Machine Name
dog

บูลด็อก (Bulldog)

บูลด็อก (Bulldog – English Bulldog, British Bulldog) คงยากที่จะเชื่อว่าสุนัขที่มีหน้าตาดูเศร้าและง่วงอยู่ตลอดเวลาอย่างสุนัขบูลด็อกนี้ ในอดีตจะถูกใช้ในการต่อสู้กับวัวกระทิงมาก่อน แต่ด้วยรูปร่างที่ล่ำสัน นิสัยร่าเริง และโครงสร้างใบหน้าแบบสุนัขพันธุ์หน้าสั้น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่สุนัขพันธุ์นี้ จะมีปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจที่มักเกิดในกลุ่มสุนัขที่มีโครงหน้าสั้น (Brachycephalic breed) โรคผิวหนัง หรือแม้แต่โรคทางกระดูกและข้อ บทความนี้จึงจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับสุนัขบูลด็อกในทุกแง่มุม ทั้งภาพรวมของสายพันธุ์ ปัญหาและเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพ และกิจกรรมที่เหมาะสม

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่มีประสบการณ์เลี้ยงสุนัข
  • ต้องฝึก
  • ชอบเดินเบา ๆ
  • ชอบเดินวันละครึ่งชั่วโมง
  • สุนัขขนาดกลาง
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขวันเว้นวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขเงียบ
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่า เตือน และปกป้องเจ้าของได้
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก
บุคลิกภาพ

สุนัขบูลด็อก ถือเป็นอีกหนึ่งในสายพันธุ์สุนัขที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัว และผู้คนอื่น ๆ เพราะบูลด็อกเป็นสุนัขที่ค่อนข้างเป็นมิตร รักสงบจนถึงขั้นเฉื่อยชา สุนัขบูลด็อกชอบที่จะนอนหลับบนโซฟาหรือบริเวณที่อากาศเย็นร่วมกับเจ้าของมากกว่าการออกไปผจญภัยในที่ร้อนและเหนื่อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้แปลว่าบูลด็อกจะไม่เล่นกับเจ้าของเลย เพราะบูลด็อกยังคงชอบที่จะเล่นกับเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีอาหารแสนอร่อยเตรียมให้ สุนัขบูลด็อกเป็นสุนัขที่ไม่ค่อยเห่าส่งเสียง คุณจึงสบายใจได้เรื่องการรบกวนเพื่อนบ้าน แต่เนื่องจากสุนัขบูลด็อกมีโครงสร้างใบหน้าที่สั้น จึงทำให้เกิดปัญหาหายใจเสียงดังและนอนกรน

ความดื้อเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คนเลี้ยงสุนัขบูลด็อกส่วนใหญ่ต้องเผชิญ ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจ สุนัขพันธุ์นี้จะไม่ยอมปฏิบัติตามเลย อย่างไรก็ตามเราสามารถรับมือกับความดื้อของสุนัขพันธุ์นี้ได้ โดยการฝึกสุนัขอย่างเหมาะสม เช่น การให้รางวัลหลังจากที่สุนัขปฏิบัติตามคำสั่ง การไม่ลงโทษสุนัขอย่างไร้เหตุผล เป็นต้น

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: สหรัฐอเมริกา

 

หากคุณเห็นภาพวาดของสุนัขบูลด็อกในช่วงยุควิคตอเรียของประเทศอังกฤษ คุณอาจไม่เชื่อว่านี่คือบรรพบุรุษของสุนัขบูลด็อกที่คุณรู้จัก เนื่องจากในอดีตสุนัขบูลด็อกเป็นสุนัขที่ใช้ต่อสู้ในเกมกีฬาที่เรียกว่า บูลเบทติ้ง (Bull Baiting) แต่ด้วยความโหดร้ายของกีฬาดังกล่าว สุนัขบูลด็อกจึงถูกปรับปรุงพันธุ์ให้กลายมาเป็นเพื่อนของมนุษย์ในที่สุด

สุนัขบูลด็อก (เวอร์ชั่นใหม่) ถูกเปิดตัวครั้งแรกในงานแสดงสุนัขประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1860 ต่อมาสุนัขบูลด็อกก็ค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น จนในปี ค.ศ.1864 ได้มีการตั้งสมาคมสุนัขบูลด็อกแห่งแรกขึ้นในประเทศอังกฤษ และมีการกำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ของสุนัขบูลด็อก จากนั้นสุนัขบูลด็อกได้ถูกขึ้นทะเบียนโดย American Kennel Club (AKC) ในปี ค.ศ.1890 นอกจากนี้สุนัขบูลด็อกยังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำประเทศ ส่วนทางฝั่งประเทศสหรัฐอเมริกาสุนัขบูลด็อกยังถูกใช้เป็นมาสคอตของทีมกีฬาหลายทีม เช่น ทีมกีฬาของ Yale University และ University of Georgia

มาตรฐานสายพันธุ์บูลด็อก
สุนัขบูลด็อกถูกจัดเป็นสุนัขขนาดกลางที่มีรูปร่างล่ำสัน แต่ไม่ใช่สุนัขที่ใช้เพื่อการกีฬา (Non-sporting dog) โดยความสูงอยู่ที่ประมาณ 12 - 15 นิ้ว น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 18 – 25 กิโลกรัม และอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 8 – 12 ปี สุนัขบูลด็อกจะมีพื้นขนสีขาวและมาร์คกิ้งเฉดสีต่าง ๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นสีน้ำตาล หรือบางสีที่หายาก เช่น เทาเข้ม บลู หรือแม้กระทั่งลายมาร์เบิ้ล

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขบูลด็อกเป็นสุนัขขนาดกลาง ที่สามารถเกิดภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนได้ง่ายมาก ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและข้อตามมา จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมอาหารและควรเลือกให้อาหารที่มีโภชนาการที่ครบถ้วน ดังต่อไปนี้

 

• พลังงาน เช่น ควรเลือกอาหารที่มีปริมาณพลังงานสอดคล้องกับความต้องการของสุนัขในแต่ละช่วงวัย นอกจากนี้ยังควรพิจารณาเลือกวัตถุดิบที่มาจากแหล่งโปรตีนคุณภาพดีเพื่อหลีกเลี่ยงการแพ้ และควรลดการให้อาหารที่มีไขมันสูงมาก เพื่อลดการสะสมของไขมันในร่างกาย ที่อาจเป็นสาเหตุให้สุนัขน้ำหนัก เกินเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเรื่องกระดูกและข้อต่อ

• วิตามิน แร่ธาตุ และสารเสริมอื่น ๆ ถือเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการช่วยเสริมสร้างให้สุนัขมีโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และช่วยลดการอักเสบบริเวณข้อต่อ และสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย

• กรดไขมัน เช่น โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ที่มีส่วนช่วยในการลดการอักเสบ เช่น การอักเสบของข้อ ทั้งยังสำคัญต่อบำรุงขนและผิวหนังอีกด้วย ดังนั้นจึงควรเลือกอาหารที่ประกอบด้วยกรดไขมันเหล่านี้ในปริมาณที่เพียงพอต่อสุนัขในแต่ละช่วงวัย

 

ดังนั้นผู้เลี้ยงควรเลือกอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการที่ครบถ้วน เช่น PRO PLAN® MEDIUM ADULT PUPPY ที่เสริมภูมิคุ้นกันของลูกสุนัขด้วยคุณค่าจากโคลอสตรัม และ DHA ที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของระบบประสาทและการมองเห็น หรือ PRO PLAN® MEDIUM ADULT ที่มีสารอาหารที่ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และมีพรีไบโอติก (Prebiotic) ที่ช่วยให้ย่อยง่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมไปใช้ของร่างกาย นอกจากนี้สุนัขบูลด็อกยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่าย อาหารสุนัข PRO PLAN® ALL SIZE Adult Sensitive Skin & Stomach ที่ผลิตมาจากโปรตีนคุณภาพสูงอย่างเนื้อปลาแซลมอน และทูน่า ซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง และทำงานร่วมกับโอเมก้า 6 ช่วยบำรุงผิวหนังให้แข็งแรงและขนสวยเงางาม นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจาการแพ้โปรตีนจากไก่ได้อีกด้วย

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

โครงหน้าสั้นที่เป็นเอกลักษณ์ของบูลด็อกนั้นส่งผลให้สุนัขพันธุ์นี้อาจมีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคผิวหนัง โรคทางกระดูกและข้อ โดยเฉพาะโรคทางระบบเดินหายใจที่มักเกิดในกลุ่มสุนัขที่มีโครงหน้าสั้น (Brachycephalic breed) ดังนั้นผู้ที่ต้องการเลี้ยงสุนัขบูลด็อกต้องรับรู้ว่าคุณจะต้องรับมือกับโรคเหล่านี้ • โรคข้อสะโพกเสื่อม (Hip dysplasia) โรคข้อสะโพกเสื่อมเป็นภาวะที่พบได้มากในสุนัขพันธุ์กลางถึงใหญ่ โดยเฉพาะสุนัขที่มีน้ำหนักตัวมาก อาการที่สังเกตเห็นได้คือสุนัขจะเดินขากะเผลกและแสดงอาการเจ็บที่ขาหลังขณะเดินหรือขณะลุกยืน ปัญหานี้สามารถป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและควบคุมอาหาร โดยให้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนและสมดุล เช่น PRO PLAN® MEDIUM ADULT ที่มีสารอาหารที่ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และมีพรีไบโอติก (Prebiotic) ที่ช่วยให้ย่อยง่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมไปใช้ของร่างกาย • โรคลูกสะบ้าเคลื่อน (Patellar luxation) หรือบางครั้งเรียกว่าโรคข้อเข่าเคลื่อน โดยส่วนใหญ่โรคนี้มักเกิดในสุนัขพันธุ์เล็ก การที่ลูกสะบ้าเคลื่อนหรือหลุดออกจากเบ้า ทำให้สุนัขมีอาการเจ็บที่ขาหลัง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ข้อเข่าเกิดการอักเสบตามมาได้ เช่นเดียวกับโรคข้อสะโพกเสื่อม นั่นคือโรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และควบคุมอาหารเพื่อลดการสะสมของไขมันในร่างกาย ในขณะเดียวกันสุนัขก็ยังจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ดังนั้น PRO PLAN® MEDIUM ADULT จึงเป็นทางเลือกที่ดี ชะลอความเสื่อมของร่างกายด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และมีพรีไบโอติก (Prebiotic) ที่ช่วยให้ย่อยง่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมไปใช้ของร่างกาย • โรคขี้เรื้อนชนิดเปียก (Demodicosis) โรคขี้เรื้อนชนิดเปียกเกิดจากไรขี้เรื้อน (Demodex) ซึ่งอาศัยอยู่ในรูขุมขนของสุนัข อาการส่วนใหญ่จะพบว่าสุนัขมีรูขุมขนอักเสบและคันมาก รวมถึงอาการผื่นแดงอักเสบ โรคขี้เรื้อนชนิดเปียกอาจเกิดเฉพาะจุด โดยเฉพาะบริเวณหัว หน้า และเท้า หรือเกิดการอักเสบทั่วทั้งตัวได้ ปัญหานี้สามารถป้องกันได้โดยการให้ยาป้องกันปรสิตภายนอก ร่วมกับการให้อาหารที่เหมาะสม เช่น PRO PLAN® ALL SIZE Adult Sensitive Skin &; Stomach ที่ทำมาจากโปรตีนคุณภาพสูงอย่างเนื้อปลาแซลมอน และทูน่า ซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง และทำงานร่วมกับโอมก้า 6 ช่วยบำรุงผิวหนังให้แข็งแรงและขนสวยเงางาม นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจาการแพ้โปรตีนจากไก่ได้อีกด้วย • กลุ่มอาการเกี่ยวกับสุนัขพันธุ์หน้าสั้น (Brachycephalic syndrome) กลุ่มอาการนี้เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจและพบได้บ่อยในกลุ่มสุนัขพันธุ์หน้าสั้น เนื่องจากสุนัขเหล่านี้มีโครงหน้ากว้างและจมูกสั้น จึงทำให้ทางเดินหายใจแคบ รวมถึงเพดานอ่อนยาวจนไปปิดทางเดินหายใจ จึงเป็นสาเหตุให้สุนัขกลุ่มนี้หายใจเสียงดังและนอนกรน และเมื่อมีการออกกำลังกายหนัก ๆ อาจทำให้หายใจไม่ทัน เนื่องจากอากาศถ่ายเทไปยังปอดไม่สะดวก ซึ่งการเลือกอาหารที่เหมาะสม เช่น PRO PLAN® MEDIUM ADULT ผลิตจากโปรตีนที่มีคุณภาพสูง มีระดับสารอาหารที่เหมาะสมต่อความต้องการของสุนัข ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ร่วมกับการออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสมจะช่วยลดการสะสมของไขมันในร่างกาย ซึ่งส่งผลช่วยลดความรุนแรงของกลุ่มอาการเหล่านี้ได้

 

สุนัขพันธุ์นี้กับเด็ก

 

สุนัขบูลด็อกส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการอยู่ร่วมกัน พวกเขาสามารถปรับตัวเป็นเพื่อนของทุกคนได้อย่างดี ทั้งคนในครอบครัวรวมถึงกับคนแปลกหน้า และยังรวมถึงระหว่างสุนัขและสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นอีกด้วย แต่ข้อควรระวังคือบางครั้งสุนัขบูลด็อกอาจแสดงอาการก้าวร้าวได้ เนื่องจากอาการหวงของ แต่ปัญหานี้ป้องกันได้ไม่ยากด้วยการฝึกฝนตั้งแต่สุนัขยังเด็ก หรืออาจบอกสมาชิกในครอบครัวว่าไม่ให้ไปรบกวนสุนัขโดยเฉพาะเวลากินอาหาร ผู้เลี้ยงที่เหมาะกับสายพันธุ์บูลด็อก • สุนัขบูลด็อกเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสุนัขที่มีรูปร่างแข็งแรงกำยำ นิสัยสงบเงียบและไม่ค่อยเห่า • สุนัขบูลด็อกสามารถเลี้ยงในบ้านที่มีพื้นที่น้อยได้ แต่เจ้าของควรมีเวลาพาออกไปเดินเล่นเป็นประจำ • สุนัขบูลด็อกเหมาะสำหรับบ้านที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุ • สุนัขบูลด็อกเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบดูแลเรื่องขนสุนัข ทั้งการแปรงขนหรืออาบน้ำ แต่ในทางกลับกันคุณต้องรับมือกับเรื่องน้ำลายและการดูแลความสะอาดบริเวณใบหน้าแทน • สุนัขบูลด็อกสามารถเลี้ยงรวมกับสุนัขสายพันธุ์อื่น ๆ แมว หรือสัตว์เลี้ยงประเภทอื่นได้อย่างไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามสุนัขบูลด็อกไม่เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเลี้ยงสุนัขหรือมีประสบการณ์การเลี้ยงสุนัขยังไม่มาก เนื่องจากสุนัขพันธุ์นี้ต้องการการดูแลเรื่องความสะอาดและปัญหาด้านสุขภาพ รวมถึงสุนัขบูลด็อกยังไม่เหมาะกับเจ้าของที่ชื่นชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกับสุนัขอีกด้วย

 

สุนัขบิชอง ฟริเซ่

สุนัขบิชอง ฟรีเซ่ มีความนิ่งและหน้าตาเฉลียวฉลาด รูปร่างเล็กและสีขนเป็นสีเดียวทั้งตัว ตากับจมูกสีดำสนิทตัดกันกับสีขนที่ขาวราวหิมะและหางเป็นพวงเหมือนขนนกที่โค้งและม้วนกลับมาที่หลัง ด้วยขนที่นุ่มลื่นดุจใยไหมนี้ขดเป็นเกลียวทำให้สุนัขบิชอง ฟริเซ่ดูคล้ายปุยนุ่นเดินได้ เมื่อโตเต็มวัยทั้งเพศผู้และเพศเมียจะสูงประมาณ 23-28 ซม. และหนักประมาณ 3-6 กก.

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่ไม่เคยเลี้ยงสุนัขมาก่อน
  • ต้องการการฝึกขั้นพื้นฐาน
  • ชอบเดินเบา ๆ
  • ชอบเดินวันละครึ่งชั่วโมง
  • สุนัขขนาดเล็กจิ๋ว
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขทุกวัน
  • สายพันธุ์แพ้ง่าย
  • สุนัขเงียบ
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่าและเตือน
  • เข้ากันกับสัตว์อื่นได้ดี
  • สุนัขครอบครัวที่ดี
บุคลิกภาพ

สุนัขบิชอง ฟริเซ่ มีนิสัยยิ้มแย้ม แจ่มใส และชอบใช้ชีวิตกับคนเป็นครอบครัว ถึงแม้จะชอบใช้เวลาไปท่องเที่ยวกับครอบครัว แต่ก็สอนให้อยู่บ้านตามลำพังได้ เข้าสังคมได้ดี ใช้ชีวิตกับสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ในบ้านได้สบาย ๆ

 

ประวัติและต้นกำเนิด

หลายศตวรรษก่อน สุนัขพันธุ์บิชอง ฟริเซ่ได้รับความนิยมในฝรั่งเศสและสเปน และเคยปรากฏในภาพวาดของราชวงศ์ทั้งสองประเทศด้วย สุนัขบิชอง ฟริเซ่พัฒนาจากสายพันธุ์ในเกาะต่าง ๆ รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และคาดว่าน่าจะมาจากเกาะเตเนริเฟ (Tenerife) โดยมีพันธุ์ “บิชอง ออฟ มัลตา” หรือ “มัลทีส” เป็นสายพันธุ์ที่คล้ายกัน และในช่วงศตวรรษที่ 14 เป็นช่วงที่ชาวกะลาสีเรือได้นำสุนัขพันธุ์นี้จากเกาะเตเนริเฟเข้าสู่ยุโรป

 

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขขนาดเล็กมีอัตราเผาผลาญพลังงงานสูง ย่อยอาหารได้รวดเร็ว แต่ด้วยขนาดกระเพาะอาหารที่เล็ก สุนัขบิชอง ฟริเซ่จึงต้องให้กินอาหารปริมาณน้อย แต่แบ่งย่อยเป็นหลายมื้อ อาหารของสุนัขสายพันธุ์เล็กออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีสารอาหารสำคัญในปริมาณที่เหมาะสม และมีขนาดเม็ดที่เล็กพอดีกับขนาดปาก ซึ่งช่วยให้เคี้ยวง่าย ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร

 

การออกกำลังกาย

แม้สุนัขพันธุ์บิชอง ฟริเซ่จะปรับตัวเข้ากับตารางเวลาของครอบครัวได้ แต่ในแง่ของการออกกำลังกายก็ควรพาไปยืดเส้นยืดสายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีเพื่อเป็นการกระตุ้นสมองของสุนัขด้วย

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

สุนัขบิชอง ฟริเซ่ถือว่าเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่มีสุขภาพแข็งแรงมาก แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องปัญหาสายตาเช่นเดียวกับสุนัขสายพันธุ์เล็กพันธุ์อื่น ๆ และอาจมีปัญหาสะบ้าหัวเข่าที่อาจเคลื่อนหลุดได้ (luxating patellas) นอกจากนี้ยังมักมีอาการตาแฉะและมีแนวโน้มที่จะเป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

 

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

 

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขบิชอง ฟริเซ่และเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน ถึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

 

บีเกิ้ล (Beagle)

ถ้าให้นึกถึงน้องหมาขนสั้น ขนาดลำตัวกะทัดรัด แสนฉลาด ที่พกความร่าเริงสนุกสนานมาด้วยแบบเต็มกระเป๋า มีจมูกที่ดมกลิ่นได้เก่งไม่เป็นรองใคร และมีความน่ารักแบบล้น ๆ จนหลาย ๆ คนเห็นแล้วก็อยากจะเข้าไปกอด แน่นอนว่าสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล (Beagle) จะเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ใครก็ต้องนึกถึง แต่ถึงแม้ว่าบีเกิ้ลจะมีขนาดตัวที่กำลังกะทัดรัด และเป็นเพื่อนกับเด็ก ๆ เป็นอย่างดีก็ตาม ต้องขอบอกว่าบีเกิ้ลมีมุมดื้อเล็ก ๆ รั้นหน่อย ๆ กับพลังแสนจะล้นเหลือ เจ้าของบีเกิ้ลจึงต้องหาเทคนิคในการสอน รวมทั้งดูแลบีเกิ้ลให้มีสุขภาพที่ดี พร้อมแล้วมาทำความรู้จักกับบีเกิ้ลกันให้มากขึ้นกันเลยดีกว่า แล้วจะรู้ว่าทำไมใคร ๆ ก็หลงรักสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่้เคยเลี้ยงสุนัขมาบ้าง
  • ต้องฝึกมากกว่าปกติ
  • ชอบเดินเป็นประจำ
  • ชอบเดินวันละ 1-2 ชั่วโมง
  • สุนัขขนาดกลาง
  • น้ำลายไหลได้บ้าง
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขส่งเสียงเห่ามากเป็นพิเศษ
  • ไม่ใช่สุนัขเฝ้าบ้าน
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • สุนัขครอบครัวที่ดี
อายุเฉลี่ย:
12-15 ปี
น้ำหนัก:
10-11 กิโลกรัม
ส่วนสูง:
33-40 เซนติเมตร
สีขน:
Tricolour (black, tan and white); blue, white and tan; badger pied; hare pied; lemon pied; lemon and white; red and white; tan and white; black and white; all white. These colours can also be mottled, with the exception of all white
ขนาดตัว:
ขนาดกลาง
ชื่อกลุ่มคนเลี้ยงสุนัข:
พันธุ์นักล่า
บุคลิกภาพ

บีเกิ้ลมีลักษณะนิสัยที่อ่อนโยน และมักสร้างเสียงหัวเราะให้กับเจ้าของด้วยความน่ารักและตลกขี้เล่น แต่ในความน่ารักนั้นก็มีความซนพลังล้นซ่อนอยู่ด้วยเหมือนกัน (ซึ่งบางทีก็อาจทำให้เจ้าของหัวเราะได้ทั้งน้ำตา) และบีเกิ้ลก็ไม่ต่างจากสุนัขสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ต้องการได้รับความเอาใจใส่ดูแลจากเจ้าของ ชอบการเข้าสังคมพบปะผู้คนหลากหลาย ชอบออกไปเที่ยว ได้มองเห็น ได้ยินเสียงใหม่ ๆ และตอบรับกับทุกประสบการณ์ที่เจ้าของมอบให้ ดังนั้นเคล็ดไม่ลับในการฟูมฟักลูกสุนัขสายพันธุ์นี้ก็คือการให้บีเกิ้ลอยู่ท่ามกลางหมู่เพื่อนสัตว์เลี้ยง รับรองว่าจะสร้างความแฮปปี้ให้กับเจ้าบีเกิ้ลได้มากกว่าปล่อยให้บีเกิ้ลอยู่ตามลำพังในบ้าน เพราะถ้าปล่อยบีเกิ้ลไว้ที่สนามหญ้าหลังบ้านไว้เพียงตัวเดียว บีเกิ้ลก็อาจหาวิธีสร้างความสนุก (แต่ชวนปวดหัว) ด้วยการเห่าหอน ขุดดิน หรือพยายามหนีจากบริเวณนั้นออกมาได้

 

ประวัติและต้นกำเนิด

สุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีประวัติมายาวนานนับศตวรรษ แม้ว่าที่มาของชื่อ บีเกิ้ล อาจจะยังไม่เป็นที่ทราบชัดเจนนัก แต่ก็เชื่อกันว่ามาจากภาษาฝรั่งเศส begueule, beugler หรืออาจมาจากคำในภาษาอังกฤษ beag ภาษาเยอรมัน begele ก็เป็นไปได้เช่นกัน ที่มาของสายพันธุ์บีเกิ้ลนั้นเชื่อกันว่าเป็นสายพันธุ์สุนัขที่สืบเชื้อสายมาจากสุนัขที่ใช้ล่าสัตว์ โดยจัดอยู่ในกลุ่มสุนัขล่าสัตว์ขนาดเล็ก ช่วยล่าสัตว์ เช่น กระต่าย นิยมเลี้ยงมากในอังกฤษ และมีการผสมพันธุ์กับสุนัขที่อยู่ในท้องถิ่น ว่ากันว่า พระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 1 ได้นำเอาสุนัขพันธุ์ทัลบอต (ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว) มาที่อังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1066 และเป็นต้นตระกูลของสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล และฟอกซ์ฮาวน์ บีเกิ้ล กลายเป็นสุนัขสายพันธุ์ยอดนิยมในประเทศอังกฤษในช่วงของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่สอง (ปี ค.ศ.1307-1327) และพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 (ปี ค.ศ.1485-1509)

 

ซึ่งบีเกิ้ลขนาดจิ๋วที่เรียกกันว่า Glove Beagle นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคนั้น เพราะเป็นสุนัขที่มีขนาดเล็กจนสามารถถือไว้ในมือได้ โดยในยุคของพระนางอลิซาเบธที่ 1 (ปี ค.ศ. 1533-1603) ได้เลี้ยงสุนัขสายพันธุ์นี้ที่มีขนาดเล็กฉบับกระเป๋า โดยมีความสูงเพียง 9 นิ้วเท่านั้น เริ่มมีการนำบีเกิ้ลมาเลี้ยงในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงหลังจากเหตุการณ์สงครามกลางเมือง และเป็นที่นิยมในหมู่นักล่ากระต่ายแทบจะทันที มีการจดทะเบียนสายพันธุ์บีเกิ้ลโดยสมาคมพัฒนาสายพันธุ์สุนัขแห่งอเมริกา (AKC) ในปี 1885 ซึ่งในปัจจุบันชื่อบีเกิ้ลในความหมายแถบอเมริกาเหนือจะหมายถึงสายพันธุ์ที่มีจมูกดีเป็นเลิศ เสียงไพเราะ และกระตือรื้อร้นในการล่ากระต่ายนั่นเอง

 

ลักษณะของสายพันธุ์บีเกิ้ล (Beagle) โดยสรุป
บีเกิ้ลโดดเด่นในเรื่องการเป็นสุนัขล่าสัตว์ที่เก่งไม่แพ้กับสายพันธุ์ไหน ๆ มีความจงรักภักดีกับเจ้าของ ด้วยความน่ารัก ร่าเริงสดใส เป็นสุนัขที่มักเรียกเสียงหัวเราะให้กับเจ้าของได้อยู่เสมอ ชอบทำกิจกรรมร่วมกับสุนัขตัวอื่น ๆ แบบเป็นกลุ่ม เรียกว่าเข้าสังคมได้เก่งไม่แพ้ใคร ไม่ว่าจะเป็นกับสุนัข เด็ก หรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น จุดเด่นของบีเกิ้ลคือใบหูที่ยาวเป็นเอกลักษณ์ และจมูกที่ไวทำงานอย่างดีเยี่ยม เพราะมีต่อมรับกลิ่นมากถึง 220 ล้านหน่วย (เทียบกับในคนที่มีเพียง 5 ล้านหน่วย) ทำให้บีเกิ้ลยืนหนึ่งเรื่องการดมกลิ่น จัดเป็นสุนัขในกลุ่มสุนัขนักดม หรือ Scenthounds รับบทเด่นในกีฬาล่าสัตว์ขนาดเล็กในอดีต และด้วยความสามารถด้านการดมกลิ่นที่ไม่เป็นรองใครนี้เอง บีเกิ้ลจึงได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยตรวจสอบวัตถุผิดกฎหมายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด วัตถุระเบิด ต่าง ๆ ในสนามบินอีกด้วย นอกจากความสามารถด้านการดมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของบีเกิ้ลแล้ว สุนัขพันธุ์บีเกิ้ลก็ยังขึ้นชื่อเรื่องความซน และสอนค่อนข้างยาก (ก็เค้าเป็นตัวของตัวเองนี่นา) หลาย ๆ คนจึงแนะนำให้พาบีเกิ้ลไปฝึกที่โรงเรียนฝึกสุนัขอย่างเหมาะสมจะดีต่อทั้งเจ้าของและสุนัขเองมากกว่า

 

ทำความรู้จักกับบีเกิ้ล (Beagle) เพิ่มเติม
ขนาดของบีเกิ้ล (Beagle)
บีเกิ้ลจัดเป็นสุนัขขนาดกลาง โดยสมาคมพัฒนาสายพันธุ์สุนัขแห่งอเมริกา (AKC) ได้แบ่งสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีความสูงไม่เกิน 13 นิ้ว และกลุ่มที่มีความสูงไม่เกิน 15 นิ้ว (วัดความสูงจนถึงบริเวณไหล่ของสุนัข) น้ำหนักเฉลี่ยของบีเกิ้ลอยู่ที่ 8-13.6 กิโลกรัม อายุโดยเฉลี่ยของบีเกิ้ลอยู่ที่ 10-15 ปี

โภชนาการและการให้อาหาร

ควรเลือกอาหารที่มีสารอาหารจำเป็นสำหรับร่างกายของบีเกิ้ลอย่างครบถ้วน เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และกิจกรรมในแต่ละวันของสุนัขสายพันธุ์นี้ ที่สำคัญควรเน้นไปที่การออกกำลังกาย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาโรคอ้วนที่อาจเกิดได้ในอนาคต

1. โปรตีน : เพื่อสร้างเนื้อเยื่อที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย ในอาหารควรมีกรดอะมิโนซึ่งเป็นหน่วยย่อย ของโปรตีนอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนชนิดที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้
2. คาร์โบไฮเดรต : เพื่อเป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เซลล์ประสาท เซลล์หัวใจ และเม็ดเลือดแดง อาหารที่มีคุณภาพดีควรมีการคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคอ้วนในสุนัขสายพันธุ์นี้
3. ไขมัน : ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยให้พลังงานได้สูงกว่าโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ไขมันยังช่วยในการดูดซึมวิตามิน อี ดี เอ และเค รวมถึงยังดูแลให้ความอบอุ่น และมีส่วนช่วยในระบบห่อหุ้มร่างกาย เช่น โอเมก้า 3 และ 6 ที่ช่วยบำรุงผิวหนังและขน
4. วิตามิน และแร่ธาตุ : แม้ร่างกายจะต้องการวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณน้อย แต่หากได้รับไม่เพียงพอหรือได้รับมากเกินไป ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย และทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติได้ ตัวอย่างวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายสุนัขต้องการ ได้แก่ วิตามินบี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น
นอกเหนือจากสารอาหารหลักที่ควรมีอย่างครบถ้วนตามหลักโภชนาการแล้ว ก็ควรเลือกอาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพดี เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล เลือกอาหารที่เน้นการคัดสรรวัตถุดิบหลักมาจากธรรมชาติปราศจากสีและวัตถุปรุงแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์ โดยมีการคำนวนสารอาหารให้มีปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของร่างกายสุนัข เพื่อให้สุนัขมีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก อย่างเช่น

SUPERCOAT (ซุปเปอร์โค้ท) สูตรสุนัขโตพันธุ์เล็ก

ที่เสริมการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกายสุนัขให้เหมาะกับกิจกรรมในแต่ละวัน และมีความสมดุลกับความต้องการด้านโภชนาการของสุนัขสายพันธุ์เล็กโดยเฉพาะ อร่อยกับรสชาติที่ได้จากวัตถุดิบแท้ ๆ จากธรรมชาติ เพิ่มพลังงานด้วยวิตามินบี เพื่อการนำพลังงานไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เม็ดอาหารมีขนาดเหมาะสมช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหาร และยังมีโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยให้ขนเงางามมีสุขภาพดี ที่สำคัญสูตรอาหารยังเน้นไปที่การเสริมสร้างสุขภาพหัวใจและดีต่อระบบเผาผลาญที่รวดเร็วของสุนัขสายพันธุ์เล็ก เพื่อให้สุนัขมีสุขภาพดีและมีชีวิตที่ยืนยาว

การออกกำลังกาย

บีเกิ้ลที่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นจะมีพลังงานล้นเหลือ อยากจะเล่นอยากจะออกกำลังตลอดทั้งวัน ดังนั้นเจ้าของบีเกิ้ลจึงควรหาเวลาพาบีเกิ้ลไปเดิน (หรืออาจจะวิ่ง) ด้วยกัน หากต้องการที่จะปล่อยบีเกิ้ลให้วิ่งเล่นในพื้นที่กว้าง ๆ เจ้าของควรจะฝึกเกิ้ลให้กลับมาหาเราเมื่อเรียกด้วย เมื่อบีเกิ้ลอายุมากขึ้นความแอคทีฟของสุนัขสายพันธุ์นี้มักจะลดลงไปด้วย หลายบ้านพบว่าบีเกิ้ลสามารถนอนอยู่ในบ้านได้เลยยาว ๆ ทั้งวัน แต่ด้วยนิสัยรักการกินของบีเกิ้ลที่ไม่เปลี่ยนแปลง อาจทำให้บีเกิ้ลมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาน้ำหนักเกิน จนนำไปสู่การเกิดปัญหาเรื่องกระดูกและข้อต่อได้ ฉายา Scenthound สุนัขยอดนักดมของบีเกิ้ลไม่ได้มาเล่น ๆ เมื่อบีเกิ้ลมีโอกาสออกไปสำรวจพื้นที่นอกบ้าน ควรระวังไม่ให้ออกไปไกลหูไกลตาเจ้าของสัตว์ เพราะความช่างสงสัยอาจทำให้บีเกิ้ลเผลอมุดออกไปดมสำรวจโลกกว้างข้างนอกได้ ซึ่งข้อนี้ถือเป็นข้อควรระวังสำคัญสำหรับเจ้าของบีเกิ้ล

 

ข้อมูลอื่นๆ

ลักษณะนิสัย

 

บีเกิ้ลมีลักษณะนิสัยที่อ่อนโยน และมักสร้างเสียงหัวเราะให้กับเจ้าของด้วยความน่ารักและตลกขี้เล่น แต่ในความน่ารักนั้นก็มีความซนพลังล้นซ่อนอยู่ด้วยเหมือนกัน (ซึ่งบางทีก็อาจทำให้เจ้าของหัวเราะได้ทั้งน้ำตา) และบีเกิ้ลก็ไม่ต่างจากสุนัขสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ต้องการได้รับความเอาใจใส่ดูแลจากเจ้าของ ชอบการเข้าสังคมพบปะผู้คนหลากหลาย ชอบออกไปเที่ยว ได้มองเห็น ได้ยินเสียงใหม่ ๆ และตอบรับกับทุกประสบการณ์ที่เจ้าของมอบให้ ดังนั้นเคล็ดไม่ลับในการฟูมฟักลูกสุนัขสายพันธุ์นี้ก็คือการให้บีเกิ้ลอยู่ท่ามกลางหมู่เพื่อนสัตว์เลี้ยง รับรองว่าจะสร้างความแฮปปี้ให้กับเจ้าบีเกิ้ลได้มากกว่าปล่อยให้บีเกิ้ลอยู่ตามลำพังในบ้าน เพราะถ้าปล่อยบีเกิ้ลไว้ที่สนามหญ้าหลังบ้านไว้เพียงตัวเดียว บีเกิ้ลก็อาจหาวิธีสร้างความสนุก (แต่ชวนปวดหัว) ด้วยการเห่าหอน ขุดดิน หรือพยายามหนีจากบริเวณนั้นออกมาได้

 

ประวัติความเป็นมา

 

สุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีประวัติมายาวนานนับศตวรรษ แม้ว่าที่มาของชื่อ บีเกิ้ล อาจจะยังไม่เป็นที่ทราบชัดเจนนัก แต่ก็เชื่อกันว่ามาจากภาษาฝรั่งเศส begueule, beugler หรืออาจมาจากคำในภาษาอังกฤษ beag ภาษาเยอรมัน begele ก็เป็นไปได้เช่นกัน ที่มาของสายพันธุ์บีเกิ้ลนั้นเชื่อกันว่าเป็นสายพันธุ์สุนัขที่สืบเชื้อสายมาจากสุนัขที่ใช้ล่าสัตว์ โดยจัดอยู่ในกลุ่มสุนัขล่าสัตว์ขนาดเล็ก ช่วยล่าสัตว์ เช่น กระต่าย นิยมเลี้ยงมากในอังกฤษ และมีการผสมพันธุ์กับสุนัขที่อยู่ในท้องถิ่น ว่ากันว่า พระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 1 ได้นำเอาสุนัขพันธุ์ทัลบอต (ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว) มาที่อังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1066 และเป็นต้นตระกูลของสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล และฟอกซ์ฮาวน์ บีเกิ้ล กลายเป็นสุนัขสายพันธุ์ยอดนิยมในประเทศอังกฤษในช่วงของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่สอง (ปี ค.ศ.1307-1327) และพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 (ปี ค.ศ.1485-1509)

 

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

แม้ว่าภาพรวมด้านสุขภาพของบีเกิ้ลจะอยู่ในระดับที่ดี แต่เจ้าของน้องหมาสายพันธุ์นี้ก็ต้องระมัดระวังเรื่องโรคต่าง ๆ ที่มักเกิดขึ้นกับสายพันธุ์บีเกิ้ลเอาไว้ก่อน โดยโรคที่อาจพบได้ในสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล ได้แก่ - โรคอ้วน และภาวะน้ำหนักเกิน : น้องหมาสายพันธุ์บีเกิ้ลมีแนวโน้มที่จะอ้วนได้ง่าย และมีนิสัยรักการกิน เจ้าของจึงควรพาสุนัขไปออกกำลังกายเป็นประจำ และเลือกอาหารที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของน้องบีเกิ้ลเพื่อให้ได้รับระดับพลังงานที่เหมาะสม - ภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท : เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดที่บริเวณ คอ และ หลังของสุนัขได้ หากเป็นในระดับที่รุนแรง อาจทำให้สูญเสียความรู้สึก อัมพาต และไม่สามารถควบคุมการอุจจาระ ปัสสาวะได้ สำหรับการรักษานั้นสัตวแพทย์จะประเมินจากความรุนแรง รวมบริเวณที่เป็น โดยสัตวแพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อลดความดันบริเวณไขสันหลัง ผลการรักษาอาจไม่สำเร็จได้ในบางราย - ปัญหากระดูก และข้อต่อ : โดยโรคที่พบได้ในบีเกิ้ล เช่น ภาวะข้อสะโพกเสื่อม ซึ่งเป็นปัญหาที่ถ่ายทอดได้ผ่านทางพันธุกรรม โดยสุนัขมักแสดงอาการเจ็บขาหลังเวลาเดินหรือลุกยืน นอกจากนี้ยังอาจพบภาวะสะบ้าเคลื่อน ซึ่งพบได้บ่อยในสุนัขขนาดกะทัดรัด ทำให้เกิดอาการเดินผิดปกติ จะมีการยกขาขึ้นเล็กน้อยขณะเดิน หรือมีการเขย่าขาหรือยืดขาก่อนที่จะกลับมาเดินในท่าปกติ หากเป็นมากอาจลุกลามจนเกิดปัญหาข้ออักเสบ ข้อเสื่อม ตามมาได้ โดยในกรณีที่เป็นมาก สัตวแพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเพื่อรักษา - ปัญหาโรคตา : โรคตาที่สามารถพบได้บ่อยในสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล เช่น โรคเชอร์รี่อาย โดยจะพบหนังตาที่สามของสุนัขปลิ้นออกมาบริเวณหัวตา มีลักษณะคล้ายกับลูกเชอร์รี่นั่นเอง นอกจากนี้ยังอาจพบโรคต้อหิน ซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวดกับสุนัขอย่างมากเนื่องจากมีความดันภายในลูกตาสูงกว่าปกติ ภายนอกจะพบว่าตาของสุนัขมีลักษณะเป็นฝ้าขาว และอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ในที่สุดหากได้รับการรักษาช้าเกินไป - ภาวะลมชัก : เป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทที่พบได้บ่อยในบีเกิ้ล โดยอาจพบว่าสุนัขเป็นลมล้มลงไป ขาเหยียดเกร็ง และหมดสติได้ หากพบปัญหาดังกล่าวควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งส่วนมากสุนัขมักตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดี

 

พื้นที่ในการเลี้ยง

 

เจ้าของที่มีบ้านมีพื้นที่ มีคนหรือสัตว์เลี้ยงอยู่ที่บ้านตลอดทั้งวันที่ต้องการรับสมาชิกเพิ่ม มองมาทางบีเกิ้ลได้เลย เพราะบีเกิ้ลจะเป็นสมาชิกที่น่ารักตัวใหม่ของบ้านคุณแน่นอน แต่เจ้าของก็ต้องมีเวลาพาบีเกิ้ลออกไปปล่อยพลัง ได้วิ่งเล่น ได้ออกกำลัง ได้พาบีเกิ้ลไปฝึกอย่างถูกต้อง รับรองเลยว่าบีเกิ้ลจะเป็นเพื่อนที่ดีกับทุกคนในครอบครัวได้อย่างแน่นอน

 

สุนัขพันธุ์นี้กับเด็ก

 

บีเกิ้ลมีลักษณะนิสัยที่อ่อนโยน และมักสร้างเสียงหัวเราะให้กับเจ้าของด้วยความน่ารักและตลกขี้เล่น แต่ในความน่ารักนั้นก็มีความซนพลังล้นซ่อนอยู่ด้วยเหมือนกัน (ซึ่งบางทีก็อาจทำให้เจ้าของหัวเราะได้ทั้งน้ำตา) และบีเกิ้ลก็ไม่ต่างจากสุนัขสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ต้องการได้รับความเอาใจใส่ดูแลจากเจ้าของ ชอบการเข้าสังคมพบปะผู้คนหลากหลาย ชอบออกไปเที่ยว ได้มองเห็น ได้ยินเสียงใหม่ ๆ และตอบรับกับทุกประสบการณ์ที่เจ้าของมอบให้ ดังนั้นเคล็ดไม่ลับในการฟูมฟักลูกสุนัขสายพันธุ์นี้ก็คือการให้บีเกิ้ลอยู่ท่ามกลางหมู่เพื่อนสัตว์เลี้ยง รับรองว่าจะสร้างความแฮปปี้ให้กับเจ้าบีเกิ้ลได้มากกว่าปล่อยให้บีเกิ้ลอยู่ตามลำพังในบ้าน เพราะถ้าปล่อยบีเกิ้ลไว้ที่สนามหญ้าหลังบ้านไว้เพียงตัวเดียว บีเกิ้ลก็อาจหาวิธีสร้างความสนุก (แต่ชวนปวดหัว) ด้วยการเห่าหอน ขุดดิน หรือพยายามหนีจากบริเวณนั้นออกมาได้

 

รู้หรือไม่

 

ด้วยพื้นฐานของสายพันธุ์บีเกิ้ลที่ชอบอยู่เป็นกลุ่ม บีเกิ้ลจึงแฮปปี้กว่าเมื่อมีเพื่อนอยู่ด้วยมากกว่าที่จะถูกทิ้งให้อยู่ตัวเดียวตามลำพัง ขอแค่มีน้องหมาน้องแมวอยู่เป็นเพื่อนซักนิด บีเกิ้ลก็ไม่เหงาแล้ว และถ้าอยากจะพาบีเกิ้ลออกไปเที่ยวไหน ก็ไม่ใช่ปัญหา เพียงแค่เตรียมตัวสอนบีเกิ้ลให้กลับมาเมื่อถูกเรียก เตรียมน้ำไว้ให้บีเกิ้ลดับกระหายคลายร้อน โดยเลือกสถานที่ที่ไม่ร้อนจัดจนเกินไป และคอยจับตาดูไว้อย่าปล่อยให้บีเกิ้ลไปไกลเกินระยะสายตาเลยเชียวนะ

 

สุนัขบาเซนจิ

สุนัขบาเซนจิ ถือเป็นสุนัขสายพันธุ์เล็กถึงกลาง โดดเด่นด้วยพวงหางที่ม้วนงอและหน้าผากย่น ขนสั้น เรียบ เป็นมันเงา มีให้เลือกทั้งแบบ 2 สี คือน้ำตาลแดงและสีขาว สีดำและสีขาว สีน้ำตาลไหม้และสีขาว สีลายเสือ (ริ้วสีดำ น้ำตาล แทน ทองสลับกัน) สีลายเสือและสีขาว และสามสี ดูมาตรฐานสายพันธุ์เพื่ออ่านรายละเอียดของสุนัขพันธุ์นี้ทั้งหมด เมื่อโตเต็มวัย สุนัขพันธุ์บาเซนจิเพศผู้มีความสูงประมาณ 43 ซม. โดยวัดจากส่วนที่สูงที่สุดของร่างกาย (จากเท้าถึงจุดที่สูงที่สุดของไหล่) ส่วนเพศเมียมีความสูงประมาณ 40 ซม. เพศผู้ที่โตเต็มวัยควรมีน้ำหนักประมาณ 11 กก. และเพศเมียควรมีน้ำหนักประมาณ 9.5 กก.

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่้เคยเลี้ยงสุนัขมาบ้าง
  • ต้องฝึก
  • ชอบเดินเป็นประจำ
  • ชอบเดินวันละ 1 ชั่วโมง
  • สุนัขขนาดกลาง
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขเงียบ
  • ไม่ใช่สุนัขเฝ้าบ้าน
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก
อายุเฉลี่ย:
12-16 ปี
น้ำหนัก:
เพศผู้ที่โตเต็มวัยควรมีน้ำหนักประมาณ 11 กก. และเพศเมียควรมีน้ำหนักประมาณ 9.5 กก
ส่วนสูง:
40-43 เซนติเมตร
สีขน:
แดงขาว ดำขาว น้ำตาลเข้มขาว น้ำตาลลายเสือหรือสลับลายขาว อาจมีถึงสามสีในบางตัว
ขนาดตัว:
ขนาดกลาง
ชื่อกลุ่มคนเลี้ยงสุนัข:
พันธุ์นักล่า
บุคลิกภาพ

สุนัขบาเซนจิมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตรงที่ไม่เคยเห่า แต่จะส่งเสียงคำรามสั้น ๆ ในลำคอเวลาที่ตื่นเต้น นอกจากยังเป็นสุนัขที่ตื่นตัว รักอิสระ เฉลียวฉลาด ทำความสะอาดตัวเองได้ และแทบจะไม่มีกลิ่นตัว สุนัขบาเซนจิยังมีนิสัยคล้ายแมว แถมยังปีนต้นไม้และรั้วได้อีกด้วย สุนัขพันธุ์นี้จะแสดงความรักต่อเจ้าของ และมักเฉยชากับคนแปลกหน้า สุนัขบาเซนจิมักทะเลาะกับสุนัขตัวอื่น จึงจำเป็นต้องฝึกให้เขาเข้าสังคมแต่เนิ่น ๆ

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: แอฟริกา

 

สันนิษฐานว่าสุนัขบาเซนจิเคยเป็นสุนัขทรงเลี้ยงของกษัตริย์ฟาโรห์ ดังจะเห็นได้จากภาพวาดสุนัขสายพันธุ์นี้ในพีระมิดอียิปต์ หลังจากนั้น มีผู้นำสุนัขพันธุ์บาเซนจิเข้ามาในแอฟริกากลางเพื่อใช้กำจัดหนูพันธุ์ต่าง ๆ ในแถบคองโก เพราะหนูในพื้นที่มีขนาดใหญ่ ดุร้าย และเป็นภัยคุกคามต่อปศุสัตว์ของชาวพื้นเมือง จึงต้องอาศัยสุนัขล่าเหยื่อที่เก่ง ๆ

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขสายพันธุ์เล็กรวมทั้งสุนัขบาเซนจิมีอัตราเผาผลาญพลังงานสูง ย่อยอาหารได้รวดเร็ว แต่ด้วยขนาดกระเพาะอาหารที่เล็ก จึงต้องให้กินอาหารปริมาณน้อย แต่แบ่งย่อยเป็นหลายมื้อ อาหารของสุนัขพันธุ์เล็กออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีสารอาหารสำคัญในปริมาณที่เหมาะสม และมีขนาดเม็ดที่เล็กพอดีกับขนาดปาก ซึ่งช่วยให้เคี้ยวง่าย ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร

 

การออกกำลังกาย

สุนัขบาเซนจิถูกเลี้ยงเพื่อล่าสัตว์ในประเทศทุรกันดาร จึงควรพาไปออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง หากออกนานกว่านั้นก็ไม่ปฏิเสธ การฝึกสุนัขบาเซนจิ ควรจะต้องให้เล่นกีฬาสำหรับสุนัขบางประเภทเพื่อบริหารร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง นอกจากนี้สุนัขพันธุ์นี้ยังมีสัญชาตญาณเรื่องถนนต่ำกว่าเพื่อนสายพันธุ์อื่น จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อพาออกกำลังกายใกล้ท้องถนน

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

สุนัขบาเซนจิมีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบเห็นบ่อยที่สุด คือโรคไตกลุ่มอาการแฟนโคนิ (Fanconi Syndrome) และภาวะโลหิตจาง ซึ่งสามารถทดสอบทางพันธุกรรมเพื่อตรวจหาความผิดปกติเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ยังอาจมีโรคตาที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเช่นเดียวกับสายพันธุ์อื่น ๆ จึงควรตรวจสุขภาพตาและตรวจพันธุกรรมของสุนัขก่อนเพาะพันธุ์

 

พื้นที่ในการเลี้ยงสุนัข

 

สุนัขบาเซนจิเป็นสุนัขสายพันธุ์เล็กและไม่ต้องการพื้นที่มากมาย ขอแค่เป็นบ้านที่อบอุ่นมีหน้าต่างให้ชมวิวก็มีความสุขมากแล้ว แต่สุนัขบาเซนจิอาจต้องใช้พื้นที่ในการออกกำลังกายบ้าง ควรกั้นรั้วบริเวณสวนให้มิดชิด แม้ว่าท้ายสุดแล้วความรักสนุกของสุนัขพันธุ์นี้จะเอาชนะความสูงของรั้วหรือต้นไม้ได้อยู่ดี สุนัขบาเซนจิต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษเวลาออกไปข้างนอก

 

การฝึกสุนัข

 

ด้วยความที่บาเซนจิเป็นสุนัขฉลาด แสนรู้ ดังนั้นการฝึกสุนัขทั่วไปไม่คณามือสุนัขพันธุ์นี้แน่นอน! ด้วยทักษะ ความอดทน และการสร้างแรงจูงใจ สุนัขบาเซนจิก็พร้อมเสมอไม่ว่าจะเป็นการฝึกรูปแบบไหน จัดเป็นสุนัขที่มีความคล่องแคล่วว่องไวสูง แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ค่อยเชื่อฟัง โดยเฉพาะเวลาเรียกให้มาหา ทำให้การฝึกเปล่าประโยชน์ในบางครั้ง และต้องไม่ลืมเด็ดขาดว่าสุนัขพันธุ์นี้มีนิสัยชอบแทะ จึงควรเตรียมสิ่งของให้บาเซนจิแทะอยู่เป็นระยะ ๆ

 

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

 

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขบาเซนจิและเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน ถึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

 

รู้หรือไม่

 

สุนัขบาเซนจิเป็นหนึ่งในสุนัขสายพันธุ์เก่าแก่ของโลกนี้ ชื่อสายพันธุ์ก็ได้มาจากชาวเผ่าที่อาศัยในเขตป่าฝนอิตูริ ซึ่งเรียกสุนัขพันธุ์นี้ว่า Basenchi ซึ่งแปลว่า “สุนัขป่าตัวจิ๋ว”

 

สุนัขอลาสกัน มาลามิวท์

สุนัขอลาสกัน มาลามิวท์มีหน้าตาคล้ายหมาป่า เป็นสุนัขสายพันธุ์ใหญ่ รูปร่างสง่างามและมีลักษณะเฉพาะของสายพันธุ์สปิตซ์ คือ หางม้วนโค้งไปถึงหลัง ขนหนา หูตั้ง และโครงหน้าคล้ายสามเหลี่ยมกลับหัว สุนัขอลาสกัน มาลามิวท์ เพศผู้หากโตเต็มวัยจะสูง 64-71 ซม. ส่วนเพศเมียจะสูง 58-66 ซม. และหนักประมาณ 38-56 กก. ขนของสุนัขพันธุ์นีมีหลากสีหลายเฉด ตั้งแต่สีขาวหรือเทาอ่อนไปจนถึงสีดำจากสีทองไปจนถึงสีแดงและสีเงิน พร้อมลายต่าง ๆ

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่มีประสบการณ์เลี้ยงสุนัข
  • ต้องฝึก
  • ชอบเดินออกกำลังกายอย่างหนัก
  • ชอบเดินมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน
  • สุนัขขนาดใหญ่
  • น้ำลายไหลได้บ้าง
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขวันเว้นวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขส่งเสียงเห่ามากเป็นพิเศษ
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่าและเตือน
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก
อายุเฉลี่ย:
12–15 ปี
น้ำหนัก:
38–56 กิโลกรัม
ส่วนสูง:
58–71 เซนติเมตร
สีขน:
สีขาวคู่สีเทาอ่อนจนถึงดำ และสีทองออกไรแดงไปจนถึงน้ำตาลเข้ม พร้อมแต้มตามตัว
ขนาดตัว:
ขนาดใหญ่
ชื่อกลุ่มคนเลี้ยงสุนัข:
สำหรับทำงาน
บุคลิกภาพ

ถึงสุนัขอลาสกัน มาลามิวท์จะดูเหมือนหมาป่า แต่มีนิสัยน่าเอ็นดูและเป็นมิตร อาจไม่เหมาะกับมือใหม่หัดเลี้ยงสุนัข เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ชอบขุดและเห่าหอน มีสัญชาตญาณในการล่าสูง โดยเฉพาะกับเหยื่อที่ตัวเล็กอย่าง กระรอก แมว และสุนัขขนาดเล็ก จึงจำเป็นที่จะต้องฝึกให้เขาเข้าสังคมตั้งแต่เนิ่น ๆ และฝึกทักษะอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต รวมถึงการฝึกเรียกให้มาหาด้วย

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: สหรัฐอเมริกา

 

ชนเผ่าเร่ร่อน “อินูอิต” ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอลาสกา หรือที่เรียกว่าชาว “มาเลมุตส์” (Mahlemuts) นำสุนัขสายพันธุ์นี้มาช่วยลากของหนักในสภาพอากาศที่โหดร้ายและเป็นเพื่อนคู่ใจในการล่าสัตว์ สุนัขอลาสกัน มาลามิวท์ มีบรรพบุรุษเดียวกันกับสุนัขสายพันธุ์อื่นในแถบขั้วโลก เช่น ซามอยด์ และไซบีเรียนฮัสกี แต่สุนัขพันธุ์นี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อแข่งขันด้านความไว แต่เป็นด้านพละกำลัง สุนัขอลาสกัน มาลามิวท์มีขนหนาสองชั้น มีร่างกายกำยำแข็งแกร่งและอดทน จึงไม่แปลกที่สุนัขพันธุ์นี้จะช่วยลากหรือบรรทุกของในการเดินทางแถบขั้วโลกได้

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขสายพันธุ์ใหญ่ ย่อมต้องการอาหารมื้อใหญ่และสารอาหารที่สมดุล มีแร่ธาตุและวิตามินที่ต่างไปจากอาหารของสายพันธุ์ขนาดเล็ก สุนัขอลาสกัน มาลามิวท์มักมีอาการท้องอืดและปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร การให้สุนัขกินน้อยลงแต่บ่อยครั้งยิ่งขึ้นอาจช่วยลดความเสี่ยงของอาการเหล่านี้ได้

 

การออกกำลังกาย

สุนัขอลาสกัน มาลามิวท์ต้องได้ออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน สุนัขพันธุ์นี้ชอบดึง จึงต้องฝึกเดินตามสายจูงแต่เนิ่น ๆ และควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักช่วงอากาศร้อน

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

สุนัขอลาสกัน มาลามิวท์ ก็เหมือนสุนัขอีกหลายสายพันธุ์ที่อาจมีปัญหาตาตามกรรมพันธุ์ และป่วยเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อม จึงควรตรวจสุขภาพตาและสะโพกของสุนัขก่อนผสมพันธุ์

 

พื้นที่ในการเลี้ยงสุนัข

 

บ้านหลังใหญ่พร้อมสวนที่มีรั้วรอบขอบชิดเป็นที่ที่เหมาะกับสุนัขอลาสกัน มาลามิวท์มาก เพราะสามารถวิ่งเล่นได้ทุกวัน สุนัขพันธุ์นี้อาจจะไม่เหมาะกับการเลี้ยงในเมือง เพราะมักจะชอบหอน จะให้ดีควรเลี้ยงในบ้านที่อยู่ห่างไกลจากบ้านคนอื่น ๆ

 

การฝึกสุนัข

 

เพราะด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ สุนัขพันธุ์นี้จำเป็นต้องได้รับการฝึกพื้นฐาน เพราะสุนัขอลาสกัน มาลามิวท์มีสัญชาตญานการลากเลื่อนอยู่มาก ดังนั้นการพาเดินต้องให้สุนัขนำและต้องใช้สายแบบคล้องตัวเพื่อจะได้หยุดสุนัขได้ในเวลาที่ต้องการ การเดินเล่นแบบทั่ว ๆ ไปเป็นสิ่งสุนัขอลาสกัน มาลามิวท์รู้สึกเฉย ๆ เพราะสุนัขพันธุ์นี้ต้องการการวิ่งและฝึกเล่นกีฬาอย่าง Canicross (วิ่งทางไกลพร้อมเจ้าของ) เพื่อปลดปล่อยพฤติกรรมดั้งเดิมของสุนัขสายพันธุ์นี้ สามารถพูดได้เลยว่าสุนัขอลาสกัน มาลามิวท์ต้องคู่กับเจ้าของที่กระตือรือร้นพร้อมให้สุนัขวิ่งออกกำลังไปด้วยกัน การฝึกให้สุนัขมาหาเวลาเรียกก็สำคัญมาก ๆ ซึ่งควรสอนและฝึกให้สุนัข แต่อย่าคาดหวังมากเวลาที่ออกไปข้างนอกแล้วสุนัขเจอเข้ากับกระรอก เพราะถ้าถึงเวลานั้นจะพูดอะไรไปสุนัขก็ไม่ได้ยินแล้ว หากต้องเลี้ยงสุนัขอลาสกัน มาลามิวท์นี้ร่วมกับสัตว์อื่น ควรฝึกให้เข้าสังคมแต่เนิ่น ๆ และควรจับตาดูแลตลอดถึงจะผ่านการฝึกก็ตาม

 

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

 

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขอลาสกัน มาลามิวท์และเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน ถึงจะอยู่อยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

 

รู้หรือไม่

 

สุนัขอลาสกัน มาลามิวท์กับไซบีเรียน ฮัสกี้มีส่วนสำคัญกับเหตุการณ์ Serum Run ปี ค.ศ. 1925 ซึ่งสุนัขสองสายพันธุ์นี้นับ 150 ตัวได้ทำการขนยาปฏิชีวนะสำหรับรักษาโรคคอตีบไปทั่วรัฐอลาสก้าเป็นระยะทางกว่า 1000 กิโลเมตรในเวลาเพียง 5 วัน ช่วยเหลือชาวเมือง Nome และพื้นที่ข้างเคียงจากวิกฤติโรคระบาด ในสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการใช้สุนัขอลาสกัน มาลามิวท์ 450 ตัวขนส่งเสบียงไปให้กองทัพฝรั่งเศสที่ประจำอยู่ตามป้อมบนภูเขา ก่อนหน้านี้มีการใช้สุนัขพันธุ์นี้เพื่อขนส่งจดหมาย และเสบียงให้กับกลุ่มคนที่บุกเบิกอลาสก้าในช่วงแรก ๆ ในช่วงยุคตื่นทอง ก็มีการใช้สุนัขอลาสกัน มาลามิวท์ในการขนส่งอาหารและสิ่งของจำเป็นตามเส้นทางต่าง ๆ ในหุบเขา ยังมีการใช้สุนัขพันธุ์นี้เพื่อดมหากับระเบิด ขนอาวุธ และรับหน้าที่เป็นสุนัขค้นหาและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในสงครามโลกครั้งที่ 2

 

สุนัขอัฟกัน ฮาวนด์

สุนัขอัฟกัน ฮาวด์ เป็นสุนัขล่าเนื้อที่ดูสง่าผ่าเผย ยืนตระหง่านอย่างงดงามและภาคภูมิใจ โดดเด่นด้วยขนยาวเป็นมันเงา เป็นสุนัขสายพันธุ์ใหญ่ เมื่อโตเต็มวัยอาจสูง 68 ถึง 74 ซม. โดยเพศเมียจะสูงน้อยกว่า อยู่ที่ประมาณ 63 ถึง 69 ซม. ขนมันเงางามมีครบทุกสี ตั้งแต่สีดำไปจนถึงสีเงิน อาจมีเพียงสีเดียวหรือไล่สี พร้อมลวดลายหลากหลาย น้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25 กก. โดยมีช่วงน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 20 ถึง 27 กก. ขึ้นอยู่กับเพศและรูปร่างของสุนัข

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่้เคยเลี้ยงสุนัขมาบ้าง
  • ต้องฝึกมากกว่าปกติ
  • ชอบเดินเป็นประจำ
  • ชอบเดินมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน
  • สุนัขขนาดใหญ่
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขช่างพูดและช่างเห่า
  • ไม่ใช่สุนัขเฝ้าบ้าน
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก
อายุเฉลี่ย:
12–14 ปี
น้ำหนัก:
20–27 กิโลกรัม
ส่วนสูง:
63–74 เซนติเมตร
สีขน:
ขนที่มันเงาสลวยของสุนัขพันธุ์นี้มีได้หลายเฉดสี ตั้งแต่สีดำไปจนถึงสีเงิน และลวดลายต่าง ๆ ผสมกันอีกมากมาย
ขนาดตัว:
ขนาดใหญ่
ชื่อกลุ่มคนเลี้ยงสุนัข:
พันธุ์นักล่า
โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขสายพันธุ์ใหญ่ต้องการสารอาหารที่สมดุล มีแร่ธาตุและวิตามินที่ต่างไปจากอาหารของสุนัขสายพันธุ์เล็ก สุนัขอัฟกัน ฮาวด์มักมีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหารและท้องอืด การให้สุนัขกินน้อยลง แต่กินบ่อยครั้งจะช่วยลดความเสี่ยงของอาการเหล่านี้ได้

การออกกำลังกาย

สุนัขอัฟกัน ฮาวด์ที่โตเต็มวัยต้องออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน เป็นสุนัขที่รักการวิ่งอย่างอิสระ ชอบการไล่ล่า ต้องฝึกให้สุนัขจำชื่อตัวเองให้ดีก่อนปล่อยให้ออกกำลังกายในพื้นที่เปิดโล่งและห่างไกลจากการจราจร

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

สุนัขอัฟกัน ฮาวด์โดยทั่วไปมีสุขภาพแข็งแรง และมีปัญหาเฉพาะของสายพันธุ์บ้างเล็กน้อย

 

พื้นที่ในการเลี้ยงสุนัข

 

สุนัขอัฟกันฮาวด์ เป็นสุนัขขนาดใหญ่จึงชอบพื้นที่กว้างทั้งในและนอกบ้าน สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้วิ่งเล่นอย่างปลอดภัย ห่างไกลถนนและสิ่งอันตราย

 

การฝึกสุนัข

 

สุนัขอัฟกันฮาวด์ไม่ชอบถูกฝึก แต่การฝึกให้เข้าสังคมและการฝึกใช้สายจูงแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งจำเป็น เจ้าของควรพยายามฝึกให้สุนัขมาหาเมื่อเรียกชื่อ แต่ถ้าเขาเห็นกระรอกเมื่อไหร่ก็อย่าคาดหวังสูง เพราะเมื่อไหร่ที่สุนัขอัฟกันฮาวด์มีโอกาสได้ล่าเหยื่อ หรือแค่วิ่งไปวิ่งมา เรื่องอื่นก่อนหน้านั้นก็ลืมจะไปจนหมดสิ้น หากต้องอยู่ร่วมชายคากับแมว ลูกสุนัขควรมาจากฟาร์มเพาะพันธุ์ที่เลี้ยงสุนัขและแมวด้วยกัน มิเช่นนั้นจะต้องให้เวลาและดูแลเขาสักพัก ไม่ควรปล่อยให้สุนัขอัฟกันฮาวด์อยู่กับแมวแปลกหน้าหรือสัตว์เล็กอื่น ๆ

 

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

 

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขอัฟกัน ฮาวด์และเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน ถึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

 

รู้หรือไม่

 

ด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง เคยมีผู้ลองให้สุนัขอัฟกันฮาวด์ ไปทดลองวิ่งในสนามแข่งกับสุนัขเกรย์ฮาวด์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสุนัขพันธุ์อัฟกันฮาวด์เป็นสุนัขฉลาดและเจ้าความคิด จะไม่สามารถบังคับให้วิ่งอยู่ในลู่ เพราะอัฟกันฮาวด์สามารถวิ่งตัดทางเพื่อดักหน้าเหยื่อได้สบาย ๆ สุนัขอัฟกันฮาวด์ เป็นหนึ่งในสุนัขสายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุด ตำนานเล่าว่าสายพันธุ์นี้เป็นหนึ่งในสัตว์ที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นไปบนเรือโนอาห์ สุนัขอัฟกันฮาวด์คือหนึ่งในสายพันธุ์สุนัขที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สุนัขอัฟกันฮาวด์ เป็นหนึ่งในสายพันธุ์สุนัขที่ปิกัสโซโปรดปราน สุนัขพันธุ์นี้มีต่อมกลิ่นอยู่บริเวณแก้มและส่งกลิ่นสาบเฉพาะตัวที่ว่ากันว่าค่อนข้างหอมเลยทีเดียว