Machine Name
dog
Zoomed product photo

สุนัขเกรย์ฮาวด์

สุนัขเกรย์ฮาวด์เปรียบเสมือนม้าแข่งแห่งโลกสุนัข เนื่องจากเป็นสุนัขที่วิ่งได้เร็วมาก มีลักษณะท่วงท่านุ่มนวลและสง่างาม สุนัขพันธุ์นี้มีกล้ามเนื้อและโครงสร้างแข็งแรง ขนสั้นเป็นเส้นขนที่ละเอียด มีทั้งสีดำ ขาว แดง น้ำเงินคราม น้ำตาลทอง น้ำตาลอ่อน ลายเสือ หรือมีสีที่กล่าวมาทั้งหมดปนกับสีขาว เมื่อสุนัขเกรย์ฮาวด์ตัวโตเต็มวัย เพศผู้จะสูงถึง 71-76 ซม. หนักประมาณ 30-32 กก. ส่วนเพศเมียสูง 69-71 ซม. หนัก 27-30 กก.

The need-to-know

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่้เคยเลี้ยงสุนัขมาบ้าง
  • ต้องฝึก
  • ชอบเดินเป็นประจำ
  • ชอบเดินวันละ 1 ชั่วโมง
  • สุนัขขนาดใหญ่
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขเงียบ
  • ไม่ใช่สุนัขเฝ้าบ้าน
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • สุนัขครอบครัวที่ดี
บุคลิกภาพ

สุนัขเกรย์ฮาวด์มีบุคลิกที่สงบนิ่ง และชอบอยู่ในบ้าน จะเรียกว่าเข้าขั้นขี้เกียจเลยก็ว่าได้ เป็นสุนัขที่สามารถจับความรู้สึกได้ไว เหมาะที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงประจำครอบครัวหากได้เจ้าของที่เหมาะสม แม้จะนิสัยจะอ่อนโยนโดยธรรมชาติ แต่ยังคงมีสัญชาตญาณนักล่า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เจ้าของจึงต้องเต็มใจยอมรับลักษณะนิสัยของ

สุนัขพันธุ์นี้ สุนัขเกรย์ฮาวด์รักสมาชิกในครอบครัวแต่จะเย็นชากับคนแปลกหน้า โดยทั่วไปสามารถเข้ากันได้ดีกับสุนัขตัวอื่น ๆ ที่เลี้ยง แต่สำหรับคนที่เลี้ยงแมวด้วยก็ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ประวัติและต้นกำเนิด

สุนัขเกรย์ฮาวด์เป็นหนึ่งในสายพันธุ์สุนัขยอดนิยมเมื่อเทียบกับบรรดาสุนัขทั้งหมด เพราะหากย้อนกลับไปช่วง 4,000 ปีก่อนคริสตกาล ทั้งฟาโรห์ และผู้นำในทวีปเอเซียหรือแอฟริกาต่างก็นิยมสลักรูปสุนัขเกรย์ฮาวด์ไว้ที่หลุมฝังศพ เคยมีการใช้สุนัขเกรย์ฮาวด์ไล่ล่าแอนทีโลป กวาง และหมาป่า ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง แพร่หลายส่งต่อไปยังแถบเอเชียตะวันตก ยุโรป และเข้าสู่เกาะบริเตน (สหราชอาณาจักร) ทำให้สุนัขเกรย์ฮาวด์กลายเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะที่สืบทอดมา จนในปี ค.ศ. 1016 ก็มีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ครอบครองสุนัขเกรย์ฮาวด์ได้ แรกเริ่มมีการใช้งานสุนัขพันธุ์นี้เพื่อล่ากระต่ายป่า และใช้ในกีฬาวิ่งแข่งในภายหลัง จึงเป็นบทพิสูจน์ว่าสุนัขเกรย์ฮาวด์เป็นสุนัขที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก มีเพียงเสือชีตาห์เท่านั้นที่วิ่งเร็วกว่าสุนัขพันธุ์นี้

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขพันธุ์ใหญ่ มื้ออาหารก็ย่อมใหญ่ตามเช่นกัน สุนัขเกรย์ฮาวด์ต้องการสารอาหารที่สมดุล จำเป็นต้องมีแร่ธาตุและวิตามินที่ต่างไปจากอาหารของสายพันธุ์เล็ก สุนัขเกรย์ฮาวด์มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการท้องอืดและปัญหาอื่น ๆ ของกระเพาะอาหาร การให้สุนัขกินอาหารปริมาณน้อย แต่บ่อยครั้ง จะช่วยลดความเสี่ยงของอาการเหล่านี้ได้

การออกกำลังกาย

แม้สุนัขเกรย์ฮาวด์จะเป็นสุนัขบ้านที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักวิ่ง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายมากนัก แค่วิ่งวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาทีก็เพียงพอแล้ว สุนัขพันธุ์นี้เป็นที่รู้กันในนาม “จอมขี้เกียจความเร็วสูง” เพราะต้องออกกำลังด้วยการวิ่งเร็ว ๆ ไม่ใช่การเดินเน้นระยะทาง ต้องมั่นใจจริง ๆ ว่าสุนัขสามารถวิ่งกลับมาหาได้ถ้าปล่อยออกจากสายจูงในที่สาธารณะ เพราะสุนัขเกรย์ฮาวด์มีสัญชาตญาณนักล่า และจำเป็นต้องใส่ตะกร้อครอบปากไว้เพื่อป้องกันสัตว์เล็ก ที่สำคัญคืออาจต้องสวมเสื้อกันหนาวให้เมื่ออากาศหนาวเย็น

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

สุนัขเกรย์ฮาวด์ถือเป็นสุนัขพันธุ์ที่มีสุขภาพดี ไม่ค่อยมีปัญหาสุขภาพที่เป็นเฉพาะของสายพันธุ์นี้

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขเกรย์ฮาวด์และเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

Zoomed product photo

สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ด

สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดเป็นสุนัขที่ใครเห็นก็รู้จักและจำได้ว่าเป็นสายพันธุ์อะไร ลักษณะของสุนัขพันธุ์นี้มักจะมีกล้ามเนื้อที่ชัดเจน ดูตื่นตัว ท่วงท่าสง่างามและน่าเกรงขาม ปราดเปรียว สุขุม มีขนหลายสี (จากมาตรฐานสายพันธุ์) ขนชั้นนอกแข็งและหยาบ ส่วนขนชั้นในหนา ความสูงที่เหมาะสมสำหรับเพศผู้ที่โตเต็มวัยคือ 63 ซม. ส่วนเพศเมียควรสูง 58 ซม. น้ำหนักอยู่ระหว่าง 30-36 กก.

The need-to-know

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่มีประสบการณ์เลี้ยงสุนัข
  • ต้องฝึกมากกว่าปกติ
  • ชอบเดินออกกำลังกายอย่างหนัก
  • ชอบเดินมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน
  • สุนัขขนาดใหญ่
  • น้ำลายไหลได้บ้าง
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขส่งเสียงเห่ามากเป็นพิเศษ
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่า เตือน และปกป้องเจ้าของได้
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก
อายุเฉลี่ย:
9 – 13 ปี
น้ำหนัก:
22 – 40 กิโลกรัม
ส่วนสูง:
58 – 63 เซนติเมตร
สีขน:
สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ด มีขนหลายสี ได้แก่ สีดำ สีน้ำตาลแดง สีดำและน้ำตาลปนกัน สีดำและสีทอง
ขนาดตัว:
ขนาดใหญ่
ชื่อกลุ่มคนเลี้ยงสุนัข:
เหมาะกับชนบท
บุคลิกภาพ

สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดจะผูกพันกับผู้ดูแลและอยากใช้เวลาด้วยกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าสุนัขพันธุ์นี้จะต้องการคนดูแลเอาใจใส่ แต่ก็พร้อมตอบแทนด้วยความจงรักภักดี และซื่อสัตย์ ในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่ได้ใส่ใจดูแลและฝึกสอนสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดมากพอ สุนัขก็อาจขาดความมั่นใจและไม่เชื่อฟังได้ สุนัขพันธุ์นี้ชอบเรียนรู้และตอบสนองต่อการฝึกได้ดี พิสูจน์ได้ผ่านผลการฝึกที่มักจะออกมาดีเยี่ยมเสมอ

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: เยอรมนี

สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดเกิดจากการผสมพันธุ์สุนัขเลี้ยงแกะหลากหลายสายพันธุ์ ดั้งเดิมเลี้ยงไว้ใช้ควบคุมปศุสัตว์ สามารถสืบย้อนต้นกำเนิดสายพันธุ์นี้ได้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดได้รับการเปิดตัวในงานแสดงครั้งแรกปี 1882 และต่อมาในปี 1899 ชมรมผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดแห่งเยอรมัน (Verein fur Deutsche Schaferhunde) ก็ได้ก่อตั้งขึ้น ชมรมนี้ได้พัฒนาสายพันธุ์สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดเพื่อนำไปใช้ทำงานกับตำรวจหรือทหาร เป็นการช่วยอนุรักษ์สายพันธุ์นี้ไม่ให้สูญพันธุ์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่หลายประเทศเผชิญความยากลำบาก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ชาวเยอรมันใช้สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดเป็นสุนัขส่งสารและค้นหาผู้ได้รับบาดเจ็บ ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรล้วนชื่นชมในความเฉลียวฉลาดและความกล้าหาญของสุนัขพันธุ์นี้ จึงได้นำสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดกลับประเทศของตนหลังสงครามจบลง ส่งผลให้สุนัขพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักในประเทศอื่น ๆ ด้วย

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขพันธุ์ใหญ่ มื้ออาหารก็ย่อมใหญ่ตามไปด้วย สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดก็ต้องการสารอาหารที่สมดุลเช่นกัน จำเป็นจะต้องมีแร่ธาตุและวิตามินที่ต่างไปจากอาหารของสายพันธุ์เล็ก สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดมักมีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหารและท้องอืด ดังนั้นควรให้กินอาหารในปริมาณน้อย แต่แบ่งย่อยเป็นหลายมื้อ เพื่อลดความเสี่ยงของอาการเหล่านี้

การออกกำลังกาย

ควรหมั่นพาลูกสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ระวังอย่าให้ออกกำลังมากเกินไปเพราะอาจเกิดผลเสียต่อข้อต่อที่กำลังพัฒนาอยู่และยังไม่แข็งแรงดีในระยะยาว ทั้งนี้ สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดที่แข็งแรงโตเต็มวัยจะต้องออกกำลังกายวันละ 2 ชั่วโมงขึ้นไป ควบคู่กับกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมอง

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดเป็นสุนัขสายพันธุ์ที่มีปัญหาสุขภาพหลายประการ ได้แก่ โรคระบบทางเดินอาหาร ภาวะกระเพาะอาหารขยายและบิดตัว (Gastric Dilation Volvulus) โรคเกี่ยวกับไขสันหลังและลมชัก นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องสะโพกและข้อศอกเสื่อม เช่นเดียวกับสุนัขพันธุ์อื่น ๆ จึงควรตรวจสุขภาพข้อสะโพกของสุนัขก่อนผสมพันธุ์

พื้นที่ในการเลี้ยงสุนัข

เนื่องจากสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดเป็นสุนัขขนาดใหญ่ที่การเติบใหญ่จะใช้เวลานาน ไม่เหมาะกับการเลี้ยงในห้องพักที่ต้องขึ้นลงทางบันได รวมถึงบ้านที่ไม่มีสวนรั้วล้อม จะเลี้ยงในเมืองหรือตามชนบทก็ไม่มีปัญหา แต่ควรมีพื้นที่ให้เดิน ฝึกฝน และวิ่งไปวิ่งมาได้ ด้วยนิสัยหวงและพร้อมคุ้มครองบ้าน ซึ่งเขตเมืองใหญ่ที่วุ่นวายจะกระตุ้นสัญชาตญาณนี้ได้

การฝึกสุนัข

ควรให้เข้าสังคมตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข และควรฝึกประจำ เพื่อให้สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดได้เติบโตอย่างมั่นใจและมีความสุขเวลาได้อยู่ท่ามกลางผู้คน สัตว์อื่น ๆ ฝูงปศุสัตว์ และเด็กเล็ก สุนัขพันธุ์นี้ต้องรับมาเลี้ยงจากผู้เพาะพันธุ์ที่เข้าใจและให้ความสำคัญกับการฝึกพฤติกรรมให้เหมาะสมและการฝึกให้เข้าสังคมตั้งแต่วัยแรกเกิดเท่านั้น เพราะโดยเฉพาะกับสายพันธุ์นี้ที่ถูกกระตุ้นง่ายพันธุ์นี้ สุนัขพันธุ์นี้จะฝึกง่ายหากคุณให้รางวัลตอบแทนความพยายาม แต่ต้องใช้ความอดทนสูง เพราะสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดแม้จะเติบโตมักใช้เวลาในการเติบโต และมักเจ็บปวดกับการถูกเข้าใจผิดว่าโตเต็มวัยแล้ว ด้วยรูปร่างที่ใหญ่โต แต่จิตใจยังเป็นเด็ก สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีจะสามารถทำงาน เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมได้หลายอย่าง ตามข้อมูลสุนัขพันธุ์นี้แรกเริ่มได้รับหน้าที่เป็นสุนัขนำทางผู้พิการทางสายตา ไม่ใช่สุนัขควบคุมปศุสัตว์หรือใช้ในการทหาร

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดและเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน และอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

รู้หรือไม่

  • สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดสามารถทำงานได้หลากหลายแบบ แต่ที่คนส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยก็คือ เป็นสุนัขที่นำทางผู้พิการทางสายตา และด้วยส่วนสูงที่พอเหมาะ ทำให้สุนัขพันธุ์นี้เข้ากันกับผู้พิการทางสายตาที่เป็นอดีตทหารได้อย่างดี เพราะสุนัขลาบราดอร์และโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (หรือพันธุ์ผสมระหว่างกัน) มีขนาดตัวที่เตี้ยเกินไป และเป็นที่นิยมสำหรับเจ้าของที่ตัวสูง แต่ปริมาณการผลัดขนที่เยอะ ทำให้ไม่เป็นไม่เป็นที่นิยมนัก
  • ก่อนจะมีภาพยนตร์เรื่อง Lassie สุนัขตัวแรกที่ได้เป็นดาราภาพยนตร์ก็คือสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ด ชื่อว่า ริน ทิน ทิน ซึ่งได้รับการช่วยเหลือตั้งแต่ยังเด็กในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ปี 1918 โดยทหารอเมริกันชื่อ ลี ดันแคน ได้เล่นถึง 26 เรื่อง มีรายการวิทยุเป็นของตัวเอง แถมยังมีเชฟส่วนตัวอีกด้วย
  • สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดมีความชาญฉลาดสูง สามารถเข้าใจเทคนิคใหม่ ๆ และฝึกความประพฤติได้ในเวลาสั้น ๆ
  • หลังจากสงครามโลก ชาวอเมริกันและยุโรปรู้สึกกังวลกับคำว่าเยอรมันในชื่อของสุนัขพันธุ์นี้ จึงมีการเปลี่ยนชื่อสายพันธุ์เป็น อัลเซเชียน (Alsatian Wolf Dog) แทน และทุกวันนี้ก็ยังมีผู้คนใช้ชื่อเรียกนี้อยู่
  • สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดได้รับความนิยมสูงและเป็นสุนัขยอดนิยมอันดับสองของชมรมคนเลี้ยงสุนัขของอเมริกา รองจากสายพันธุ์ลาบราดอร์
Zoomed product photo

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อก

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อก (French Bulldog) เป็นสุนัขที่ใครเห็นก็จำได้เพราะหูมีลักษณะคล้ายค้างคาวขนาดใหญ่ สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกเป็นสุนัขขนาดเล็ก หน้าแบน ขนสั้นเป็นมันเงา มีหลายลาย เช่น ลายเสือ ลายแต้มหรือสีน้ำตาลทองล้วน เมื่อโตเต็มวัยจะสูงประมาณ 27-34.5 ซม. เพศผู้จะหนัก 12.5 กก. ส่วนเพศเมียหนัก 11 กก.

The need-to-know

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่ไม่เคยเลี้ยงสุนัขมาก่อน
  • ต้องการการฝึกขั้นพื้นฐาน
  • ชอบเดินเบา ๆ
  • สนุกกับการเดินหนึ่งถึงสองชั่วโมงต่อวัน
  • สุนัขขนาดเล็ก
  • น้ำลายไหลบ้างเล็กน้อย
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สุนัขเงียบ
  • เห่าและแจ้งเตือน หากมีผู้มาเยี่ยม หรือ สิ่งผิดปกติ
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก 
อายุเฉลี่ย:
11–14 ปี
น้ำหนัก:
7.5–12.5 กิโลกรัม
ส่วนสูง:
30–31 เซนติเมตร
สีขน:
สีน้ำตาลทอง สีครีม น้ำตาลเข้ม หรือมีสองสีปนกัน
ขนาดตัว:
ขนาดเล็ก
กลุ่มสายพันธุ์สุนัข:
กลุ่มสุนัขใช้งานอเนกประสงค์
บุคลิกภาพ

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อก มีนิสัยรักสนุก มีพลังและใจดีกับคนที่ตนเองรัก เป็นสุนัขตัวเล็กที่ใจใหญ่กว่าตัว สู้ไม่ถอยเมื่อถูกสุนัขตัวอื่นเล่นงาน สุนัขบางตัวอ่านภาษาท่าทางจากใบหน้าแบนไม่ออก ยกเว้นสุนัขสายพันธุ์นี้ 

ประวัติและต้นกำเนิด

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกเคยเป็นที่นิยมในหมู่ช่างทำลูกไม้ในมิดแลนด์เพราะหนุ่มสาวโรงงานนิยมพาสุนัขไปทำงานด้วย ต่อมาเมื่อแรงงานย้ายไปค้าขายในฝรั่งเศส จึงนำสุนัขดังกล่าวมาผสมพันธุ์กับสุนัขหน้าสั้นจนได้ “เฟรนช์ บูลด็อก” ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน 

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขสายพันธุ์เล็กมีอัตราเผาผลาญพลังงานสูง ย่อยอาหารได้รวดเร็ว แต่ด้วยขนาดกระเพาะอาหารที่เล็ก สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกควรกินอาหารปริมาณน้อย แต่แบ่งย่อยเป็นหลายมื้อ อาหารของสุนัขพันธุ์เล็กออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีสารอาหารสำคัญในปริมาณที่เหมาะสม และมีขนาดเม็ดที่เล็กพอดีกับขนาดปาก ซึ่งช่วยให้เคี้ยวง่าย ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร 

การออกกำลังกาย

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายมากนักเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น ออกกำลังกายเพียงวันละชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว เนื่องจากสุนัขสายพันธุ์นี้หน้าแบนจึงควรระวังไม่ให้อยู่ในที่ที่มีความร้อนมากเกินไป เพราะอาจมีภาวะช็อคจากความร้อนสูงและภาวะหายใจลำบากถ้าออกกำลังในสภาพอากาศที่ร้อน ควรพาน้องออกกำลังกายในตอนเช้าหรือเย็นหากเป็นฤดูร้อน 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ 

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจากลักษณะใบหน้าแบน โดยเฉพาะปัญหาระบบทางเดินหายใจ จึงควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและความร้อนสูง นอกจากนี้ยังอาจพบปัญหาผิวหนัง ดวงตา ข้อสะโพก ข้อศอก และกระดูกสันหลัง 

พื้นที่ในการเลี้ยงสุนัข 

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกไม่ต้องการพื้นที่มากมาย จะเลี้ยงในห้องพักหรือบ้านเดี่ยวพร้อมสวนก็อยู่ได้หมด ตราบใดที่ยังได้ออกไปเดินเล่นออกกำลังกายและขับถ่ายบ้าง 

การฝึกสุนัข 

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกจัดว่าเป็นสุนัขจอมดื้อที่ไม่ค่อยเชื่อฟัง และอาจล่มการฝึกด้วย แต่หากใช้ความอดทนพร้อมกับให้ของรางวัลตอบแทน สุนัขพันธุ์นี้ก็สามารถฝึกพื้นฐานอย่างการนั่ง หมอบ เรียกให้มาหา และเดินด้วยสายจูงได้ 

การเป็นสมาชิกครอบครัว 

เฟรนช์ บูลด็อกสามารถอยู่ร่วมกับเด็กได้ แต่ควรสอนทั้งเด็กและสุนัขให้เคารพซึ่งกันและกัน และไม่ควรปล่อยเด็กเล็กอยู่กับสุนัขตามลำพัง 

รู้หรือไม่ 

  • เฟรนช์ บูลด็อกได้รับความนิยมในปารีสและเคยปรากฏในผลงานของศิลปินชื่อดังอย่าง Degas และ Toulouse-Lautrec  
  • เฟรนช์ บูลด็อกเป็นสุนัขที่ว่ายน้ำได้ไม่ดี เนื่องจากหัวใหญ่ ขาสั้น และโครงสร้างใบหน้าที่ทำให้ลอยตัวลำบาก จึงไม่ควรปล่อยลงน้ำโดยไม่มีการดูแลอย่างใกล้ชิด  
  • เฟรนช์ บูลด็อกยังขึ้นชื่อเรื่องการสื่อสารด้วยเสียงคราง ทำเสียงในลำคอ และเสียงต่าง ๆ แทนการเห่าบ่อย ๆ 
Zoomed product photo

สุนัขดัชชุน

สุนัขดัชชุนมีส่วนหลังยาว ขาสั้นและตัวเตี้ยมาก เมื่อยังเป็นลูกสุนัข จะมีกล้ามเนื้อ ทรวดทรวงแข็งแรง ส่วนหน้าอกตันกว้าง และขาหน้าแข็งแรง ส่วนขนจะสั้น แน่นและลื่น มีหลายสี (ศึกษาข้อมูลรายละเอียดมาตรฐานสายพันธุ์เพิ่มเติม) เมื่อโตเต็มวัยจะหนัก 4.5-5 กก. และสูงประมาณ 12-15 ซม.

The need-to-know

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่้เคยเลี้ยงสุนัขมาบ้าง
  • ต้องฝึก
  • ชอบเดินเบา ๆ
  • ชอบเดินวันละ 1 ชั่วโมง
  • สุนัขขนาดเล็ก
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขวันเว้นวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขส่งเสียงเห่ามากเป็นพิเศษ
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่าและเตือน
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก
บุคลิกภาพ

สุนัขสายพันธุ์นี้รักอิสระ จึงต้องใช้ความใจเย็น สม่ำเสมอและอดทนในการฝึกสอน ควรฝึกสุนัขดัชชุนให้เข้าสังคมตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัขเพื่อให้คุ้นเคยกับเด็ก คนแปลกหน้าและสัตว์อื่นๆ สุนัขพันธุ์นี้อาจติดสมาชิกครอบครัวคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะและสงวนท่าทีกับคนแปลกหน้า

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: เยอรมนี

ประวัติของสุนัขดัชชุนย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 15 ในประเทศเยอรมัน แต่จริง ๆ แล้ว สุนัขที่มีหน้าตาคล้ายดัชชุนเคยปรากฏในงานศิลปะของอียิปต์โบราณและเม็กซิโก และในซากเรือในอิตาลีย้อนกลับไปในช่วงศริสต์ศักราชที่ 1 อีกด้วย ประเทศเยอรมันได้เริ่มกำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ดัชชุนในปี 1879 และได้มีการตั้งชมรมของสุนัขสายพันธุ์นี้ในปี 1888 สุนัขพันธุ์ดัชชุนถูกนำเข้ามาในประเทษสหราชอาณาจักรพร้อมกับเจ้าชายอัลเบิร์ตและได้รับความนิยมทั้งในสหราชอาณาจักรและอเมริกาตลอดศตวรรษที่ 19 โดยถูกนำมาใช้แทนที่ตัวเฟอร์เร็ตเพื่อไล่กระต่ายออกจากโพรง

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขขนาดเล็กมีอัตราเผาผลาญพลังงงานสูง ย่อยอาหารได้รวดเร็ว แต่ด้วยขนาดกระเพาะอาหารที่เล็ก สุนัขดัชชุนควรกินอาหารปริมาณน้อย แต่แบ่งย่อยเป็นหลายมื้อ อาหารของสุนัขพันธุ์เล็กออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีสารอาหารสำคัญในปริมาณที่เหมาะสม และมีขนาดเม็ดที่เล็กพอดีกับขนาดปาก ซึ่งช่วยให้เคี้ยวง่าย ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร

การออกกำลังกาย

ควรพาสุนัขดัชชุนออกกำลังกายอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะปลดสายจูง ต้องแน่ใจว่าสุนัขจะวิ่งกลับมาเมื่อเรียกชื่อ เนื่องจากสุนัขพันธุ์นี้มีสัญชาตญาณของนักล่าที่กระตุ้นให้วิ่งล่ากระรอกสุดชีวิตเมื่อได้กลิ่น พึงระลึกว่า สุนัขดัชชุนนั้นเพาะพันธุ์มาให้คลุกดิน และสามารถขุดมุดรั้วได้หลายประเภท เพราะฉะนั้นควรหมั่นเช็ครั้วรอบสวนให้ดี

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

ปัญหาสุขภาพที่มักพบในสุนัขดัชชุนมักเกิดจากรูปร่างเฉพาะตัวของสายพันธุ์ที่สร้างความผิดปกติของกระดูกสันหลัง นอกจากนี้สุนัขพันธุ์นี้ยังมักเป็นโรคหัวใจ และมีปัญหาตาที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเช่นเดียวกับสุนัขพันธุ์อื่น ๆ จึงควรตรวจตาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์อย่างสม่ำเสมอ

พื้นที่ในการเลี้ยงสุนัข

แม้สุนัขดัชชุนจะไม่ใช่สุนัขตัวใหญ่ แต่ด้วยลำตัวที่ยาวจึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่นเตรียมแท่นเหยียบหรือทางลาดสำหรับป้องกันสุนัขดัชชุนกระโดดขึ้นลงเฟอร์นิเจอร์ ควรเลี่ยงให้สุนัขดัชชุนเดินขึ้นลงบันไดสูงบ่อย ๆ บ้านที่เหมาะกับสุนัขพันธุ์นี้จึงควรมีพื้นที่ที่ราบเรียบ สวนขนาดเล็กถึงปานกลางก็เหมาะกับการเพิ่มจุดให้สุนัขเดินเล่น

การฝึกสุนัข

สุนัขดัชชุน (พันธุ์ขนยาว) ไม่ใช่สุนัขที่ชื่นชอบการฝึกแบบเป็นกิจลักษณะ แต่สามารถเรียนรู้พื้นฐานได้ เช่นการเดินด้วยสายจูงแบบสบาย ๆ การให้นั่งนิ่ง ๆ และการเรียกให้มาหา โดยทั่วไปเป็นสุนัขที่มีความเป็นมิตร แต่ก็ควรฝึกให้เข้าสังคมกับคนและสัตว์อื่น ๆ ตั้งแต่ตอนอายุยังน้อย

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขดัชชุนและเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน ถึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

รู้หรือไม่

  • สุนัขดัชชุนเคยได้รับการจัดประเภทเป็นสุนัขนักล่า (Hound) เพราะมีการตีความผิดจากชื่อ “Hund” ซึ่งจริง ๆ แปลว่า “สุนัข” ไม่ใช่สุนัขนักล่า (Hound) สุนัขดัชชุนตามจริงเป็นสายพันธุ์เทอร์เรีย ที่ใช้เพื่อมุดไปตามช่องเล็ก ๆ หรือรอเฝ้าเหยื่อไม่ให้หนีจากที่ซ่อน จนกว่านายพรานจะมาขุดเหยื่อเอง
Zoomed product photo

สุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่

สุนัขพันธุ์นี้เป็นสุนัขขนาดกลางถึงใหญ่ มีสัดส่วนกำลังดีและดูสง่าผ่าเผย พร้อมลุยทุกกิจกรรม เมื่อโตเต็มวัย เพศผู้จะสูง 56-61 ซม. และหนัก 20.5-29.5 กก. ส่วนเพศเมียสูง 51-56 ซม. และหนัก 18-25 กก. สุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่มีขนสั้นติดลำตัว เมื่อลูบจะรู้สึกหยาบ และมีสีน้ำตาลแดงปนขาว หรือสามสี (สีดำ น้ำตาลและขาว) และลายหินอ่อน (น้ำเงินปนเงินและดำ)

The need-to-know

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่มีประสบการณ์เลี้ยงสุนัข
  • ต้องฝึก
  • ชอบเดินออกกำลังกายอย่างหนัก
  • ชอบเดินมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน
  • สุนัขขนาดใหญ่
  • น้ำลายไหลได้บ้าง
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขช่างพูดและช่างเห่า
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่าและเตือน
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก
บุคลิกภาพ

สุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่ เป็นสุนัขที่เป็นมิตร อารมณ์ดี มีความตื่นตัว จึงเหมาะที่จะเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน แต่อาจชอบเห่าหากไม่ได้ฝึกหรือเมื่อรู้สึกเบื่อ และมักจะไม่ชอบแยกจากสิ่งที่รักนานเกินไป สุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่เป็นสุนัขที่ต้องกระตุ้นให้ตื่นตัวเสมอ จึงชอบฝึกและมักปฏิบัติตามวินัยได้ดี แต่อาจมีอารมณ์อ่อนไหวและต้องการให้คนดูแลด้วยความรัก ความอ่อนโยน

ประวัติและต้นกำเนิด

แม้สุนัขพันธุ์คอลลี่และบอร์เดอร์ คอลลี่ จะหน้าตาต่างกัน แต่ทั้งคู่คือสุนัขพันธุ์เดียวกัน สุนัขพันธุ์คอลลี่ มีขนหนาและยาวกว่าเพราะอาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขาของสก็อตแลนด์ (Scottish Highlands) ที่มีสภาพอากาศโหดร้าย ส่วนสุนัขพันธุ์บอร์เดอร์ คอลลี่ทำงานดูแลแกะในพื้นที่ลุ่มต่ำที่อากาศอบอุ่นกว่า ขนจึงสั้นกว่า สุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่เป็นสุนัขที่ได้รับการรับรองมากว่าสองศตวรรษแล้ว แต่ยังมีสุนัขเลี้ยงแกะพันธุ์อื่น ๆ ในสก็อตแลนด์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและมีประวัติยาวนานกว่านี้

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขพันธุ์ใหญ่รวมถึงสุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่ ต้องการสารอาหารที่สมดุล มีแร่ธาตุและวิตามินที่ต่างไปจากอาหารของสายพันธุ์เล็ก

การออกกำลังกาย

สุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่ต้องออกกำลังกายอย่างน้อยวันละชั่วโมง แต่หากพาไปเส้นทางเดิม ๆ ทุกวันอาจทำให้เขาเบื่อได้ เพราะฉะนั้นควรปรับเปลี่ยนเส้นทางและสอนให้เขาเล่นกีฬาบ้าง เช่น กีฬาที่เน้นความความว่องไว กีฬาเน้นฟังคำสั่ง และวิ่งแข่งคาบลูกบอล (flyball)

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

สุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่อาจเป็นโรคตาที่เกิดจากกรรมพันธุ์ได้หลายโรคเหมือนกับสุนัขอีกหลายสายพันธุ์ และอาจมีปัญหาเรื่องข้อสะโพกเสื่อมซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาด้านการเคลื่อนไหว จึงควรตรวจสุขภาพตาและสะโพกของสุนัขก่อนเพาะพันธุ์

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่และเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน ถึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพังควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

Zoomed product photo

สุนัขเชาเชา (ขนหยาบ)

สุนัขพันธุ์เชาเชา (Chow Chow) เป็นสุนัขตัวสั้น ตัน รูปทรงกำยำบึกบึน หางงอม้วนโค้งมาถึงหลัง กระพุ้งแก้มและลิ้นเป็นสีน้ำเงิน/ดำ ส่วนขนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ขนหยาบและขนเรียบ และมีหลายสีตั้งแต่ ดำ น้ำตาลแดง เทาดำ น้ำตาลทอง ครีมหรือขาว เมื่อโตเต็มวัยเพศผู้จะสูง 48-56 ซม. และหนัก 26-32 กก. ส่วนเพศเมียจะสูง 46-51 ซม. และหนัก 20-25 กก. 

The need-to-know

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่มีประสบการณ์เลี้ยงสุนัข
  • ต้องฝึกมากกว่าปกติ
  • ชอบเดินเป็นประจำ
  • ชอบเดินวันละ 1 ชั่วโมง
  • สุนัขขนาดใหญ่
  • น้ำลายไหลได้บ้าง
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขทุกวัน
  • สุนัขเงียบ
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่า เตือน และปกป้องเจ้าของได้
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก 
อายุเฉลี่ย:
12 – 15 ปี
น้ำหนัก:
18–31.5 กิโลกรัม
ส่วนสูง:
46–56 เซนติเมตร
สีขน:
สีแดง ดำ ครีม เทาดำ หรือ น้ำตาลอ่อน
ขนาดตัว:
ขนาดใหญ่
กลุ่มสายพันธุ์สุนัข:
กลุ่มสุนัขใช้งานอเนกประสงค์
บุคลิกภาพ

สุนัขเชาเชา (Chow Chow) ขนหยาบ มีความนิ่งสุขุม รักอิสระ แต่อาจดื้อบ้างบางครั้ง มีนิสัยติดคนเลี้ยงคนใดคนหนึ่งและอาจกัดคนได้หากรู้สึกถูกคุกคามหรือเห็นว่าเจ้าของโดนทำร้าย แม้หน้าตาอาจดูเหมือนหมีน่ากอดแต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น เมื่อไม่นานมานี้นักพัฒนาสายพันธุ์ได้ปรับปรุงสายพันธุ์เชาเชาให้เป็นมิตรยิ่งขึ้น โดยคาดว่าปัญหาเชาเชาอารมณ์ร้าย น่าจะเกิดจากขาดการฝึกหรือหัดให้เข้าสังคมตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข หากฝึกให้รู้จักเด็ก แมวหรือสัตว์เลี้ยงในบ้านตั้งแต่ยังเล็ก อาจป้องกันปัญหาความเจ้าอารมณ์ของสุนัขพันธุ์นี้ได้ 

ประวัติและต้นกำเนิด

ต้นกำเนิดของสุนัขพันธุ์เชาเชานี้ยังเป็นปริศนา แต่คาดว่ามีที่มาจากประเทศมองโกเลียและแมนจูเรียซึ่งเคยบริโภคเนื้อของสุนัขพันธุ์นี้ด้วยครั้งหนึ่ง เนื่องจากเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ นอกจากนี้ยังนำขนมาใช้เป็นเสื้อผ้า หลังจากนั้นก็มีการนำเข้ามายังประเทศจีน ย้อนไปหลายศตวรรษก่อน สุนัขสายพันธุ์นี้เคยเฝ้าศาสนสถานเพื่อป้องกันวิญญาณร้าย นอกจากนี้ยังเคยเป็นสุนัขล่าสัตว์ของขุนนาง ใช้ป้องกันผู้บุกรุก ลากเลื่อนและเกวียน รวมทั้งเฝ้าบ้านด้วย คาดว่าสายพันธุ์สปิตซ์เองก็พัฒนามาจากพันธุ์เชาเชา 

โภชนาการและการให้อาหาร

อาหารของสุนัขเชาเชา (ขนหยาบ) จำเป็นต้องมีสารอาหารสมดุลครบหมู่ รวมถึงน้ำสะอาดด้วย ควรหมั่นตรวจสอบสภาพร่างกายของสุนัขอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สุนัขมีรูปร่างที่เหมาะสม และต้องให้อาหารอย่างน้อยวันละ 2 มื้อตามคำแนะนำของอาหารสุนัขที่ให้ 

การออกกำลังกาย

สุนัขเชาเชา (ขนหยาบ) ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายมากนัก เพียงแค่วันละชั่วโมงก็เพียงพอ สุนัขพันธุ์นี้ชอบใช้ชีวิตกลางแจ้ง และชอบเล่นเงียบ ๆ ตามลำพังในสวน จึงควรจัดเตรียมที่ที่มีร่มเงาและอากาศเย็นสบายให้พักหลบอากาศร้อน หากออกกำลังมากเกินไปตั้งแต่ยังเล็ก อาจทำให้มีปัญหาข้อได้เมื่ออายุมากขึ้น เพราะฉะนั้นควรดูแลให้ดีเวลาพาสุนัขพันธุ์นี้ออกกำลังกาย 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ 

สุนัขเชาเชานี้มักมีปัญหาข้อศอกเสื่อม (Elbow Dysplasia) และปัญหาเปลือกตา นอกจากนี้อาจมีปัญหาเรื่องข้อสะโพกเสื่อมเหมือนกับสุนัขอีกหลายสายพันธุ์ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาด้านการเคลื่อนไหว จึงควรตรวจสะโพกของสุนัขก่อนผสมพันธุ์ 

พื้นที่ในการเลี้ยงสุนัข 

เชาเชาเป็นสุนัขขนาดใหญ่และมีนิสัยหวงถิ่น จึงเหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่กว้างและมีรั้วแข็งแรง ควรมีบริเวณร่มเงาให้น้องได้พักและวิ่งเล่น โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อน 

การฝึกสุนัข 

สุนัขเชาเชาอาจไม่ชอบการฝึกเชื่อฟังคำสั่ง แต่ควรฝึกเดินด้วยสายจูงและเข้าสังคมตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้คุ้นเคยกับผู้คนและสุนัขตัวอื่น การฝึกควรใช้วิธีนุ่มนวลและการเสริมแรงเชิงบวก เพราะการดุหรือต่อว่าอย่างรุนแรงอาจทำให้น้องต่อต้าน 

การเป็นสมาชิกครอบครัว 

เชาเชาสามารถอยู่ร่วมกับเด็กได้ หากทั้งเด็กและสุนัขได้รับการฝึกให้เคารพพื้นที่ของกันและกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปล่อยเด็กเล็กอยู่กับสุนัขตามลำพัง และควรมีผู้ใหญ่ดูแลขณะเล่นกัน 

รู้หรือไม่ 

เชาเชามี ลิ้นสีดำหรือเทาเข้ม และมีประวัติความเกี่ยวข้องกับสังคมจีนมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ ซิกมันด์ ฟรอยด์ยังเคยเลี้ยงเชาเชาและพาสุนัขเข้าห้องตรวจเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย 

Zoomed product photo

ชิวาวา (CHIHUAHUA)

ทำความรู้จักชิวาวา (Chihuahua)

ถ้าให้นึกถึงสายพันธุ์สุนัขที่ได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย หลายคนต้องเอ่ยชื่อสายพันธุ์ชิวาวา (Chihuahua) ออกมาแน่นอน เพราะขนาดตัวที่เล็กกะทัดรัด ทำให้ชิวาวาสามารถปรับตัวเข้ากับการเลี้ยงในพื้นที่จำกัดได้ดี บวกกับความฉลาด เรียนรู้ได้เร็ว และติดเจ้าของในแบบที่ไม่ว่าจะพกชิวาวาไปไหนก็ยินดีไปด้วยแบบสุดๆ ไม่แปลกเลยที่ใครต่อใครก็หลงรักสุนัขสายพันธุ์นี้ มาทำความรู้จักชิวาวากันให้มากขึ้น แล้วมาดูสุนัขสายพันธุ์นี้กันให้เต็มที่ กับเคล็ดไม่ลับดีๆ ที่เรามีมาฝาก 

The need-to-know

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่มีประสบการณ์เลี้ยงสุนัข
  • ต้องการการฝึกขั้นพื้นฐาน
  • ชอบเดินวันละครึ่งชั่วโมง
  • สุนัขขนาดเล็กจิ๋ว
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สุนัขส่งเสียงเห่ามากเป็นพิเศษ
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ชอบเห่าและส่งเสียงเตือน
  • เข้ากันกับสัตว์อื่นได้ดี 
อายุเฉลี่ย:
10–18 ปี
น้ำหนัก:
1.8–2.7กิโลกรัม
ส่วนสูง:
15–23เซนติเมตร
สีขน:
สีดำ, สีขาว, สีน้ำตาลอ่อน, สีช็อคโกแลต, สีเทา และ ขนสามสี
ขนาดตัว:
ขนาดเล็ก
กลุ่มสายพันธุ์สุนัข:
กลุ่มสุนัขพันธุ์ทอย
บุคลิกภาพ

ชิวาวาเป็นสุนัขขนาดเล็กที่มีบุคลิกโดดเด่น มั่นใจ กระตือรือร้น ฉลาด และช่างสังเกต อีกทั้งยังรักเจ้าของและชอบอยู่ใกล้คนในครอบครัว น้องมักติดเจ้าของและเลือกสนิทกับคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ แต่สามารถเข้ากับคนอื่นได้หากได้รับการเข้าสังคมตั้งแต่ยังเล็ก 

ชิวาวาเป็นสุนัขที่เรียนรู้เร็ว สามารถฝึกคำสั่งพื้นฐานได้ดี โดยควรใช้การฝึกเชิงบวก เช่น การชมและให้รางวัล มากกว่าการดุหรือบังคับ เพราะอาจทำให้น้องเครียดและต่อต้านได้ แม้ตัวเล็กแต่ชิวาวามีความมั่นใจสูง บางตัวอาจเห่าหรือท้าทายสุนัขตัวใหญ่ จึงควรดูแลอย่างใกล้ชิดเมื่ออยู่นอกบ้าน

นอกจากนี้ชิวาวายังขี้สงสัยและชอบสำรวจ เจ้าของจึงควรดูแลประตู รั้ว และพื้นที่เลี้ยงให้ปลอดภัย รวมถึงอาจเห่าเตือนเมื่อพบคนแปลกหน้า 

ชิวาวามีทั้ง ขนสั้นและขนยาว และพบได้หลากหลายสี เช่น ดำ ขาว น้ำตาล ช็อกโกแลต เทา และเงิน รวมถึงลวดลายต่าง ๆ เช่น สามสี ลายจุด และลายเสือ 

โดยทั่วไปชิวาวามีน้ำหนักไม่เกินประมาณ 2.7 กิโลกรัม และมีอายุเฉลี่ย 14–16 ปี 

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: เม็กซิโก

ณ อารยธรรมอันเก่าแก่แห่งหนึ่งของโลกที่ทวีปอเมริกาใต้ ในยุคที่ชนเผ่ามายาและชนเผ่า Toltec ถือครองดินแดนแถบประเทศเม็กซิโก และเป็นเจ้าของพีระมิดขั้นบันได “Chichen Itza” 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ เชื่อหรือไม่ว่าในซากปรักหักพังแห่งอารายธรรมเหล่านี้ จะมีภาพสลักและภาพเขียนของสุนัขพันธุ์ชิวาวารวมอยู่ด้วย จึงเป็นที่เชื่อกันว่าสุนัขสายพันธุ์ชิวาวา สืบเชื้อสายมาจากสุนัขพันธุ์ Techichi อันเป็นสัตว์เลี้ยงของชนพื้นเมืองโบราณทั้งชาวมายา, Toltec และ Aztec มีข้อสันนิษฐานว่าสุนัขสายพันธุ์ชิวาวาอาจมีส่วนผสมสายพันธุ์มาจาก Chinese Crested ที่เดินทางข้ามโพ้นทะเลจากจีนมาสู่แผ่นดินอเมริกาผ่านทางช่องแคบ Bering ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าเจ้าสุนัขตัวจิ๋วสายพันธุ์นี้ มีบรรพบุรุษเก่าแก่ยาวนานมากๆ เลยทีเดียว

นอกจากนี้ก็ยังมีบางหลักฐานจากทางฝั่งยุโรป ที่พระราชวัง Apostolic นครรัฐวาติกัน ที่พบภาพเขียนสีบนผนังปูน (Fresco) เขียนขึ้นราวปี ค.ศ.1482 โดยศิลปินชาวอิตาลีในยุคเรเนสซองก์ชื่อ Sandro Botticelli ประดับอยู่บนกำแพงโบสถ์ Sistine Chapel ทางฝั่งทิศใต้ ชื่อภาพว่า “The Trials and Calling of Moses” ปรากฎรูปของสุนัขรูปร่างหน้าตาคล้ายชิวาวารวมอยู่ด้วย แต่จากหลักฐานทางพันธุศาสตร์ที่ค้นพบในปัจจุบัน สามารถระบุบ่งชี้ได้ชัดเจนแล้วว่าสุนัขสายพันธุ์ชิวาวา มีดีเอ็นเอจำเพาะที่พบได้ในแถบแม็กซิโกยุคโบราณจริงๆ และอาจจะได้เดินทางมายังยุโรปในยุคแห่งการค้นพบแผ่นดินใหม่ของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นี่เอง เพราะในจดหมายที่นักสำรวจชื่อดังท่านนี้เขียนถึงกษัตริย์สเปน ก็มีการกล่าวถึงสุนัขสายพันธุ์ชิวาวาเอาไว้ 

โภชนาการและการให้อาหาร

สารอาหารสำหรับชิวาวาควรมีสัดส่วนเหมาะสมกับร่างกายและกิจกรรมในแต่ละวัน โดยควรได้รับ โปรตีน เพื่อสร้างเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อ คาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งพลังงาน ไขมัน ช่วยให้พลังงานและมีโอเมก้า 3 และ 6 ที่ช่วยดูแลผิวหนังและขน รวมถึง วิตามินและแร่ธาตุ ที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย

เนื่องจากชิวาวาเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่กระตือรือร้น จึงควรเลือกอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนและเหมาะกับขนาดร่างกาย เช่น SUPERCOAT (ซุปเปอร์โค้ท) สูตรสุนัขพันธุ์เล็ก ซึ่งมีโปรตีนคุณภาพดี พร้อมวิตามินบีที่ช่วยสนับสนุนการนำพลังงานไปใช้ มีขนาดเม็ดเหมาะกับช่องปาก และมีโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยดูแลสุขภาพผิวหนังและขน 

ความต้องการพิเศษเฉพาะสายพันธุ์ของชิวาวา

แม้มีขนาดตัวเล็ก แต่ชิวาวาเป็นสุนัขที่มีพลังงานและความกระตือรือร้น จึงควรได้รับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เช่น เดินเล่น เล่นของเล่น หรือทำกิจกรรมร่วมกับเจ้าของ การออกกำลังกายช่วยให้น้องได้ใช้พลังงานและลดความเบื่อ

อย่างไรก็ตาม ควรเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับขนาดตัวและไม่หักโหมจนเกินไป เพื่อช่วยดูแลสุขภาพและความแข็งแรงของน้องในระยะยาว 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

ชิวาวาอาจพบปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น สะบ้าเคลื่อน โรคหัวใจ หลอดลมตีบ และภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยเฉพาะในสุนัขตัวเล็กหรือช่วงที่กินอาหารไม่ปกติ เจ้าของจึงควรสังเกตอาการและพาไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ

การเป็นสมาชิกครอบครัว

ชิวาวารักเจ้าของ ขี้อ้อน และชอบมีส่วนร่วมกับคนในบ้าน สามารถอยู่ร่วมกับเด็กและสัตว์เลี้ยงอื่นได้ แต่ควรสอนเด็กให้เล่นอย่างนุ่มนวล เพราะชิวาวามีขนาดเล็กและบอบบาง รวมถึงควรดูแลเมื่ออยู่กับสุนัขตัวใหญ่เพื่อป้องกันการเล่นรุนแรง

ชิวาวาปรับตัวกับคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ได้ดี แต่ยังควรมีเวลาเล่นและพาออกไปเดินเล่นอย่างเหมาะสม น้องเป็นสุนัขที่ติดเจ้าของและไม่ควรถูกปล่อยให้อยู่ลำพังเป็นเวลานาน

การเข้าสังคมของชิวาวา

ควรพาชิวาวาพบผู้คน สุนัข และสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อช่วยลดความกลัวและความระแวงคนแปลกหน้า การเข้าสังคมอย่างเหมาะสมจะช่วยให้น้องเติบโตเป็นสุนัขที่มั่นใจและควบคุมพฤติกรรมได้ดี

โดยรวมชิวาวาเหมาะกับเจ้าของที่มีเวลาให้ความรัก เล่น และทำกิจกรรมร่วมกันเป็นประจำ 

Zoomed product photo

สุนัขคาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล

สุนัขคาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล เป็นสุนัขสายพันธุ์เล็ก ปากสั้นเรียว ส่วนตากลมโตสีน้ำตาล ขนละเอียด มีให้เลือกหลายสี เช่น สีดำกับน้ำตาลไหม้ สีน้ำตาลแดง ขาวแต้มน้ำตาล (ลาย Blenheim) และสามสี (พื้นสีขาวนวลแต้มสีน้ำตาลส้ม) เมื่อโตเต็มวัยจะสูงประมาณ 30-33 ซม. และหนัก 5.5-8 กก.

The need-to-know

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่มีประสบการณ์เลี้ยงสุนัข
  • ต้องการการฝึกขั้นพื้นฐาน
  • ชอบเดินเบา ๆ
  • ชอบเดินวันละ 1 ชั่วโมง
  • สุนัขขนาดเล็ก
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขวันเว้นวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขช่างพูดและช่างเห่า
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่าและเตือน
  • เข้ากันกับสัตว์อื่นได้ดี
  • สุนัขครอบครัวที่ดี
บุคลิกภาพ

สุนัขพันธุ์นี้ใจดี ไม่เรียกร้อง เหมาะกับการเลี้ยงกับครอบครัวเพราะเป็นมิตรกับทุกคน เป็นเพื่อนที่ดีกับเด็กและคนแก่ที่ยังมีเรี่ยวแรงอยู่ สุนัขพันธุ์นี้ไม่ค่อยเห่าแต่จะชอบเตือนเมื่อมีคนแปลกหน้า และไม่เหมาะกับการเฝ้าบ้านแต่เหมาะกับการรับแขก สุนัขพันธุ์คาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียลเข้ากันได้ดีกับทุกคน รวมทั้งแมวและสัตว์ตัวเล็กอื่น ๆ เนื่องจากตัวเล็กและไม่มีนิสัยจุกจิก จึงเหมาะเป็นเพื่อนเดินทาง

ประวัติและต้นกำเนิด

สุนัขคาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียลดั้งเดิมนั้นพัฒนามาจากสายพันธุ์ทอย สแปเนียลดังที่เห็นในภาพที่จิดรกรเช่น ทิเชียน (Titian) และเกนส์เบรอ (Gainsborough) วาดไว้เมื่อศตวรรษที่ 16, 17 และ 18 เป็นที่รู้จักกันว่าในฐานะสัตว์เลี้ยงของสุภาพสตรี และใช้กอดเพื่อให้ตักอบอุ่น พระเจ้าชาร์ลที่สองทรงโปรดสุนัขพันธุ์นี้เป็นอย่างยิ่งและมักมีสุนัขสายพันธุ์นี้อยู่รายรอบพระองค์เสมอ เมื่อศตวรรษที่ 1800 สุนัขสายพันธุ์จมูกสั้นเป็นที่นิยมมากจนเกือบทำให้พันธุ์ดั้งเดิมสูญพันธุ์ไป โชคดีที่ดยุกแห่งมาร์ลบะระ (Duke of Marlborough) ได้รักษาสุนัขพันธุ์นี้ไว้โดยผสมพันธุ์ที่ปราสาทเบลนไฮม์ ในปี 1926 ชาวอเมริกาชื่อ รอสเวลล์ เอลดริดจ์ (Roswell Eldridge) ได้พยายามฟื้นฟูสายพันธุ์คาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียลดั้งเดิมโดยเสนอให้รางวัลกับสุนัขที่มีลักษณะเหมือนที่ปรากฏในภาพวาดตามประวัติศาสตร์ ได้มีการมอบรางวัลที่งานแสดงสุนัขนานาชาติ (Crufts) และให้เงินรางวัลถึง 25 ปอนด์

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขขนาดเล็กมีอัตราเผาผลาญพลังงงานสูง ย่อยอาหารได้รวดเร็ว แต่ด้วยขนาดกระเพาะอาหารที่เล็ก จึงต้องให้สุนัขคาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียลกินอาหารปริมาณน้อย แต่แบ่งย่อยเป็นหลายมื้อ อาหารของสุนัขสายพันธุ์เล็กออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีสารอาหารสำคัญในปริมาณที่เหมาะสม และมีขนาดเม็ดที่เล็กพอดีกับขนาดปาก ซึ่งช่วยให้เคี้ยวง่าย ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร

การออกกำลังกาย

สุนัขคาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียลจะปรับตัวตามเวลาที่เจ้าของจัดให้ แต่จำเป็นต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว ดังนั้นควรออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมงเป็นประจำ นอกจากนี้สุนัขพันธุ์นี้ยังชอบเล่นเกมและฝึกให้เก่งได้

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

ปัญหาที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมของสุนัขคาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียลคือ โรคหัวใจ และความผิดปกติทางสมอง/กระดูกสันหลัง (syringomyelia) นอกจากนี้ อาจเป็นโรคตาที่เกิดจากกรรมพันธุ์ได้หลายโรคเหมือนกับสุนัขอีกหลายสายพันธุ์ และอาจมีปัญหาเรื่องข้อสะโพกเสื่อมซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาด้านการเคลื่อนไหว จึงต้องตรวจประเมินตา สะโพก สมอง/กระดูกสันหลังและหัวใจก่อนที่จะนำมาผสมพันธุ์

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขคาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียลและเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน และอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

Zoomed product photo

บูลด็อก (Bulldog)

บูลด็อก (Bulldog – English Bulldog, British Bulldog) คงยากที่จะเชื่อว่าสุนัขที่มีหน้าตาดูเศร้าและง่วงอยู่ตลอดเวลาอย่างสุนัขบูลด็อกนี้ ในอดีตจะถูกใช้ในการต่อสู้กับวัวกระทิงมาก่อน แต่ด้วยรูปร่างที่ล่ำสัน นิสัยร่าเริง และโครงสร้างใบหน้าแบบสุนัขพันธุ์หน้าสั้น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่สุนัขพันธุ์นี้ จะมีปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจที่มักเกิดในกลุ่มสุนัขที่มีโครงหน้าสั้น (Brachycephalic breed) โรคผิวหนัง หรือแม้แต่โรคทางกระดูกและข้อ บทความนี้จึงจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับสุนัขบูลด็อกในทุกแง่มุม ทั้งภาพรวมของสายพันธุ์ ปัญหาและเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพ และกิจกรรมที่เหมาะสม

The need-to-know

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่มีประสบการณ์เลี้ยงสุนัข
  • ต้องฝึก
  • ชอบเดินเบา ๆ
  • ชอบเดินวันละครึ่งชั่วโมง
  • สุนัขขนาดกลาง
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขวันเว้นวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขเงียบ
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่า เตือน และปกป้องเจ้าของได้
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก
บุคลิกภาพ

สุนัขบูลด็อก ถือเป็นอีกหนึ่งในสายพันธุ์สุนัขที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัว และผู้คนอื่น ๆ เพราะบูลด็อกเป็นสุนัขที่ค่อนข้างเป็นมิตร รักสงบจนถึงขั้นเฉื่อยชา สุนัขบูลด็อกชอบที่จะนอนหลับบนโซฟาหรือบริเวณที่อากาศเย็นร่วมกับเจ้าของมากกว่าการออกไปผจญภัยในที่ร้อนและเหนื่อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้แปลว่าบูลด็อกจะไม่เล่นกับเจ้าของเลย เพราะบูลด็อกยังคงชอบที่จะเล่นกับเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีอาหารแสนอร่อยเตรียมให้ สุนัขบูลด็อกเป็นสุนัขที่ไม่ค่อยเห่าส่งเสียง คุณจึงสบายใจได้เรื่องการรบกวนเพื่อนบ้าน แต่เนื่องจากสุนัขบูลด็อกมีโครงสร้างใบหน้าที่สั้น จึงทำให้เกิดปัญหาหายใจเสียงดังและนอนกรน

ความดื้อเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คนเลี้ยงสุนัขบูลด็อกส่วนใหญ่ต้องเผชิญ ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจ สุนัขพันธุ์นี้จะไม่ยอมปฏิบัติตามเลย อย่างไรก็ตามเราสามารถรับมือกับความดื้อของสุนัขพันธุ์นี้ได้ โดยการฝึกสุนัขอย่างเหมาะสม เช่น การให้รางวัลหลังจากที่สุนัขปฏิบัติตามคำสั่ง การไม่ลงโทษสุนัขอย่างไร้เหตุผล เป็นต้น

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: สหรัฐอเมริกา

หากคุณเห็นภาพวาดของสุนัขบูลด็อกในช่วงยุควิคตอเรียของประเทศอังกฤษ คุณอาจไม่เชื่อว่านี่คือบรรพบุรุษของสุนัขบูลด็อกที่คุณรู้จัก เนื่องจากในอดีตสุนัขบูลด็อกเป็นสุนัขที่ใช้ต่อสู้ในเกมกีฬาที่เรียกว่า บูลเบทติ้ง (Bull Baiting) แต่ด้วยความโหดร้ายของกีฬาดังกล่าว สุนัขบูลด็อกจึงถูกปรับปรุงพันธุ์ให้กลายมาเป็นเพื่อนของมนุษย์ในที่สุด

สุนัขบูลด็อก (เวอร์ชั่นใหม่) ถูกเปิดตัวครั้งแรกในงานแสดงสุนัขประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1860 ต่อมาสุนัขบูลด็อกก็ค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น จนในปี ค.ศ.1864 ได้มีการตั้งสมาคมสุนัขบูลด็อกแห่งแรกขึ้นในประเทศอังกฤษ และมีการกำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ของสุนัขบูลด็อก จากนั้นสุนัขบูลด็อกได้ถูกขึ้นทะเบียนโดย American Kennel Club (AKC) ในปี ค.ศ.1890 นอกจากนี้สุนัขบูลด็อกยังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำประเทศ ส่วนทางฝั่งประเทศสหรัฐอเมริกาสุนัขบูลด็อกยังถูกใช้เป็นมาสคอตของทีมกีฬาหลายทีม เช่น ทีมกีฬาของ Yale University และ University of Georgia

มาตรฐานสายพันธุ์บูลด็อก
สุนัขบูลด็อกถูกจัดเป็นสุนัขขนาดกลางที่มีรูปร่างล่ำสัน แต่ไม่ใช่สุนัขที่ใช้เพื่อการกีฬา (Non-sporting dog) โดยความสูงอยู่ที่ประมาณ 12 - 15 นิ้ว น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 18 – 25 กิโลกรัม และอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 8 – 12 ปี สุนัขบูลด็อกจะมีพื้นขนสีขาวและมาร์คกิ้งเฉดสีต่าง ๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นสีน้ำตาล หรือบางสีที่หายาก เช่น เทาเข้ม บลู หรือแม้กระทั่งลายมาร์เบิ้ล

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขบูลด็อกเป็นสุนัขขนาดกลาง ที่สามารถเกิดภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนได้ง่ายมาก ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและข้อตามมา จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมอาหารและควรเลือกให้อาหารที่มีโภชนาการที่ครบถ้วน ดังต่อไปนี้

• พลังงาน เช่น ควรเลือกอาหารที่มีปริมาณพลังงานสอดคล้องกับความต้องการของสุนัขในแต่ละช่วงวัย นอกจากนี้ยังควรพิจารณาเลือกวัตถุดิบที่มาจากแหล่งโปรตีนคุณภาพดีเพื่อหลีกเลี่ยงการแพ้ และควรลดการให้อาหารที่มีไขมันสูงมาก เพื่อลดการสะสมของไขมันในร่างกาย ที่อาจเป็นสาเหตุให้สุนัขน้ำหนัก เกินเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเรื่องกระดูกและข้อต่อ

• วิตามิน แร่ธาตุ และสารเสริมอื่น ๆ ถือเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการช่วยเสริมสร้างให้สุนัขมีโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และช่วยลดการอักเสบบริเวณข้อต่อ และสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย

• กรดไขมัน เช่น โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ที่มีส่วนช่วยในการลดการอักเสบ เช่น การอักเสบของข้อ ทั้งยังสำคัญต่อบำรุงขนและผิวหนังอีกด้วย ดังนั้นจึงควรเลือกอาหารที่ประกอบด้วยกรดไขมันเหล่านี้ในปริมาณที่เพียงพอต่อสุนัขในแต่ละช่วงวัย

ดังนั้นผู้เลี้ยงควรเลือกอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการที่ครบถ้วน เช่น PRO PLAN® MEDIUM ADULT PUPPY ที่เสริมภูมิคุ้นกันของลูกสุนัขด้วยคุณค่าจากโคลอสตรัม และ DHA ที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของระบบประสาทและการมองเห็น หรือ PRO PLAN® MEDIUM ADULT ที่มีสารอาหารที่ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และมีพรีไบโอติก (Prebiotic) ที่ช่วยให้ย่อยง่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมไปใช้ของร่างกาย นอกจากนี้สุนัขบูลด็อกยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่าย อาหารสุนัข PRO PLAN® ALL SIZE Adult Sensitive Skin & Stomach ที่ผลิตมาจากโปรตีนคุณภาพสูงอย่างเนื้อปลาแซลมอน และทูน่า ซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง และทำงานร่วมกับโอเมก้า 6 ช่วยบำรุงผิวหนังให้แข็งแรงและขนสวยเงางาม นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจาการแพ้โปรตีนจากไก่ได้อีกด้วย

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

โครงหน้าสั้นที่เป็นเอกลักษณ์ของบูลด็อกนั้นส่งผลให้สุนัขพันธุ์นี้อาจมีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคผิวหนัง โรคทางกระดูกและข้อ โดยเฉพาะโรคทางระบบเดินหายใจที่มักเกิดในกลุ่มสุนัขที่มีโครงหน้าสั้น (Brachycephalic breed) ดังนั้นผู้ที่ต้องการเลี้ยงสุนัขบูลด็อกต้องรับรู้ว่าคุณจะต้องรับมือกับโรคเหล่านี้ • โรคข้อสะโพกเสื่อม (Hip dysplasia) โรคข้อสะโพกเสื่อมเป็นภาวะที่พบได้มากในสุนัขพันธุ์กลางถึงใหญ่ โดยเฉพาะสุนัขที่มีน้ำหนักตัวมาก อาการที่สังเกตเห็นได้คือสุนัขจะเดินขากะเผลกและแสดงอาการเจ็บที่ขาหลังขณะเดินหรือขณะลุกยืน ปัญหานี้สามารถป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและควบคุมอาหาร โดยให้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนและสมดุล เช่น PRO PLAN® MEDIUM ADULT ที่มีสารอาหารที่ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และมีพรีไบโอติก (Prebiotic) ที่ช่วยให้ย่อยง่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมไปใช้ของร่างกาย • โรคลูกสะบ้าเคลื่อน (Patellar luxation) หรือบางครั้งเรียกว่าโรคข้อเข่าเคลื่อน โดยส่วนใหญ่โรคนี้มักเกิดในสุนัขพันธุ์เล็ก การที่ลูกสะบ้าเคลื่อนหรือหลุดออกจากเบ้า ทำให้สุนัขมีอาการเจ็บที่ขาหลัง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ข้อเข่าเกิดการอักเสบตามมาได้ เช่นเดียวกับโรคข้อสะโพกเสื่อม นั่นคือโรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และควบคุมอาหารเพื่อลดการสะสมของไขมันในร่างกาย ในขณะเดียวกันสุนัขก็ยังจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ดังนั้น PRO PLAN® MEDIUM ADULT จึงเป็นทางเลือกที่ดี ชะลอความเสื่อมของร่างกายด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และมีพรีไบโอติก (Prebiotic) ที่ช่วยให้ย่อยง่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมไปใช้ของร่างกาย • โรคขี้เรื้อนชนิดเปียก (Demodicosis) โรคขี้เรื้อนชนิดเปียกเกิดจากไรขี้เรื้อน (Demodex) ซึ่งอาศัยอยู่ในรูขุมขนของสุนัข อาการส่วนใหญ่จะพบว่าสุนัขมีรูขุมขนอักเสบและคันมาก รวมถึงอาการผื่นแดงอักเสบ โรคขี้เรื้อนชนิดเปียกอาจเกิดเฉพาะจุด โดยเฉพาะบริเวณหัว หน้า และเท้า หรือเกิดการอักเสบทั่วทั้งตัวได้ ปัญหานี้สามารถป้องกันได้โดยการให้ยาป้องกันปรสิตภายนอก ร่วมกับการให้อาหารที่เหมาะสม เช่น PRO PLAN® ALL SIZE Adult Sensitive Skin &; Stomach ที่ทำมาจากโปรตีนคุณภาพสูงอย่างเนื้อปลาแซลมอน และทูน่า ซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง และทำงานร่วมกับโอมก้า 6 ช่วยบำรุงผิวหนังให้แข็งแรงและขนสวยเงางาม นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจาการแพ้โปรตีนจากไก่ได้อีกด้วย • กลุ่มอาการเกี่ยวกับสุนัขพันธุ์หน้าสั้น (Brachycephalic syndrome) กลุ่มอาการนี้เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจและพบได้บ่อยในกลุ่มสุนัขพันธุ์หน้าสั้น เนื่องจากสุนัขเหล่านี้มีโครงหน้ากว้างและจมูกสั้น จึงทำให้ทางเดินหายใจแคบ รวมถึงเพดานอ่อนยาวจนไปปิดทางเดินหายใจ จึงเป็นสาเหตุให้สุนัขกลุ่มนี้หายใจเสียงดังและนอนกรน และเมื่อมีการออกกำลังกายหนัก ๆ อาจทำให้หายใจไม่ทัน เนื่องจากอากาศถ่ายเทไปยังปอดไม่สะดวก ซึ่งการเลือกอาหารที่เหมาะสม เช่น PRO PLAN® MEDIUM ADULT ผลิตจากโปรตีนที่มีคุณภาพสูง มีระดับสารอาหารที่เหมาะสมต่อความต้องการของสุนัข ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ร่วมกับการออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสมจะช่วยลดการสะสมของไขมันในร่างกาย ซึ่งส่งผลช่วยลดความรุนแรงของกลุ่มอาการเหล่านี้ได้

สุนัขพันธุ์นี้กับเด็ก

สุนัขบูลด็อกส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการอยู่ร่วมกัน พวกเขาสามารถปรับตัวเป็นเพื่อนของทุกคนได้อย่างดี ทั้งคนในครอบครัวรวมถึงกับคนแปลกหน้า และยังรวมถึงระหว่างสุนัขและสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นอีกด้วย แต่ข้อควรระวังคือบางครั้งสุนัขบูลด็อกอาจแสดงอาการก้าวร้าวได้ เนื่องจากอาการหวงของ แต่ปัญหานี้ป้องกันได้ไม่ยากด้วยการฝึกฝนตั้งแต่สุนัขยังเด็ก หรืออาจบอกสมาชิกในครอบครัวว่าไม่ให้ไปรบกวนสุนัขโดยเฉพาะเวลากินอาหาร ผู้เลี้ยงที่เหมาะกับสายพันธุ์บูลด็อก • สุนัขบูลด็อกเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสุนัขที่มีรูปร่างแข็งแรงกำยำ นิสัยสงบเงียบและไม่ค่อยเห่า • สุนัขบูลด็อกสามารถเลี้ยงในบ้านที่มีพื้นที่น้อยได้ แต่เจ้าของควรมีเวลาพาออกไปเดินเล่นเป็นประจำ • สุนัขบูลด็อกเหมาะสำหรับบ้านที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุ • สุนัขบูลด็อกเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบดูแลเรื่องขนสุนัข ทั้งการแปรงขนหรืออาบน้ำ แต่ในทางกลับกันคุณต้องรับมือกับเรื่องน้ำลายและการดูแลความสะอาดบริเวณใบหน้าแทน • สุนัขบูลด็อกสามารถเลี้ยงรวมกับสุนัขสายพันธุ์อื่น ๆ แมว หรือสัตว์เลี้ยงประเภทอื่นได้อย่างไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามสุนัขบูลด็อกไม่เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเลี้ยงสุนัขหรือมีประสบการณ์การเลี้ยงสุนัขยังไม่มาก เนื่องจากสุนัขพันธุ์นี้ต้องการการดูแลเรื่องความสะอาดและปัญหาด้านสุขภาพ รวมถึงสุนัขบูลด็อกยังไม่เหมาะกับเจ้าของที่ชื่นชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกับสุนัขอีกด้วย

Zoomed product photo

สุนัขบิชอง ฟริเซ่

สุนัขบิชอง ฟรีเซ่ มีความนิ่งและหน้าตาเฉลียวฉลาด รูปร่างเล็กและสีขนเป็นสีเดียวทั้งตัว ตากับจมูกสีดำสนิทตัดกันกับสีขนที่ขาวราวหิมะและหางเป็นพวงเหมือนขนนกที่โค้งและม้วนกลับมาที่หลัง ด้วยขนที่นุ่มลื่นดุจใยไหมนี้ขดเป็นเกลียวทำให้สุนัขบิชอง ฟริเซ่ดูคล้ายปุยนุ่นเดินได้ เมื่อโตเต็มวัยทั้งเพศผู้และเพศเมียจะสูงประมาณ 23-28 ซม. และหนักประมาณ 3-6 กก.

The need-to-know

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่ไม่เคยเลี้ยงสุนัขมาก่อน
  • ต้องการการฝึกขั้นพื้นฐาน
  • ชอบเดินเบา ๆ
  • ชอบเดินวันละครึ่งชั่วโมง
  • สุนัขขนาดเล็กจิ๋ว
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขทุกวัน
  • สายพันธุ์แพ้ง่าย
  • สุนัขเงียบ
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่าและเตือน
  • เข้ากันกับสัตว์อื่นได้ดี
  • สุนัขครอบครัวที่ดี
บุคลิกภาพ

สุนัขบิชอง ฟริเซ่ มีนิสัยยิ้มแย้ม แจ่มใส และชอบใช้ชีวิตกับคนเป็นครอบครัว ถึงแม้จะชอบใช้เวลาไปท่องเที่ยวกับครอบครัว แต่ก็สอนให้อยู่บ้านตามลำพังได้ เข้าสังคมได้ดี ใช้ชีวิตกับสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ในบ้านได้สบาย ๆ

ประวัติและต้นกำเนิด

หลายศตวรรษก่อน สุนัขพันธุ์บิชอง ฟริเซ่ได้รับความนิยมในฝรั่งเศสและสเปน และเคยปรากฏในภาพวาดของราชวงศ์ทั้งสองประเทศด้วย สุนัขบิชอง ฟริเซ่พัฒนาจากสายพันธุ์ในเกาะต่าง ๆ รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และคาดว่าน่าจะมาจากเกาะเตเนริเฟ (Tenerife) โดยมีพันธุ์ “บิชอง ออฟ มัลตา” หรือ “มัลทีส” เป็นสายพันธุ์ที่คล้ายกัน และในช่วงศตวรรษที่ 14 เป็นช่วงที่ชาวกะลาสีเรือได้นำสุนัขพันธุ์นี้จากเกาะเตเนริเฟเข้าสู่ยุโรป

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขขนาดเล็กมีอัตราเผาผลาญพลังงงานสูง ย่อยอาหารได้รวดเร็ว แต่ด้วยขนาดกระเพาะอาหารที่เล็ก สุนัขบิชอง ฟริเซ่จึงต้องให้กินอาหารปริมาณน้อย แต่แบ่งย่อยเป็นหลายมื้อ อาหารของสุนัขสายพันธุ์เล็กออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีสารอาหารสำคัญในปริมาณที่เหมาะสม และมีขนาดเม็ดที่เล็กพอดีกับขนาดปาก ซึ่งช่วยให้เคี้ยวง่าย ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร

การออกกำลังกาย

แม้สุนัขพันธุ์บิชอง ฟริเซ่จะปรับตัวเข้ากับตารางเวลาของครอบครัวได้ แต่ในแง่ของการออกกำลังกายก็ควรพาไปยืดเส้นยืดสายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีเพื่อเป็นการกระตุ้นสมองของสุนัขด้วย

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

สุนัขบิชอง ฟริเซ่ถือว่าเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่มีสุขภาพแข็งแรงมาก แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องปัญหาสายตาเช่นเดียวกับสุนัขสายพันธุ์เล็กพันธุ์อื่น ๆ และอาจมีปัญหาสะบ้าหัวเข่าที่อาจเคลื่อนหลุดได้ (luxating patellas) นอกจากนี้ยังมักมีอาการตาแฉะและมีแนวโน้มที่จะเป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขบิชอง ฟริเซ่และเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน ถึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข