหาง ส่วนท้องกับสะโพกมีขนดกและหนา ที่โคนหูจะมีขนยาวเป็นพู่งามสง่า โดยแมวเมนคูนเพศผู้จะมีขนส่วนนี้หนากว่าเพศเมีย ส่วนขนที่หางจะยาวนุ่มสลวย บริเวณปลายหูจะมีขนยาวแซมออกมา เช่นเดียวกับบริเวณอุ้งเท้า มองผ่าน ๆ เหมือนใส่รองเท้าขนฟูหุ้มอีกชั้น แมวเมนคูนเป็นแมวสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงออกมาได้หลายสี มากกว่า 30 สีเลยทีเดียว ส่วนสีตาอาจมีสีเขียว ทองหรือทองแดง แต่ถ้าแมวสีขาวอาจมีตาสีฟ้าหรือตาสองสีก็ได้

 

The need-to-know

 

  • แมวตื่นตัว อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวพูดเก่งเล็กน้อย
  • รูปร่างใหญ่และตันกว่าปกติ
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • แมวที่เลี้ยงนอกบ้าน
  • แมวที่เหมาะกับเลี้ยงในครอบครัว
บุคลิกภาพ

แมวเมนคูนมีนิสัยอ่อนโยน ขี้เล่นและเป็นมิตร ชอบอยู่ใกล้คนและเป็นสัตว์เลี้ยงที่ดี อาจเป็นเพราะลักษณะที่ไม่เย่อหยิ่งทำให้พบแมวเมนคูนนอนขดอยู่ในที่แปลก ๆ ได้ แมวเมนคูนรักการผจญภัยทำให้ต้องมีที่ให้ปีนป่ายและกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่า แมวเมนคูนยังเป็นที่รู้จักว่าชอบทำเสียงออดอ้อนเป็นพิเศษอีกด้วย

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: สหรัฐอเมริกา

 

บรรพบุรุษของแมวเมนคูนเป็นแมวขนยาวที่ถูกนำเข้าไปรัฐเมนโดยชาวเรือในช่วงทศวรรษ 1850 หลังจากนั้นได้ผสมพันธุ์กับแมวพื้นถิ่นขนสั้น ลูกที่ออกมาตัวใหญ่ รูปร่างแข็งแรง มีขนยาวปานกลาง มีหางยาวเป็นพวงคล้ายหางแร็คคูน จึงเป็นที่มาของชื่อพันธุ์ “เมนคูน” นั่นเอง แมวพันธุ์นี้ได้ปรับตัวให้มีขนที่หนาขึ้นเพื่อให้ทนกับอากาศที่หนาวเย็นของรัฐเมนได้ ในช่วงต้นทศววรรษ 1860 ได้มีการจัดแสดงแมวเมนคูนครั้งพิเศษ ทำให้แมวพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักและนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ช่วงทศวรรษ 1980 ได้มีผู้นำแมวพันธุ์นี้เข้าไปยังสหราชอาณาจักร

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวล้วนมีเอกลักษณ์ รวมถึงความต้องการเฉพาะของแต่ละตัว เมื่อพูดถึงอาหารแมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และแมวทุกตัวรวมถึงแมวเมนคูนจะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกแมวกำลังโตจะต้องการกลุ่มสารอาหารที่ต่างออกไปจากแมวสูงวัยที่กระตือรือร้นน้อยกว่า อีกข้อหนึ่งที่ทาสต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษารูปร่างที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แมวเมนคูนมีความเสี่ยงเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (hypertrophic cardiomyopathy) นอกจากนี้ยังเสี่ยงเป็นโรคข้อสะโพก (hip dysplasia) ควรปรึกษาผู้เพาะพันธุ์แมวให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจเลี้ยง

 

การอยู่ร่วมกับเด็ก


ถึงแมวเมนคูนจะเป็นมิตรและรักเด็ก แต่อย่าลืมว่าแมวแต่ละตัวก็มีลักษณะนิสัยต่างกันขึ้นอยู่กับการสอนและประสบการณ์ชีวิต ถ้าต้องการรับเลี้ยง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำความเข้าใจลักษณะนิสัยของแมวที่ต้องการรับเลี้ยง

 

แมวสีสวาด

แมวสีสวาดหรือแมวโคราช เป็นแมวขนสั้น เป็นมัน เส้นละเอียดและเรียงชิดติดกับผิวหนัง เป็นแมวที่มีสีเดียวคือสีสวาด ซึ่งมีลักษณะเทาอมเขียว แต่หากเป็นสายตาฝรั่งอาจมองว่าเป็นสีเงินอมฟ้า จมูก ริมฝีปากและอุ้งเท้าของแมวสีสวาดมีสีน้ำเงินอมเทาหรือสีม่วง ้แมวสายพันธุ์นี้อาจหน้าตาดูคล้ายเพื่อนสายพันธุ์รัสเซียบลู (Russian Blue) แต่แมวสีสวาดหรือแมวโคราชมีขนชั้นเดียวและรูปร่างกลมมากกว่าเพื่อนจากรัสเซีย โดยตาจะมีสีเขียวอ่อนมากกว่าสีฟ้าเข้ม ส่วนหัวจะเป็นทรงหัวใจและมีใบหูใหญ่ ตาโต ดูตื่นตัว ส่วนลำตัวก็แข็งแรง มีกล้ามเนื้อและไม่ได้ตัวยาวเหมือนพันธุ์วิเชียรมาศ (Siamese cat) หรือป้อมเหมือนแมวบริติชช็อตแฮร์ (British Shorthair)

 

The need-to-know

 

  • แมวขี้เล่นขี้สงสัย
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างทั่วไป
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

แมวสีสวาดหรือแมวโคราช ไม่ใช่แมวช่างพูดนักแต่มีความอ่อนหวาน ฉลาดและขี้เล่น เหมาะกับการเป็นสัตว์เลี้ยงและชอบดูแลเอาใจใส่ทาส

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: ไทย

 

ชื่ออื่น ๆ : แมวโคราช

 

แมวสีสวาดมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “แมวโคราช” ตามจังหวัดโคราชหรือจังหวัดนครราชสีมา ในประเทศไทย ตามธรรมเนียมไทยโบราณ มักนิยมให้แมวสีสวาดเป็นคู่ แก่เจ้าสาวเพื่อความเป็นสิริมงคล ช่วงศตวรรษที่ 19 ได้มีผู้นำแมวสีสวาดเข้าร่วมในงานบริติชแค๊ทโชว์ (British cat show) โดยเรียกว่า “แมวสยามสีน้ำเงิน” (Blue Siamese cat) ส่วนในประเทศอเมริกา พบแมวพันธุ์นี้ครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1950 และเข้ามาในเกรทบริเตนในปี 1972 แมวสายพันธุ์นี้เป็นแมวไม่กี่สายพันธุ์ที่มีเพียงสีเดียวซึ่งก็คือสีเทาเข้มแบบสีสวาด

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวล้วนมีเอกลักษณ์ รวมถึงความต้องการเฉพาะของแต่ละตัว เมื่อพูดถึงอาหาร แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และแมวทุกตัวรวมถึงแมวสีสวาดหรือแมวโคราชจะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกแมวกำลังโตจะต้องการกลุ่มสารอาหารที่ต่างออกไปจากแมวสูงวัยที่กระตือรือร้นน้อยกว่า อีกข้อหนึ่งที่ทาสต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษารูปร่างที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของแต่ละสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แมวสีสวาดหรือแมวโคราช ถือว่าเป็นแมวที่อายุยืน อาจอยู่ได้ถึง 18-19 ปีโดยถือเป็นเรื่องปกติ แต่มักมีปัญหาโรคพันธุกรรมเมตาบอลิก (Gangliosidosis) ซึ่งเป็นโรคขาดเอนไซต์ ทำให้เกิดผลเสียต่อระบบประสาทอันเป็นสาเหตุของอัมพาต ดังนั้นก่อนที่จะซื้อแมวพันธุ์นี้มาเลี้ยง เจ้าของควรตรวจสอบกับผู้เพาะพันธุ์แมวว่าได้ผ่านการตรวจโรคดังกล่าวหรือไม่

แมวขาวมณี

แมวขาวมณีมีรูปร่างเพรียว มีกล้ามเนื้อที่ปกคลุมด้วยขนสั้นแน่นนุ่มสีขาว มีใบหูขนาดกลางถึงใหญ่ ส่วนจมูกจะเชิดเล็กน้อย จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์นี้อยู่ที่ตา แมวขาวมณีมีตาได้หลายสี ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้าหรือเหลืองอำพัน เหลือง หรือเขียว โดยข้างหนึ่งอาจเป็นสีฟ้า ส่วนอีกข้างอาจเป็นสีอื่นก็ได้ ในประเทศไทยนั้น แมวขาวมณีที่มีตาสองสีถือว่าเป็นสิ่งนำโชค ดังนั้นบางครั้งจึงเรียกแมวพันธุ์นี้ว่า “แมวนำโชค” บางครั้งแมวขาวมณีอาจเกิดมามีรอยเหมือนปานบนหัวแต่ปานนี้จะหายไปเมื่ออายุประมาณ 1 ปี ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

 

The need-to-know

 

  • แมวขี้เล่นขี้สงสัย
  • เข้ากับคนง่ายและต้องการการดูแล
  • แมวพูดเก่งเล็กน้อย
  • รูปร่างผอมเพรียวและสง่างาม
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

แมวขาวมณีเป็นแมวที่ตื่นตัว ชอบผจญภัย ชอบพูดชอบคุย ฉลาดและขี้เล่น ชอบให้มีทาสล้อมรอบตัว และชอบครางหรือทำเสียงออดอ้อน

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: ไทย

 

ชื่ออื่น ๆ : อัญมณีสีขาว, ขาวปลอด, แมวตาเพชร

 

แมวขาวมณ

 

แมวขาวมณีเป็นแมวพันธุ์หายากที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย และมีต้นกำเนิดที่สืบย้อนหลังไปได้หลายร้อยปี  เชื่อกันว่าแมวขาวมณีนำพาโชคดีมาให้และมักเป็นที่นิยมเลี้ยงในราชสำนัก

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวล้วนมีเอกลักษณ์และความต้องการเฉพาะของแต่ละตัว เมื่อพูดถึงอาหาร แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และแมวทุกตัวรวมถึงแมวขาวมณีจะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกแมวกำลังโตจะต้องการกลุ่มสารอาหารที่ต่างออกไปจากแมวสูงวัยที่กระตือรือร้นน้อยกว่า อีกข้อหนึ่งที่ทาสต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษารูปร่างที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าแมวที่มีขนสีขาว ตาสีฟ้า มักมีอาการพิการทางหู แต่แมวขาวมณีตาสีฟ้ามีโอกาสพิการทางหูเพียงแค่บางตัวเท่านั้น สมาคมแมวขาวมณีได้แนะนำให้ผู้ที่ต้องการจดทะเบียนขยายพันธุ์แมว ตรวจสอบสายพันธุ์และลักษณะของแมวก่อนทุกครั้ง

 

การอยู่ร่วมกับเด็ก


แม้ว่าแมวสายพันธุ์ขาวมณีนี้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้

 

เอ็กซ์โซติก ช็อตแฮร์

เอ็กซ์โซติก ช็อตแฮร์ มีขนาดตัวปานกลาง รูปร่างป้อม ลักษณะหัวจะออกกลมและกว้าง หูมีขนาดเล็ก ตั้งห่างกัน ส่วนหน้าจะกลมแป้น ตาค่อนข้างกลมโตและมีสีโดดเด่นสะดุดตา ขาของแมวพันธุ์นี้สั้น ล่ำและแข็งแรง อุ้งเท้ามีลักษณะกลมและมีขนแทรกเพื่อกระจายน้ำหนักฝ่าเท้า หางสั้นและมีขนเป็นพวง ขนสั้น หนานุ่มและเงางาม มีขนชั้นในที่นุ่ม กระจุกแน่น แมวพันธุ์เอ็กซ์โซติก ช็อตแฮร์มีสีและลายขนเหมือนกับแมวเปอร์เซีย และก็มีแบบลายจุดด้วย
 
The need-to-know

 

  • แมวขี้เล่นขี้สงสัย
  • เป็นมิตรแต่รักอิสระ
  • แมวเงียบ
  • รูปร่างทั่วไป
  • ต้องดูแล/ตัดขนทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • ต้องการพื้นที่นอกบ้านบ้าง
  • อาจต้องทำความคุ้นเคยก่อนนำมาคลุกคลีกับลูก
บุคลิกภาพ

เอ็กซ์โซติก ช็อตแฮร์ มีพื้นฐานนิสัยที่อ่อนโยนคล้ายกับพี่แมวขนยาวพันธุ์อื่น ๆ แต่ก็ไม่ได้ชอบความอึกทึกแบบเพื่อนแมวพันธุ์ขนสั้น  ผู้เลี้ยงสามารปล่อยแมวพันธุ์นี้ให้อยู่บ้านตามลำพังได้เพราะใช้ชีวิตแบบเงียบ ๆ ได้

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ถิ่นกำเนิด: อเมริกา/สหราชอาณาจักร

 

จริง ๆ แล้วเอ็กซ์โซติก ช็อตแฮร์คือแมวเปอร์เซียขนสั้น ทำให้ถูกรวมไว้ในกลุ่มแมวพันธุ์ขนยาวตามงานจัดแสดงแมวต่าง ๆ ในอเมริกามีการคัดเลือกสายพันธุ์อเมริกัน ช็อตแฮร์มาผสมกับแมวเปอร์เซียขนยาวทำให้ได้แมวที่มีลักษณะคล้ายแมวเปอร์เซียเกือบทุกอย่างแต่มีขนสั้น ในสหราชอาณาจักร ก็มีการผสมพันธุ์แมวบริติช ช็อตแฮร์กับแมวเปอร์เซียเช่นเดียวกัน แมวพันธุ์นี้มีขนยาวปานกลาง ดูแลรักษาความสะอาดง่าย มีสีและลวดลายที่หลากหลาย แมวเอ็กซ์โซติก ช็อตแฮร์ปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อทศวรรษ 1960 และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

โภชนาการและการให้อาหาร

แมวทุกตัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เมื่อพูดถึงอาหารแต่ละตัวจะมีความชอบ ไม่ชอบ และความต้องการแตกต่างกัน แมวเป็นสัตว์กินเนื้อและต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่ครบถ้วน 41 ชนิดจากอาหารที่กินเข้าไป สัดส่วนของสารอาหารเหล่านี้แตกต่างกันไปตามอายุ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวม จึงไม่ต้องแปลกใจไปหากลูกแมวที่กำลังโตและพลังล้นเหลือจะต้องการสารอาหารที่ต่างจากแมวสูงวัยที่ไม่ชอบขยับตัวไปไหน อีกข้อหนึ่งที่ต้องระลึกให้ขึ้นใจคือ ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษา “รูปร่างให้สมส่วน” ตามคำแนะนำของสายพันธุ์ และจัดอาหารสูตรเปียกหรือสูตรแห้งให้ตามที่แมวชอบ

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ


แมวสายพันธุ์เอ็กโซติก ชอร์ตแฮร์มีโรคประจำสายพันธุ์ค่อนข้างมากไม่ต่างกับสายพันธุ์ญาติสนิทอย่างแมวเปอร์เซีย เนื่องจากลักษณะหัวที่สั้นและใบหน้าที่แบน จึงอาจมีปัญหาขากรรไกรผิดรูป ซึ่งนำไปสู่โรคฟัน และจะมีปัญหาด้านการกินอาหารและดื่มน้ำได้ รูจมูกที่เล็กและเพดานอ่อนที่ยาวผิดปกติยังทำให้เกิดปัญหาด้านการหายใจ ส่วนท่อน้ำตาก็อาจทำงานไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้แมวมีขี้ตาและหน้าแฉะอยู่เสมอ และอาจทำให้มีอาการคันตามผิวหนังและเจ็บบริเวณใบหน้าได้ นอกจากนี้ใบหน้าที่แบนโดยกำเนิดยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตาอีกด้วย แมวพันธุ์เอ็กโซติกยังมีโรคทางพันธุกรรมติดตัว ได้แก่ โรคไตวาย โรคถุงน้ำในไต หรือ autosomal dominant polycystic kidney disease เนื่องจากเกิดซีสต์ในไต จากการตรวจคัดกรองในช่วงทศวรรษ 1990 พบว่าแมวเปอร์เซียและแมวพันธุ์เอ็กซ์โซติกช็อตแฮร์ป่วยด้วยโรคนี้มากกว่า 1 ใน 3 ฟาร์มเพาะพันธุ์หลายแห่งกำลังศึกษาวิธีป้องกันปัญหาดังกล่าวโดยตรวจคัดกรองโรคแต่เนิ่น ๆ ดังนั้นก่อนซื้อก็ควรซักถามฟาร์มและขอดูใบเพ็ดดีกรีของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ให้แน่ใจก่อนเสมอ

 

แมวพันธุ์นี้กับเด็ก


แม้ว่าแมวสายพันธุ์นี้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นมิตรและรักเด็กเป็นอันดับต้น ๆ  แต่แมวแต่ละตัวล้วนแตกต่างกัน หากฝึกให้คุ้นเคยกับเด็กแล้วย่อมอารมณ์ดีและอยู่ร่วมกับเด็กได้