Machine Name
dog

สุนัขพุดเดิ้ลทอย

สุนัขพุดเดิ้ลทอยเป็นสุนัขที่มีลักษณะสง่างาม ส่วนปากและจมูกเรียว คอยาว ขนหยิก มักมีการตัดแต่งทรง และมีได้หลายเฉดสี ได้แก่ สีคราม เทา เงินเข้ม น้ำตาล น้ำตาลอ่อน และสีครีม เมื่อโตเต็มวัยจะมีความสูงไม่เกิน 28 ซม. และหนักไม่เกิน 4.5 กก.

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่ไม่เคยเลี้ยงสุนัขมาก่อน
  • ต้องการการฝึกขั้นพื้นฐาน
  • ชอบเดินเบา ๆ
  • ชอบเดินวันละครึ่งชั่วโมง
  • สุนัขขนาดเล็กจิ๋ว
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขทุกวัน
  • สายพันธุ์แพ้ง่าย
  • สุนัขช่างพูดและช่างเห่า
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่าและเตือน
  • เข้ากันกับสัตว์อื่นได้ดี
  • สุนัขครอบครัวที่ดี
บุคลิกภาพ

สุนัขพุดเดิ้ลทอยมีชีวิตชีวาและจิตใจดี ทำหน้าที่เป็นสุนัขคู่ใจได้อย่างดีเยี่ยม สามารถเฝ้าบ้านได้ พร้อมเห่าเตือนเมื่อมีแขกมาหา สุนัขพุดเดิ้ลทอยเป็นสุนัขอารมณ์ดี ตอบสนองกับเสียงสูงต่ำได้ไวเป็นพิเศษ และตอบสนองกับการฝึกได้ดี เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้วิธีการเข้าหาสุนัขสายพันธุ์เล็กแต่ความรู้สึกไวพันธุ์นี้อย่างระมัดระวัง

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: เยอรมนี

 

สุนัขพุดเดิ้ลทอยนี้มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ราว 500 ปีที่แล้ว ในช่วงศตวรรษที่ 17-18 สุนัขพันธุ์พุดเดิ้ลเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงที่ต้องการสุนัขที่มีขนาดเล็กกว่าสายพันธุ์เล็กทั่วไป จึงนำไปสู่การพัฒนาสายพันธุ์พุดเดิ้ลทอยขึ้น คำว่า “พุดเดิ้ล” (Poodle) มาจากคำในภาษาเยอรมัน “พูเดล” (pudel) หมายถึง “จอมลุยน้ำ” เนื่องจากสุนัขพุดเดิ้ลพันธุ์มาตรฐาน (ต้นสายพันธุ์ของมินิและทอย) ขึ้นชื่อเรื่องการคาบเหยื่อหรือเก็บสิ่งของต่าง ๆ บนผิวน้ำ

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขพุดเดิ้ลทอย เป็นสุนัขที่มีอัตราการเผาผลาญพลังงานสูง ย่อยอาหารได้รวดเร็ว แต่ด้วยกระเพาะอาหารขนาดเล็ก ควรให้อาหารปริมาณน้อย แต่แบ่งย่อยเป็นหลายมื้อ อาหารของสุนัขพันธุ์เล็กออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีสารอาหารสำคัญในปริมาณที่เหมาะสม และมีขนาดเม็ดที่เล็กพอดีกับขนาดปาก ซึ่งช่วยให้เคี้ยวง่าย ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร

การออกกำลังกาย

สุนัขพุดเดิ้ลทอยไม่ค่อยอยู่นิ่ง ขี้เล่น และชื่นชอบการเล่นกิจกรรมสนุก ๆ เป็นพิเศษ การเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่กระตุ้นการทำงานของสมองและร่างกายเหมาะกับสุนัขพันธุ์นี้ สุนัขพุดเดิ้ลทอยเข้าใจคำสั่งได้อย่างดี มีความคล่องแคล่ว และชอบเล่นกีฬา

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

สุนัขพุดเดิ้ลทอยอาจมีปัญหาสะบ้าหัวเข่าเคลื่อนหลุด (luxating patellas) เช่นเดียวกับสุนัขพันธุ์เล็กพันธุ์อื่น ๆ และเสี่ยงต่อปัญหาบริเวณสะโพก รวมถึงความผิดปกติของดวงตาเนื่องจากพันธุกรรมดังนั้นจึงควรได้รับการตรวจเป็นประจำที่ควรตรวจอย่างสม่ำเสมอ

 

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

 

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขพุดเดิ้ลทอยและเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน และอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)

ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian) สุนัขตัวเล็กหัวใจไม่เล็กและเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพ
ทำความรู้จักปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)
ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian) เป็นสุนัขที่จัดอยู่ในกลุ่ม Toy Group แม้ว่าจะมีขนาดตัวเล็กแต่ปอมเมอเรเนียนกลับครองใจเจ้าของผู้เลี้ยงมาอย่างยาวนาน แถมยังเป็นสายพันธุ์สุดโปรดของทั้งเจ้าของอย่างเราและเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง แถมประวัติของสุนัขสายพันธุ์นี้ยังมีความน่าสนใจไม่แพ้สายพันธุ์ไหน ด้วยขนที่ฟูดูนุ่มน่ากอด หน้าตาจิ้มลิ้ม มีความเป็นมิตร น่ารักมีชีวิตชีวา ขนาดตัวที่แสนกะทัดรัด ช่างเอาอกเอาใจ แอคทีฟแสนกระตือรือร้น และเก่งไม่แพ้สุนัขสายพันธุ์ไหนในสนามประลองความสามารถก็เล่นทำได้ไปเสียหมดทุกเรื่องขนาดนี้ มิน่าล่ะทำไมใครๆ ก็เรียกปอมเมอเรเนียนว่าเป็นสุนัขตัวเล็กแต่ความสามารถรอบด้าน

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่ไม่เคยเลี้ยงสุนัขมาก่อน
  • ต้องการการฝึกขั้นพื้นฐาน
  • ชอบเดินเบา ๆ
  • ชอบเดินวันละครึ่งชั่วโมง
  • สุนัขขนาดเล็กจิ๋ว
  • น้ำลายไหลได้บ้าง
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขส่งเสียงเห่ามากเป็นพิเศษ
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่าและเตือน
  • เข้ากันกับสัตว์อื่นได้ดี
  • สุนัขครอบครัวที่ดี
อายุเฉลี่ย:
12–16 ปี
น้ำหนัก:
1.8–3 กิโลกรัม
ส่วนสูง:
18–30 เซนติเมตร
สีขน:
White, black, brown, blue, red, orange, beaver, cream, white, merle, parti-coloured, sable
ขนาดตัว:
ขนาดเล็ก
ชื่อกลุ่มคนเลี้ยงสุนัข:
ทอย
บุคลิกภาพ

ปอมเมอเรเนียนจะมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 1.3-3.1 กิโลกรัม และจัดว่าเป็นสุนัขที่มีขนาดตัวเล็กที่สุดในตระกูลสปิทซ์ (โดยมีญาติๆ เป็นสายพันธุ์ซามอยด์ อลาสกัน มาลามิว และ นอร์วิเจียน เอลก์ฮาวด์) แต่ความนิยมในสุนัขสายพันธุ์นี้ไม่ได้เล็กไปตามขนาดตัว โดยเฉพาะเมื่อปอมเมอเรเนียน กลายเป็นสุนัขตัวโปรดของพระราชินีวิกตอเรีย (อ่านเพิ่มเติมที่ ประวัติสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียน)

 

แม้จะน่ารัก มีขนสวย ฉลาด และแสนภักดีต่อครอบครัวขนาดไหน แต่อย่าปล่อยให้ความน่ารักหลอกคุณว่าสุนัขสายพันธุ์นี้จะมาคลอเคลียคุณตลอดเวลาเพราะปอมเมอเรเนียนก็มีความอินดี้ไม่ใช่เล่น แถมยังมีความขี้สงสัยเป็นที่สุด และถึงจะมีขนาดตัวเล็ก แต่เสียงเห่าของปอมเมอเรเนียนดังไม่แพ้

 

ใครที่ต้องการจะสอนหรือฝึกปอมเมอเรเนียน บอกเลยว่าคุณสามารถทำได้ แต่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและอดทนในการฝึกหน่อย เพราะถ้าเจ้าของไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับปอมเมอเรเนียนในฐานะเจ้านายได้ สุนัขสายพันธุ์นี้ก็พร้อมที่จะเป็นนายคุณ และอาจจะสร้างพฤติกรรมน่าปวดหัวให้กับเจ้าของได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ปอมเมอเรเนียนจัดว่าเป็นสุนัขที่มีพลังงานล้น ชอบที่จะออกไปเดินเล่นข้างนอก รักที่จะเชิดหน้าให้ดูสง่างาม เจอผู้คนใหม่ๆ และสำรวจโลกด้วยการดมฟุดฟิด และความมีพลังงานเชิงบวกของสุนัขสายพันธุ์นี้ ทำให้ปอมเมอเรเนียนเหมาะที่จะเป็นสุนัขที่ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วย ผู้สูงอายุที่อยู่ที่บ้าน

 

ขนาดของปอมเมอเรเนียน
ปอมเมอเรเนียนจัดเป็นสุนัขขนาดเล็ก โดยมีความสูงประมาณ 7-12 นิ้ว และมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.3-3.1 กิโลกรัม จึงจัดอยู่ในกลุ่ม Toy Group และมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 12-16 ปี

 

บุคลิกของปอมเมอเรเนียน
สุนัขปอมเมอเรเนียนโดดเด่นที่ความฉลาดและมีชีวิตชีวา สุนัขสายพันธุ์นี้ชอบที่จะพบปะผู้คนใหม่ๆ และชอบที่จะเจอสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆ ด้วยเช่นกัน แต่ปอมเมอเรเนียนมักจะคิดว่าตัวเองเป็นน้องหมาตัวใหญ่ (ตัวเล็กแต่ใจกล้ามาก) แถมยังขี้สงสัยแบบสุดๆ จึงเหมาะที่จะให้สุนัขปอมเมอเรเนียนทำหน้าที่เฝ้ายาม

 

มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อนิสัยและอารมณ์ของปอมเมอเรเนียน เช่น พันธุกรรม การฝึก และการเข้าสังคม ลูกหมาปอมที่มีนิสัยที่ดีจะมีความช่างสงสัย ขี้เล่น ชอบที่จะเข้าหาคน และอยู่ด้วย หากคุณจะเลือกปอมเมอเรเนียนซักตัวมาเป็นหนึ่งในสมาชิก ก็ควรเลือกสุนัขตัวที่ยอมนั่งตักคุณแบบเต็มใจ ไม่ใช่สุนัขที่ไล่กัดเพื่อนตัวอื่น หรือขี้อายเสียจนแอบอยู่ที่มุมห้องอยู่ตัวเดียวอย่างเดียวดาย

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: ไอซ์แลนด์

 

ปอมเมอเรเนียน มาจากจังหวัดปอมเมอเรเนียน ตั้งอยู่ทางชายฝั่งตอนใต้ของทะเลบอลติกในประเทศเยอรมัน ซึ่งที่นี่นิยมเลี้ยงปอมเมอเรเนียนไว้เป็นทั้งสัตว์เลี้ยงและทั้งใช้งาน เพราะเดิมเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่ใช้ลากเลื่อนและเฝ้าฝูงแกะ และเชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากสุนัขสายพันธุ์สปิทซ์ สุนัขแถบไอซ์แลนด์และแลปแลนด์ บริเวณตอนเหนือของทวีปยุโรป จึงไม่แปลกที่ปอมเมอเรเนียนจะคล้ายคลึงกับสุนัขพันธุ์สปิทซ์ ทั้งหน้าตา ขนและลักษณะ

 

หลังจากนั้นปอมเมอเรเนียนก็ถูกพัฒนาสายพันธุ์ให้มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม เพื่อเอาไว้เป็นสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนคู่ใจมากกว่าใช้ทำงาน และยิ่งพัฒนาให้เล็กลงเรื่อยๆ จนเหลือตัวเท่าที่เห็นในปัจจุบัน โดยเฉลี่ยจะหนักอยู่ที่ประมาณ 1.3-3.1 กิโลกรัม (อ่านเพิ่มเติมที่ ขนาดของปอมเมอเรเนียน) ซึ่งในราวกลางศตวรรษที่ 19 ยังพบว่าปอมเมอเรเนียนตัวแรกที่เข้ามาในอังกฤษมีน้ำหนักตัวถึง 13.6 กิโลกรัมอีกด้วย ซึ่งนับว่าเป็นสุนัขที่ตัวใหญ่พอสมควร

 

มีคำอธิบายถึงลักษณะปอมเมอเรเนียนในสมัยยุควิกตอเรียตอนปลายว่า ปอมเปอเรเนียนนั้นมีขนยาว หนาออกมาจากลำตัว มีหางที่ม้วนแน่นและค่อนข้างสั้นอยู่ใกล้ด้านหลัง มีหัวเหมือนสุนัขจิ้งจอก ใบหูที่เล็กและตั้งตรง ขาเล็กและลำตัวสั้น คล้ายลูกแมว

 

นอกจากนี้ปอมเมอเรเนียนยังมีรูปหน้าถึง 3 ลักษณะ คือ แบบจิ้งจอก ตุ๊กตาหมี และตุ๊กตาเด็ก แต่หากวัดตามมาตรฐานของสมาคมพัฒนาสายพันธุ์สุนัขแห่งอเมริกา (AKC) ลักษณะหน้าแบบจิ้งจอกเป็นลักษณะที่ถูกต้องที่สุดของสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียน

 

มีเรื่องราวของราชินีวิกตอเรียกับปอมเมอเรเนียน สุนัขตัวโปรดของพระองค์ สุนัขขนฟูตัวเล็กผู้โด่งดังตั้งแต่ในยุควิกตอเรียจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1888 เมื่อพระราชินีวิกตอเรียทรงเสด็จเยือนเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ในทวีปยุโรป และพระองค์ก็ได้ตกหลุมรักสิ่งหนึ่ง ความน่ารักของจมูกอันน้อยนิดและดวงตาที่ใหญ่ประกายแวววาว ดวงตานั้นได้ขโมยหัวใจของพระองค์ไป มันคือดวงตาของสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนตัวน้อยตัวหนึ่ง ซึ่งนั่นเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างพระองค์กับสุนัขพันธุ์นี้ หลังจากที่ทรงนำสุนัขพันธุ์นี้กลับมาเลี้ยงปอมเมอเรเนียนก็เริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายในประเทศอังกฤษ

 

พระองค์ทรงโปรดสุนัขพันธุ์นี้มาก แม้กระทั่งวันที่ทรงประชวรบนแท่นพระบรรทมยังทรงให้นำสุนัขปอมเมอเรเนียนเพศเมีย ขนสีขาวตัวโปรดที่ชื่อ Turi มาไว้ข้างพระแท่นบรรทม และเป็นสุนัขที่นอนเฝ้าอยู่ข้างพระวรกายจนพระองค์สิ้นพระชนม์

โภชนาการและการให้อาหาร

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกายของปอมเมอเรเนียนควรมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และกิจกรรมในแต่ละวันของสุนัขสายพันธุ์นี้ โดยประกอบไปด้วย

 

  1. โปรตีน : เพื่อสร้างเนื้อเยื่อที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย ในอาหารควรมีกรดอะมิโนซึ่งเป็นหน่วยย่อย ของโปรตีนอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนชนิดที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้
     
  2. คาร์โบไฮเดรต : เพื่อเป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เซลล์ประสาท เซลล์หัวใจ และเม็ดเลือดแดง อาหารที่มีคุณภาพดีควรมีการคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคอ้วนในสุนัข
     
  3. ไขมัน : ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยให้พลังงานได้สูงกว่าโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ไขมันยังช่วยในการดูดซึมวิตามิน อี ดี เอ และเค รวมถึงยังดูแลให้ความอบอุ่น และมีส่วนช่วยในระบบห่อหุ้มร่างกาย เช่น โอเมก้า 3 และ 6 ที่ช่วยบำรุงผิวหนังและขนของสุนัขสายพันธุ์นี้
     
  4. วิตามิน และแร่ธาตุ : แม้ร่างกายจะต้องการวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณน้อย แต่หากได้รับไม่เพียงพอหรือได้รับมากเกินไป ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย และทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติได้ ตัวอย่างวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายสุนัขต้องการ ได้แก่ วิตามินบี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น

 

นอกเหนือจากสารอาหารหลักที่ควรมีอย่างครบถ้วนตามหลักโภชนาการแล้ว ก็ควรเลือกอาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพดี เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับสุนัขสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียน เลือกอาหารที่เน้นการคัดสรรวัตถุดิบหลักมาจากธรรมชาติปราศจากสีและวัตถุปรุงแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์ โดยมีการคำนวนสารอาหารให้มีปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของร่างกายสุนัข เพื่อให้สุนัขมีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก อย่างเช่น SUPERCOAT (ซุปเปอร์โค้ท) สูตรสุนัขโตพันธุ์เล็ก ที่เสริมการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกายสุนัขให้เหมาะกับกิจกรรมในแต่ละวัน และมีความสมดุลกับความต้องการด้านโภชนาการของสุนัขสายพันธุ์เล็กโดยเฉพาะ อร่อยกับรสชาติที่ได้จากวัตถุดิบแท้ๆ จากธรรมชาติ เพิ่มพลังงานด้วยวิตามินบี เพื่อการนำพลังงานไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เม็ดอาหารมีขนาดเหมาะสมช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหาร และยังมีโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยให้ขนของปอมเมอเรเนียนสวย
เงางามมีสุขภาพดี

 

ความต้องการพิเศษเฉพาะสายพันธุ์ของปอมเมอเรเนียน
ดูแลเรื่องขนของปอมเมอเรเนียนเป็นพิเศษ ด้วยการเลือกอาหารที่มีโอเมก้า 3 และ 6 ที่จะช่วยให้ขนของปอมเมอเรเนียนเงางามและดูมีสุขภาพที่ดี รวมทั้งใส่ใจเรื่องกระดูกและข้อของปอมเมอเรเนียนเป็นพิเศษเพื่อให้ปอมเมอเรเนียนห่างไกลจากปัญหาข้อสะโพกเสื่อม และปัญหาสะบ้าเคลื่อนที่พบได้บ่อยในสุนัขสายพันธุ์นี้ด้วยการเลือกวัสดุที่ปูพื้นบ้านที่ไม่ลื่น หรือเดินเล่นบริเวณที่ไม่เป็นพื้นลื่น ให้ปอมเมอเรเนียนออกกำลังกายวันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 15 นาที แต่ระวังไม่พาสุนัขไปเดินเล่นในวันที่มีอากาศร้อนจัด เพื่อป้องกันการเกิดโรคลมแดด หรือถ้าให้สุนัขเล่นของเล่นในบ้านก็เลือกของเล่นให้เล่นรับรองว่าถูกใจสุนัขแสนฉลาดอย่างปอมเมอเรเนียนแน่นอน

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

สุนัขสายพันธุ์นี้จัดเป็นสุนัขที่มีสุขภาพโดยรวมดี แต่ถึงอย่างนั้นปอมเมอเรเนียนก็มีโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพได้เหมือนกันกับสุนัขสายพันธุ์อื่น โดยอาจพบโรคเหล่านี้ในสุนัขสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียนได้ - โรคอ้วน : ด้วยความที่เป็นสุนัขขนาดเล็ก หากได้รับปริมาณอาหารที่มากเกินไปอาจทำให้สุนัขเกิดภาวะอ้วนได้ - ภูมิแพ้ : สังเกตได้จากการเลียเท้า อมเท้า คันเกา ไถหน้ากับพื้น หากแสดงอาการเหล่านี้ควรพาไปพบสัตวแพทย์ - เป็นลม : ในสุนัขปอมเมอเรเนียนบางตัวอาจจะพัฒนากลายเป็นโรคลมชักได้ ซึ่งควรเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม - ปัญหาตา เช่น ตาแห้ง ต้อกระจก และท่อน้ำตาอุดตัน ควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการตรวจตา และรับการรักษาให้เร็วที่สุด เพราะหากทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ตาบอดได้ - ข้อสะโพกเคลื่อน : จะพบท่าเดินที่ผิดปกติ และแสดงอาการเจ็บ หรือลุกนั่งลำบากได้ ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคมีหลายประการ เช่น สายพันธุ์ สิ่งแวดล้อมที่อยู่ (พื้นที่ลื่น) อาหารที่กิน ซึ่งหากเป็นแล้วต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัด - สะบ้าเคลื่อน : เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียน และสร้างความเจ็บปวดให้กับสุนัขที่มีปัญหานี้ ทำให้เกิดอาการขาเจ็บ หรือลักษณะการเดินที่ผิดปกติ โดยสุนัขจะมีการยกขาขึ้นเล็กน้อยขณะเดิน หรือมีการเขย่าขาหรือยืดขาก่อนที่จะกลับมาเดินในท่าปกติ - ปัญหาเหงือกและฟัน : หมั่นพาสุนัขไปตรวจฟันกับสัตวแพทย์เป็นประจำปีละครั้ง และดูแลช่องปากสุนัขด้วยการแปรงฟัน หรือเลือกอาหารที่มีส่วนช่วยในการขัดฟัน

 

สุนัขพันธุ์นี้กับเด็ก

 

โดยปกติสุนัขสายพันธุ์นี้ชอบเล่น และสามารถเล่นกับเด็กๆ ที่ปอมเมอเรเนียนรู้สึกไว้ใจได้ ครอบครัวที่มีเด็กเล็กอยู่ในบ้านสามารถสอนเด็กๆ ให้รู้จักเล่นกับปอมเมอเรเนียนอย่างอ่อนโยน ไม่ดึงขน หู หาง หรือไม่ตีสุนัข เพื่อป้องกันไม่ให้สุนัขกัดเด็กๆ ข่าวดีสำหรับบ้านที่มีแมว เพราะสุนัขสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียน เข้ากันได้ดีมากๆ กับแมว ยิ่งถ้าเลี้ยงมาด้วยกันตั้งแต่เล็กๆ แล้วล่ะก็บอกได้เลยว่าสามัคคีกลมเกลียวกันได้แน่นอน แต่ต้องระวังสำหรับสุนัขตัวใหญ่ เพราะปอมเมอเรเนียนมักคิดว่าตัวโตเท่ากัน อาจจะโดนสุนัขตัวใหญ่กัดเอาได้ วิถีชีวิตสไตล์ปอมเมอเรเนียน ด้วยความที่สุนัขสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียนจัดเป็นสุนัขขนาดเล็ก ดังนั้นเรื่องพื้นที่ในการเลี้ยงจึงไม่ใช่ปัญหา เพราะสามารถเลี้ยงน้องหมาปอมได้ในพื้นที่จำกัด เช่น อะพาร์ตเมนต์หรือคอนโด (ที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์) ได้ แต่อาจต้องระวังเรื่องการเห่าที่อาจสร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่อยู่อาศัยห้องอื่นๆ และถ้าอยากจะพาปอมเมอเรเนียนออกไปเที่ยวที่ไหน ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเพียงแค่เลือกสถานที่ที่มีร่ม อากาศไม่ร้อนจัด เตรียมน้ำ อาหาร สายจูง และอุปกรณ์ทำความสะอาดไป ปอมเมอเรเนียนก็พร้อมที่จะไปกับเจ้าของได้ทุกที่แล้ว ผู้เลี้ยงที่เหมาะกับน้องหมาปอมเมอเรเนียน ด้วยนิสัยรักเจ้าของ ขี้ประจบ ปอมเมอเรเนียนจึงเหมาะกับเจ้าของที่มีเวลาดูแลหัวใจสุนัขบ้าง มีเวลาเล่นด้วยกันสักหน่อย แต่ที่สำคัญคือต้องมีเวลาในการดูแลแปรงขน แปรงฟัน ให้กับปอมเมอเรเนียนอย่างสม่ำเสมอ หากใครมีบ้านอยู่ในอะพาร์ตเมนต์ (ที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้) แต่อยากเลี้ยงสุนัขสักตัว ปอมเมอเรเนียนเป็นสุนัขที่เหมาะกับคุณไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะปอมเมอเรเนียนไม่ต้องการสนามหญ้ากว้างๆ หรือพื้นที่ใหญ่ๆ ด้วยขนาดตัวแสนกะทัดรัด แต่ถ้าบ้านไหนที่มีเด็กเล็กๆ อาศัยอยู่ด้วยก็อาจจะไม่เหมาะนัก รอให้เด็กๆ โตอีกสักหน่อย รับรองว่าปอมเมอเรเนียนจะเป็นเพื่อที่ดีกับทุกคนในครอบครัวได้อย่างแน่นอน

สุนัขมอลทีส (Malrese)

สุนัขมอลทีสสุนัขพันธุ์เล็กที่ให้ภาพลักษณ์สง่างามดั่งขุนนาง มีตาสีดำ ขนยาวเส้นละเอียดนุ่มดุจไหมสีขาวบริสุทธิ์ สุนัขมอลทีสถือเป็นสุนัขที่รูปร่างหน้าตาโดดเด่นมาก ๆ เมื่อโตเต็มวัยจะมีส่วนสูงไม่เกิน 25 ซม.และหนักประมาณ 1.8 - 2.7 กก.

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่ไม่เคยเลี้ยงสุนัขมาก่อน
  • ต้องการการฝึกขั้นพื้นฐาน
  • ชอบเดินเบา ๆ
  • ชอบเดินวันละครึ่งชั่วโมง
  • สุนัขขนาดเล็กจิ๋ว
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขทุกวัน
  • สายพันธุ์แพ้ง่าย
  • สุนัขช่างพูดและช่างเห่า
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่าและเตือน
  • เข้ากันกับสัตว์อื่นได้ดี
  • สุนัขครอบครัวที่ดี
อายุเฉลี่ย:
12–15 ปี
น้ำหนัก:
2–4 กิโลกรัม
ส่วนสูง:
20–25 เซนติเมตร
สีขน:
สีขาว
ขนาดตัว:
ขนาดเล็ก
ชื่อกลุ่มคนเลี้ยงสุนัข:
ทอย
บุคลิกภาพ

แม้สุนัขมอลทีสจะตัวเล็ก อารมณ์ดี และท่วงท่าสง่างาม แต่สุนัขสายพันธุ์เล็กพันธุ์นี้ไม่ได้มีดีเพียงหน้าตาเท่านั้น บางครั้งก็เจ้าอารมณ์เช่นกัน มักเห่าเสียงดังเมื่อเกิดอาการหวาดระแวงสิ่งต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องฝึกตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ให้เห่าเมื่อมีสิ่งยั่วยุเล็ก ๆ น้อย ๆ

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: มอลตา

 

สุนัขมอลทีสเป็นอีกหนึ่งสุนัขสายพันธุ์เก่าแก่ ซึ่งชาร์ลส์ ดาร์วิน ค้นพบประวัติสุนัขพันธุ์มอลทีสเมื่อสืบย้อนกลับไปถึงช่วง 6,000 ปีก่อนคริสตกาล สุนัขมอลทีสเป็นสายพันธุ์ย่อยของกลุ่มสายพันธุ์บิชอง ซึ่งมีที่มาจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นที่ทราบกันดีว่า พูบลิอุส (Publius) ผู้ปกครองมัลตาแห่งจักรวรรดิโรมันในช่วงคริสศักราชที่ 1 ก็เลี้ยงสุนัขสายพันธุ์มอลทีสชื่อ อิสซา สายพันธุ์นี้เป็นที่นิยมในหมู่เชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนนางมาตลอดหลายยุคสมัยและยังปรากฏในภาพวาดของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบ็ธที่ 1 และสมาชิกคนอื่น ๆ ในราชวงศ์ ว่ากันว่าขณะที่พระราชินีแมรีแห่งสก็อตแลนด์กำลังจะถูกประหารด้วยการบั่นพระศอ พระนางได้ซ่อนสุนัขมอลทีสไว้ใต้กระโปรงด้วย

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขสายพันธุ์เล็กมีอัตราการเผาผลาญพลังงานสูง ย่อยอาหารได้รวดเร็ว แต่ด้วยกระเพาะอาหารขนาดเล็ก อาหารที่ให้สุนัขมอลทีสควรมีปริมาณน้อย แต่แบ่งย่อยเป็นหลายมื้อ อาหารของสุนัขพันธุ์เล็กออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีสารอาหารสำคัญในปริมาณที่เหมาะสม และมีขนาดเม็ดที่เล็กพอดีกับขนาดช่องปาก ซึ่งช่วยให้เคี้ยวง่าย ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร

การออกกำลังกาย

การได้ออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมงจะช่วยให้สุนัขมอลทีสอารมณ์ดี แต่จะออกกำลังกายมากกว่านี้ก็ได้หากมีเวลา บางครั้งสุนัขมอลทีสจะกระตือรือร้นมากจนน่าประหลาดใจหากได้ออกไปเที่ยวข้างนอก บ่งบอกถึงสัญชาตญาณความเป็นนักล่าตัวน้อย

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

สุนัขมอลทีสมีปัญหาสะบ้าหัวเข่าที่อาจเคลื่อนหลุดได้ (luxating patellas) เช่นเดียวกับสุนัขพันธุ์เล็กพันธุ์อื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีความผิดปกติของดวงตาซึ่งเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรม จึงแนะนำให้ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ

 

การฝึกมอลทีส

 

สุนัขพันธุ์มอลทีสฉลาดกว่าที่หลายคนคิด ชอบเรียนรู้ทริคและเกมใหม่ ๆ เจ้าของควรฝึกให้รู้จักเดินตามสายจูงหรือสายรัดอกและฝึกให้กลับมาหาเจ้าของหลังเรียกชื่อ ดูภายนอกแล้วมอลทีสอาจดูเป็นสุนัขขนฟูหน้าตาน่ารัก แต่ถ้าเห็นกระรอกเมื่อไหร่ก็อาจวิ่งไล่สนุกกับเขาด้วยเหมือนกัน

 

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

 

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขมอลทีสและเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน และอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

 

รู้หรือไม่

 

  • สุนัขมอลทีสเป็นสุนัขตัวโปรดของสมาชิกราชวงศ์ ว่ากันว่าขณะที่พระราชินีแห่งสก็อตแลนด์กำลังถูกบั่นพระศอ หลังการประหารพบว่าพระนางได้ซ่อนสุนัขมอลทีสไว้ใต้กระโปรงด้วย
  • ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สุนัขมอลทีสมีชื่อเรียกหลากหลายชื่อมาก ได้แก่ สุนัขพันธุ์เมลิแต สุนัขโบราณจากมัลตา สุนัขของสุภาพสตรีชาวโรมัน เดอะ คอมฟอร์ตเตอร์ สแปเนียล เจนเทิล, บิชง, สุนัขราชสีห์มอลทีส และ มอลทีสเทอร์เรีย ซึ่งลักษณะนิสัยของสุนัขพันธุ์นี้คือเป็นนักกระโดดตัวยงและไม่หวั่นต่อความสูงและแรงโน้มถ่วง
  • มีสุนัขมอลทีสของมหาเศรษฐีตัวหนึ่งที่มีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ ชื่อว่า Take Trouble

สุนัขพันธุ์ญี่ปุ่น 'ชิบะ'

สุนัขชิบะเป็นสุนัขสายพันธุ์ที่แข็งแรง ขนาดตัวใหญ่ปานกลาง อยู่ในสายพันธุ์สปิตซ์ (เป็นสายพันธุ์ที่มีหูตั้ง ขนหนา และหางม้วนงอ) สุนัขชิบะเป็นเหมือนสุนัขพันธุ์อะกิตะที่รูปร่างเล็กกว่า เพศผู้ตัวโตเต็มวัยสูงประมาณ 39.5 ซม. ส่วนเพศเมียสูง 36.5 ซม. มีขนชั้นนอกที่แข็ง เป็นเส้นตรง มีสีแดง แดงปนน้ำตาล (สีแดงแบบมีปลายขนสีดำ) ดำ-น้ำตาล หรือขาว ปกคลุมขนชั้นในที่หนานุ่มอีกที

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่มีประสบการณ์เลี้ยงสุนัข
  • ต้องฝึก
  • ชอบเดินเป็นประจำ
  • ชอบเดินวันละ 1 ชั่วโมง
  • สุนัขขนาดเล็ก
  • น้ำลายไหลได้บ้าง
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขวันเว้นวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขช่างพูดและช่างเห่า
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่าและเตือน
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก
บุคลิกภาพ

สุนัขชิบะถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่ตื่นตัว คล่องแคล่วว่องไว และเป็นมิตร แต่ก็ค่อนข้างรักอิสระและมีสัญชาตญาณความเป็นนักล่าสูง ดังนั้น จึงต้องฝึกให้เข้าสังคมตั้งแต่เป็นลูกสุนัข เพื่อให้อยู่ร่วมกับสุนัขตัวอื่น ๆ ได้ ลักษณะเด่นเฉพาะตัวของสุนัขพันธุ์ชิบะก็คือเสียงที่แหลมสูงเปล่งออกมาเมื่อรู้สึกตื่นเต้นหรือกระวนกระวาย

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: ญี่ปุ่น

 

สุนัขชิบะเป็นสุนัขพันธุ์ที่ถูกผสมมาเพื่อใช้ล่าและต้อนสัตว์ขนาดเล็กในพื้นที่ภูเขาของญี่ปุ่น เปรียบเสมือนสุนัขอะกิตะขนาดเล็ก ซึ่งที่จริงแล้วคำว่า ชิบะ อินุ (Shiba Inu) ก็เแปลว่าสุนัขตัวเล็กนั่นเอง สุนัขชิบะถือเป็นสุนัขสายพันธุ์เก่าแก่พันธุ์หนึ่ง มีเรื่องราวความเป็นมาตั้งแต่ช่วง 3 ศตวรรษก่อนคริสตกาล เคยเกือบจะสูญพันธุ์ไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็มีจำนวนหนึ่งที่รอดจากการทิ้งระเบิดและการระบาดของโรคหัดสุนัขได้ และถูกนำมาแพร่พันธุ์เพื่อรักษาสายพันธุ์เอาไว้

โภชนาการและการให้อาหาร

อาหารของสุนัขชิบะจำเป็นต้องมีสารอาหารสมดุลครบถ้วน รวมถึงน้ำสะอาดด้วย ควรหมั่นตรวจสอบสภาพร่างกายของสุนัขอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สุนัขมีรูปร่างที่เหมาะสม และต้องให้อาหารอย่างน้อยวันละ 2 มื้อตามคำแนะนำ

การออกกำลังกาย

สุนัขชิบะควรได้ออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง เนื่องจากสุนัขพันธุ์นี้มีสัญชาตญาณความเป็นนักล่า ก่อนจะปล่อยสายจูงต้องมั่นใจจริง ๆ ว่าฝึกให้สุนัขวิ่งกลับมาหาเองได้ และควรพาไปออกกำลังกายในพื้นที่ที่ปลอดภัยและเป็นสถานที่ปิดเท่านั้น

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

โดยทั่วไปสุนัขชิบะเป็นสุนัขที่มีสุขภาพดีและแข็งแรง แต่อาจมีปัญหาสุขภาพดวงตาที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้เช่นเดียวกับสุนัขอีกหลายพันธุ์ ดังนั้นสุนัขพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ควรได้รับการตรวจตาเป็นประจำ

 

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

 

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขชิบะและเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน และอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

สุนัขเกรย์ฮาวด์

สุนัขเกรย์ฮาวด์เปรียบเสมือนม้าแข่งแห่งโลกสุนัข เนื่องจากเป็นสุนัขที่วิ่งได้เร็วมาก มีลักษณะท่วงท่านุ่มนวลและสง่างาม สุนัขพันธุ์นี้มีกล้ามเนื้อและโครงสร้างแข็งแรง ขนสั้นเป็นเส้นขนที่ละเอียด มีทั้งสีดำ ขาว แดง น้ำเงินคราม น้ำตาลทอง น้ำตาลอ่อน ลายเสือ หรือมีสีที่กล่าวมาทั้งหมดปนกับสีขาว เมื่อสุนัขเกรย์ฮาวด์ตัวโตเต็มวัย เพศผู้จะสูงถึง 71-76 ซม. หนักประมาณ 30-32 กก. ส่วนเพศเมียสูง 69-71 ซม. หนัก 27-30 กก.

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่้เคยเลี้ยงสุนัขมาบ้าง
  • ต้องฝึก
  • ชอบเดินเป็นประจำ
  • ชอบเดินวันละ 1 ชั่วโมง
  • สุนัขขนาดใหญ่
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขเงียบ
  • ไม่ใช่สุนัขเฝ้าบ้าน
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • สุนัขครอบครัวที่ดี
บุคลิกภาพ

สุนัขเกรย์ฮาวด์มีบุคลิกที่สงบนิ่ง และชอบอยู่ในบ้าน จะเรียกว่าเข้าขั้นขี้เกียจเลยก็ว่าได้ เป็นสุนัขที่สามารถจับความรู้สึกได้ไว เหมาะที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงประจำครอบครัวหากได้เจ้าของที่เหมาะสม แม้จะนิสัยจะอ่อนโยนโดยธรรมชาติ แต่ยังคงมีสัญชาตญาณนักล่า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เจ้าของจึงต้องเต็มใจยอมรับลักษณะนิสัยของ

 

สุนัขพันธุ์นี้ สุนัขเกรย์ฮาวด์รักสมาชิกในครอบครัวแต่จะเย็นชากับคนแปลกหน้า โดยทั่วไปสามารถเข้ากันได้ดีกับสุนัขตัวอื่น ๆ ที่เลี้ยง แต่สำหรับคนที่เลี้ยงแมวด้วยก็ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ประวัติและต้นกำเนิด

สุนัขเกรย์ฮาวด์เป็นหนึ่งในสายพันธุ์สุนัขยอดนิยมเมื่อเทียบกับบรรดาสุนัขทั้งหมด เพราะหากย้อนกลับไปช่วง 4,000 ปีก่อนคริสตกาล ทั้งฟาโรห์ และผู้นำในทวีปเอเซียหรือแอฟริกาต่างก็นิยมสลักรูปสุนัขเกรย์ฮาวด์ไว้ที่หลุมฝังศพ เคยมีการใช้สุนัขเกรย์ฮาวด์ไล่ล่าแอนทีโลป กวาง และหมาป่า ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง แพร่หลายส่งต่อไปยังแถบเอเชียตะวันตก ยุโรป และเข้าสู่เกาะบริเตน (สหราชอาณาจักร) ทำให้สุนัขเกรย์ฮาวด์กลายเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะที่สืบทอดมา จนในปี ค.ศ. 1016 ก็มีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ครอบครองสุนัขเกรย์ฮาวด์ได้ แรกเริ่มมีการใช้งานสุนัขพันธุ์นี้เพื่อล่ากระต่ายป่า และใช้ในกีฬาวิ่งแข่งในภายหลัง จึงเป็นบทพิสูจน์ว่าสุนัขเกรย์ฮาวด์เป็นสุนัขที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก มีเพียงเสือชีตาห์เท่านั้นที่วิ่งเร็วกว่าสุนัขพันธุ์นี้

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขพันธุ์ใหญ่ มื้ออาหารก็ย่อมใหญ่ตามเช่นกัน สุนัขเกรย์ฮาวด์ต้องการสารอาหารที่สมดุล จำเป็นต้องมีแร่ธาตุและวิตามินที่ต่างไปจากอาหารของสายพันธุ์เล็ก สุนัขเกรย์ฮาวด์มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการท้องอืดและปัญหาอื่น ๆ ของกระเพาะอาหาร การให้สุนัขกินอาหารปริมาณน้อย แต่บ่อยครั้ง จะช่วยลดความเสี่ยงของอาการเหล่านี้ได้

การออกกำลังกาย

แม้สุนัขเกรย์ฮาวด์จะเป็นสุนัขบ้านที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักวิ่ง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายมากนัก แค่วิ่งวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาทีก็เพียงพอแล้ว สุนัขพันธุ์นี้เป็นที่รู้กันในนาม “จอมขี้เกียจความเร็วสูง” เพราะต้องออกกำลังด้วยการวิ่งเร็ว ๆ ไม่ใช่การเดินเน้นระยะทาง ต้องมั่นใจจริง ๆ ว่าสุนัขสามารถวิ่งกลับมาหาได้ถ้าปล่อยออกจากสายจูงในที่สาธารณะ เพราะสุนัขเกรย์ฮาวด์มีสัญชาตญาณนักล่า และจำเป็นต้องใส่ตะกร้อครอบปากไว้เพื่อป้องกันสัตว์เล็ก ที่สำคัญคืออาจต้องสวมเสื้อกันหนาวให้เมื่ออากาศหนาวเย็น

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

สุนัขเกรย์ฮาวด์ถือเป็นสุนัขพันธุ์ที่มีสุขภาพดี ไม่ค่อยมีปัญหาสุขภาพที่เป็นเฉพาะของสายพันธุ์นี้

 

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

 

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขเกรย์ฮาวด์และเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ด

สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดเป็นสุนัขที่ใครเห็นก็รู้จักและจำได้ว่าเป็นสายพันธุ์อะไร ลักษณะของสุนัขพันธุ์นี้มักจะมีกล้ามเนื้อที่ชัดเจน ดูตื่นตัว ท่วงท่าสง่างามและน่าเกรงขาม ปราดเปรียว สุขุม มีขนหลายสี (จากมาตรฐานสายพันธุ์) ขนชั้นนอกแข็งและหยาบ ส่วนขนชั้นในหนา ความสูงที่เหมาะสมสำหรับเพศผู้ที่โตเต็มวัยคือ 63 ซม. ส่วนเพศเมียควรสูง 58 ซม. น้ำหนักอยู่ระหว่าง 30-36 กก.

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่มีประสบการณ์เลี้ยงสุนัข
  • ต้องฝึกมากกว่าปกติ
  • ชอบเดินออกกำลังกายอย่างหนัก
  • ชอบเดินมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน
  • สุนัขขนาดใหญ่
  • น้ำลายไหลได้บ้าง
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขส่งเสียงเห่ามากเป็นพิเศษ
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่า เตือน และปกป้องเจ้าของได้
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก
อายุเฉลี่ย:
9 – 13 ปี
น้ำหนัก:
22 – 40 กิโลกรัม
ส่วนสูง:
58 – 63 เซนติเมตร
สีขน:
สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ด มีขนหลายสี ได้แก่ สีดำ สีน้ำตาลแดง สีดำและน้ำตาลปนกัน สีดำและสีทอง
ขนาดตัว:
ขนาดใหญ่
ชื่อกลุ่มคนเลี้ยงสุนัข:
เหมาะกับชนบท
บุคลิกภาพ

สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดจะผูกพันกับผู้ดูแลและอยากใช้เวลาด้วยกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าสุนัขพันธุ์นี้จะต้องการคนดูแลเอาใจใส่ แต่ก็พร้อมตอบแทนด้วยความจงรักภักดี และซื่อสัตย์ ในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่ได้ใส่ใจดูแลและฝึกสอนสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดมากพอ สุนัขก็อาจขาดความมั่นใจและไม่เชื่อฟังได้ สุนัขพันธุ์นี้ชอบเรียนรู้และตอบสนองต่อการฝึกได้ดี พิสูจน์ได้ผ่านผลการฝึกที่มักจะออกมาดีเยี่ยมเสมอ

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: เยอรมนี

 

สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดเกิดจากการผสมพันธุ์สุนัขเลี้ยงแกะหลากหลายสายพันธุ์ ดั้งเดิมเลี้ยงไว้ใช้ควบคุมปศุสัตว์ สามารถสืบย้อนต้นกำเนิดสายพันธุ์นี้ได้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดได้รับการเปิดตัวในงานแสดงครั้งแรกปี 1882 และต่อมาในปี 1899 ชมรมผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดแห่งเยอรมัน (Verein fur Deutsche Schaferhunde) ก็ได้ก่อตั้งขึ้น ชมรมนี้ได้พัฒนาสายพันธุ์สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดเพื่อนำไปใช้ทำงานกับตำรวจหรือทหาร เป็นการช่วยอนุรักษ์สายพันธุ์นี้ไม่ให้สูญพันธุ์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่หลายประเทศเผชิญความยากลำบาก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ชาวเยอรมันใช้สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดเป็นสุนัขส่งสารและค้นหาผู้ได้รับบาดเจ็บ ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรล้วนชื่นชมในความเฉลียวฉลาดและความกล้าหาญของสุนัขพันธุ์นี้ จึงได้นำสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดกลับประเทศของตนหลังสงครามจบลง ส่งผลให้สุนัขพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักในประเทศอื่น ๆ ด้วย

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขพันธุ์ใหญ่ มื้ออาหารก็ย่อมใหญ่ตามไปด้วย สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดก็ต้องการสารอาหารที่สมดุลเช่นกัน จำเป็นจะต้องมีแร่ธาตุและวิตามินที่ต่างไปจากอาหารของสายพันธุ์เล็ก สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดมักมีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหารและท้องอืด ดังนั้นควรให้กินอาหารในปริมาณน้อย แต่แบ่งย่อยเป็นหลายมื้อ เพื่อลดความเสี่ยงของอาการเหล่านี้

การออกกำลังกาย

ควรหมั่นพาลูกสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ระวังอย่าให้ออกกำลังมากเกินไปเพราะอาจเกิดผลเสียต่อข้อต่อที่กำลังพัฒนาอยู่และยังไม่แข็งแรงดีในระยะยาว ทั้งนี้ สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดที่แข็งแรงโตเต็มวัยจะต้องออกกำลังกายวันละ 2 ชั่วโมงขึ้นไป ควบคู่กับกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมอง

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดเป็นสุนัขสายพันธุ์ที่มีปัญหาสุขภาพหลายประการ ได้แก่ โรคระบบทางเดินอาหาร ภาวะกระเพาะอาหารขยายและบิดตัว (Gastric Dilation Volvulus) โรคเกี่ยวกับไขสันหลังและลมชัก นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องสะโพกและข้อศอกเสื่อม เช่นเดียวกับสุนัขพันธุ์อื่น ๆ จึงควรตรวจสุขภาพข้อสะโพกของสุนัขก่อนผสมพันธุ์

 

พื้นที่ในการเลี้ยงสุนัข

 

เนื่องจากสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดเป็นสุนัขขนาดใหญ่ที่การเติบใหญ่จะใช้เวลานาน ไม่เหมาะกับการเลี้ยงในห้องพักที่ต้องขึ้นลงทางบันได รวมถึงบ้านที่ไม่มีสวนรั้วล้อม จะเลี้ยงในเมืองหรือตามชนบทก็ไม่มีปัญหา แต่ควรมีพื้นที่ให้เดิน ฝึกฝน และวิ่งไปวิ่งมาได้ ด้วยนิสัยหวงและพร้อมคุ้มครองบ้าน ซึ่งเขตเมืองใหญ่ที่วุ่นวายจะกระตุ้นสัญชาตญาณนี้ได้

 

การฝึกสุนัข

 

ควรให้เข้าสังคมตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข และควรฝึกประจำ เพื่อให้สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดได้เติบโตอย่างมั่นใจและมีความสุขเวลาได้อยู่ท่ามกลางผู้คน สัตว์อื่น ๆ ฝูงปศุสัตว์ และเด็กเล็ก สุนัขพันธุ์นี้ต้องรับมาเลี้ยงจากผู้เพาะพันธุ์ที่เข้าใจและให้ความสำคัญกับการฝึกพฤติกรรมให้เหมาะสมและการฝึกให้เข้าสังคมตั้งแต่วัยแรกเกิดเท่านั้น เพราะโดยเฉพาะกับสายพันธุ์นี้ที่ถูกกระตุ้นง่ายพันธุ์นี้ สุนัขพันธุ์นี้จะฝึกง่ายหากคุณให้รางวัลตอบแทนความพยายาม แต่ต้องใช้ความอดทนสูง เพราะสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดแม้จะเติบโตมักใช้เวลาในการเติบโต และมักเจ็บปวดกับการถูกเข้าใจผิดว่าโตเต็มวัยแล้ว ด้วยรูปร่างที่ใหญ่โต แต่จิตใจยังเป็นเด็ก สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีจะสามารถทำงาน เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมได้หลายอย่าง ตามข้อมูลสุนัขพันธุ์นี้แรกเริ่มได้รับหน้าที่เป็นสุนัขนำทางผู้พิการทางสายตา ไม่ใช่สุนัขควบคุมปศุสัตว์หรือใช้ในการทหาร

 

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

 

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดและเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน และอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

 

รู้หรือไม่

 

  • สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดสามารถทำงานได้หลากหลายแบบ แต่ที่คนส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยก็คือ เป็นสุนัขที่นำทางผู้พิการทางสายตา และด้วยส่วนสูงที่พอเหมาะ ทำให้สุนัขพันธุ์นี้เข้ากันกับผู้พิการทางสายตาที่เป็นอดีตทหารได้อย่างดี เพราะสุนัขลาบราดอร์และโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (หรือพันธุ์ผสมระหว่างกัน) มีขนาดตัวที่เตี้ยเกินไป และเป็นที่นิยมสำหรับเจ้าของที่ตัวสูง แต่ปริมาณการผลัดขนที่เยอะ ทำให้ไม่เป็นไม่เป็นที่นิยมนัก
  • ก่อนจะมีภาพยนตร์เรื่อง Lassie สุนัขตัวแรกที่ได้เป็นดาราภาพยนตร์ก็คือสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ด ชื่อว่า ริน ทิน ทิน ซึ่งได้รับการช่วยเหลือตั้งแต่ยังเด็กในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ปี 1918 โดยทหารอเมริกันชื่อ ลี ดันแคน ได้เล่นถึง 26 เรื่อง มีรายการวิทยุเป็นของตัวเอง แถมยังมีเชฟส่วนตัวอีกด้วย
  • สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดมีความชาญฉลาดสูง สามารถเข้าใจเทคนิคใหม่ ๆ และฝึกความประพฤติได้ในเวลาสั้น ๆ
  • หลังจากสงครามโลก ชาวอเมริกันและยุโรปรู้สึกกังวลกับคำว่าเยอรมันในชื่อของสุนัขพันธุ์นี้ จึงมีการเปลี่ยนชื่อสายพันธุ์เป็น อัลเซเชียน (Alsatian Wolf Dog) แทน และทุกวันนี้ก็ยังมีผู้คนใช้ชื่อเรียกนี้อยู่
  • สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดได้รับความนิยมสูงและเป็นสุนัขยอดนิยมอันดับสองของชมรมคนเลี้ยงสุนัขของอเมริกา รองจากสายพันธุ์ลาบราดอร์

 

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อก

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อก เป็นสุนัขที่ใครเห็นก็จำได้เพราะหูมีลักษณะคล้ายค้างคาวขนาดใหญ่ สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกเป็นสุนัขขนาดเล็ก หน้าแบน ขนสั้นเป็นมันเงา มีหลายลาย เช่น ลายเสือ ลายแต้มหรือสีน้ำตาลทองล้วน เมื่อโตเต็มวัยจะสูงประมาณ 27-34.5 ซม. เพศผู้จะหนัก 12.5 กก. ส่วนเพศเมียหนัก 11 กก.

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่ไม่เคยเลี้ยงสุนัขมาก่อน
  • ต้องการการฝึกขั้นพื้นฐาน
  • ชอบเดินเบา ๆ
  • ชอบเดินวันละครึ่งชั่วโมง
  • สุนัขขนาดเล็ก
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขเงียบ
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่าและเตือน
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก
อายุเฉลี่ย:
11–14 ปี
น้ำหนัก:
7.5–12.5 กิโลกรัม
ส่วนสูง:
30–31 เซนติเมตร
สีขน:
สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกมีหลายสี ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำตาลทอง สีครีม น้ำตาลเข้ม หรือมีสองสีปนกัน
ขนาดตัว:
ขนาดเล็ก
ชื่อกลุ่มคนเลี้ยงสุนัข:
ใช้งานได้หลากหลาย
บุคลิกภาพ

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อก มีนิสัยรักสนุก มีพลังและใจดีกับคนที่ตนเองรัก เป็นสุนัขตัวเล็กที่ใจใหญ่กว่าตัว สู้ไม่ถอยเมื่อถูกสุนัขตัวอื่นเล่นงาน สุนัขบางตัวอ่านภาษาท่าทางจากใบหน้าแบนไม่ออก ยกเว้นสุนัขสายพันธุ์นี้

ประวัติและต้นกำเนิด

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกเคยเป็นที่นิยมในหมู่ช่างทำลูกไม้ในมิดแลนด์เพราะหนุ่มสาวโรงงานนิยมพาสุนัขไปทำงานด้วย ต่อมาเมื่อแรงงานย้ายไปค้าขายในฝรั่งเศส จึงนำสุนัขดังกล่าวมาผสมพันธุ์กับสุนัขหน้าสั้นจนได้ “เฟรนช์ บูลด็อก” ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขสายพันธุ์เล็กมีอัตราเผาผลาญพลังงานสูง ย่อยอาหารได้รวดเร็ว แต่ด้วยขนาดกระเพาะอาหารที่เล็ก สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกควรกินอาหารปริมาณน้อย แต่แบ่งย่อยเป็นหลายมื้อ อาหารของสุนัขพันธุ์เล็กออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีสารอาหารสำคัญในปริมาณที่เหมาะสม และมีขนาดเม็ดที่เล็กพอดีกับขนาดปาก ซึ่งช่วยให้เคี้ยวง่าย ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร

การออกกำลังกาย

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายมากนักเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น ออกกำลังกายเพียงวันละชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว เนื่องจากสุนัขสายพันธุ์นี้หน้าแบนจึงควรระวังไม่ให้อยู่ในที่ที่มีความร้อนมากเกินไป เพราะอาจมีภาวะช็อคจากความร้อนสูงและภาวะหายใจลำบากถ้าออกกำลังในสภาพอากาศที่ร้อน ควรพาน้องออกกำลังกายในตอนเช้าหรือเย็นหากเป็นฤดูร้อน

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

ปัญหาสุขภาพหลักของสุนัขเฟรนช์ บูลด็อกเกิดจากลักษณะใบหน้าที่แบน ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจ ทำให้หายใจลำบาก ดังนั้นจึงต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ออกกำลังกายมากเกินไป และรักษาอุณหภูมิร่างกายไม่ให้สูงเกิน นอกจากนี้ยังเสี่ยงเป็นโรคผิวหนังติดเชื้อ ตา สะโพกและข้อศอกเสื่อม และความผิดปกติของกระดูกสันหลัง

 

พื้นที่ในการเลี้ยงสุนัข

 

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกไม่ต้องการพื้นที่มากมาย จะเลี้ยงในห้องพักหรือบ้านเดี่ยวพร้อมสวนก็อยู่ได้หมด ตราบใดที่ยังได้ออกไปเดินเล่นออกกำลังกายและขับถ่ายบ้าง

 

การฝึกสุนัข

 

สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกจัดว่าเป็นสุนัขจอมดื้อที่ไม่ค่อยเชื่อฟัง และอาจล่มการฝึกด้วย แต่หากใช้ความอดทนพร้อมกับให้ของรางวัลตอบแทน สุนัขพันธุ์นี้ก็สามารถฝึกพื้นฐานอย่างการนั่ง หมอบ เรียกให้มาหา และเดินด้วยสายจูงได้

 

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

 

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขเฟรนช์ บูลด็อกและเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน ถึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

 

รู้หรือไม่

 

  • สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกเริ่มต้นชีวิตด้วยการอาศัยอยู่แถบชนบท แต่เมื่อชื่อเสียงเพิ่มพูนจากรูปลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใครได้แพร่กระจายไปยังปารีส ก็มีชาวปารีสที่รักการเข้าสังคมรับเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ไปเลี้ยง และได้ปรากฏในภาพวาดของ Degas และ Toulouse-Lautrec จนมีชื่อเสียง ทุกวันนี้ยังมีไปรษณียบัตรที่เป็นรูปสาวแต่งตัวน้อยชิ้นโพสต์ภาพกับสุนัขเฟรนช์ บูลด็อกอยู่
  • เหตุผลหลัก ๆ ที่สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกไม่สามารถว่ายน้ำได้ เนื่องจากจมูกที่สั้น ทำให้สุนัขต้องเอนตัวไปด้านหลังเพื่อให้จมูกกับปากอยู่พ้นน้ำ ลักษณะหัวที่โต ขาที่สั้นยิ่งทำให้การลอยตัวทำได้ยาก
  • มีสุนัขเฟรนช์ บูลด็อกตัวหนึ่ง ชื่อ กาแม็ง เดอ ปีกอม จบชีวิตไปพร้อมกับโศกนาฏกรรมใหญ่อย่างการจมของเรือไททานิค ซึ่งเจ้าของได้ซื้อสุนัขตัวนี้มาจากอังกฤษในราคา 150 ปอนด์ (เทียบเท่ากับ 13,000 ปอนด์ในปัจจุบัน) และได้รับเงินชดเชย 750 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมากในเวลานั้น
  • มีสุนัขเฟรนช์ บูลด็อก ชื่อบักซตัวหนึ่ง ได้คอยดูแลลูกลิงอุรังอุตังชื่อ มาโลน ที่โดนแม่ลิงในสวนสัตว์ Twycross ทิ้ง
  • สุนัขเฟรนช์ บูลด็อกเป็นสุนัขช่างพูด แม้จะไม่ค่อยเห่า แต่มักจะสื่อสารกับคุณผ่านการคราง อิ๋ง ๆ ทำเสียงในลำคอ และหาวปากกว้าง

สุนัขดัชชุน

สุนัขดัชชุนมีส่วนหลังยาว ขาสั้นและตัวเตี้ยมาก เมื่อยังเป็นลูกสุนัข จะมีกล้ามเนื้อ ทรวดทรวงแข็งแรง ส่วนหน้าอกตันกว้าง และขาหน้าแข็งแรง ส่วนขนจะสั้น แน่นและลื่น มีหลายสี (ศึกษาข้อมูลรายละเอียดมาตรฐานสายพันธุ์เพิ่มเติม) เมื่อโตเต็มวัยจะหนัก 4.5-5 กก. และสูงประมาณ 12-15 ซม.

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่้เคยเลี้ยงสุนัขมาบ้าง
  • ต้องฝึก
  • ชอบเดินเบา ๆ
  • ชอบเดินวันละ 1 ชั่วโมง
  • สุนัขขนาดเล็ก
  • น้ำลายไหลให้น้อยที่สุด
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขวันเว้นวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขส่งเสียงเห่ามากเป็นพิเศษ
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่าและเตือน
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก
บุคลิกภาพ

สุนัขสายพันธุ์นี้รักอิสระ จึงต้องใช้ความใจเย็น สม่ำเสมอและอดทนในการฝึกสอน ควรฝึกสุนัขดัชชุนให้เข้าสังคมตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัขเพื่อให้คุ้นเคยกับเด็ก คนแปลกหน้าและสัตว์อื่นๆ สุนัขพันธุ์นี้อาจติดสมาชิกครอบครัวคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะและสงวนท่าทีกับคนแปลกหน้า

ประวัติและต้นกำเนิด

ประเทศต้นกำเนิด: เยอรมนี

 

ประวัติของสุนัขดัชชุนย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 15 ในประเทศเยอรมัน แต่จริง ๆ แล้ว สุนัขที่มีหน้าตาคล้ายดัชชุนเคยปรากฏในงานศิลปะของอียิปต์โบราณและเม็กซิโก และในซากเรือในอิตาลีย้อนกลับไปในช่วงศริสต์ศักราชที่ 1 อีกด้วย ประเทศเยอรมันได้เริ่มกำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ดัชชุนในปี 1879 และได้มีการตั้งชมรมของสุนัขสายพันธุ์นี้ในปี 1888 สุนัขพันธุ์ดัชชุนถูกนำเข้ามาในประเทษสหราชอาณาจักรพร้อมกับเจ้าชายอัลเบิร์ตและได้รับความนิยมทั้งในสหราชอาณาจักรและอเมริกาตลอดศตวรรษที่ 19 โดยถูกนำมาใช้แทนที่ตัวเฟอร์เร็ตเพื่อไล่กระต่ายออกจากโพรง

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขขนาดเล็กมีอัตราเผาผลาญพลังงงานสูง ย่อยอาหารได้รวดเร็ว แต่ด้วยขนาดกระเพาะอาหารที่เล็ก สุนัขดัชชุนควรกินอาหารปริมาณน้อย แต่แบ่งย่อยเป็นหลายมื้อ อาหารของสุนัขพันธุ์เล็กออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีสารอาหารสำคัญในปริมาณที่เหมาะสม และมีขนาดเม็ดที่เล็กพอดีกับขนาดปาก ซึ่งช่วยให้เคี้ยวง่าย ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร

การออกกำลังกาย

ควรพาสุนัขดัชชุนออกกำลังกายอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะปลดสายจูง ต้องแน่ใจว่าสุนัขจะวิ่งกลับมาเมื่อเรียกชื่อ เนื่องจากสุนัขพันธุ์นี้มีสัญชาตญาณของนักล่าที่กระตุ้นให้วิ่งล่ากระรอกสุดชีวิตเมื่อได้กลิ่น พึงระลึกว่า สุนัขดัชชุนนั้นเพาะพันธุ์มาให้คลุกดิน และสามารถขุดมุดรั้วได้หลายประเภท เพราะฉะนั้นควรหมั่นเช็ครั้วรอบสวนให้ดี

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

ปัญหาสุขภาพที่มักพบในสุนัขดัชชุนมักเกิดจากรูปร่างเฉพาะตัวของสายพันธุ์ที่สร้างความผิดปกติของกระดูกสันหลัง นอกจากนี้สุนัขพันธุ์นี้ยังมักเป็นโรคหัวใจ และมีปัญหาตาที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเช่นเดียวกับสุนัขพันธุ์อื่น ๆ จึงควรตรวจตาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์อย่างสม่ำเสมอ

 

พื้นที่ในการเลี้ยงสุนัข

 

แม้สุนัขดัชชุนจะไม่ใช่สุนัขตัวใหญ่ แต่ด้วยลำตัวที่ยาวจึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่นเตรียมแท่นเหยียบหรือทางลาดสำหรับป้องกันสุนัขดัชชุนกระโดดขึ้นลงเฟอร์นิเจอร์ ควรเลี่ยงให้สุนัขดัชชุนเดินขึ้นลงบันไดสูงบ่อย ๆ บ้านที่เหมาะกับสุนัขพันธุ์นี้จึงควรมีพื้นที่ที่ราบเรียบ สวนขนาดเล็กถึงปานกลางก็เหมาะกับการเพิ่มจุดให้สุนัขเดินเล่น

 

การฝึกสุนัข

 

สุนัขดัชชุน (พันธุ์ขนยาว) ไม่ใช่สุนัขที่ชื่นชอบการฝึกแบบเป็นกิจลักษณะ แต่สามารถเรียนรู้พื้นฐานได้ เช่นการเดินด้วยสายจูงแบบสบาย ๆ การให้นั่งนิ่ง ๆ และการเรียกให้มาหา โดยทั่วไปเป็นสุนัขที่มีความเป็นมิตร แต่ก็ควรฝึกให้เข้าสังคมกับคนและสัตว์อื่น ๆ ตั้งแต่ตอนอายุยังน้อย

 

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

 

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขดัชชุนและเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน ถึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

 

รู้หรือไม่

 

  • สุนัขดัชชุนเคยได้รับการจัดประเภทเป็นสุนัขนักล่า (Hound) เพราะมีการตีความผิดจากชื่อ “Hund” ซึ่งจริง ๆ แปลว่า “สุนัข” ไม่ใช่สุนัขนักล่า (Hound) สุนัขดัชชุนตามจริงเป็นสายพันธุ์เทอร์เรีย ที่ใช้เพื่อมุดไปตามช่องเล็ก ๆ หรือรอเฝ้าเหยื่อไม่ให้หนีจากที่ซ่อน จนกว่านายพรานจะมาขุดเหยื่อเอง

สุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่

สุนัขพันธุ์นี้เป็นสุนัขขนาดกลางถึงใหญ่ มีสัดส่วนกำลังดีและดูสง่าผ่าเผย พร้อมลุยทุกกิจกรรม เมื่อโตเต็มวัย เพศผู้จะสูง 56-61 ซม. และหนัก 20.5-29.5 กก. ส่วนเพศเมียสูง 51-56 ซม. และหนัก 18-25 กก. สุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่มีขนสั้นติดลำตัว เมื่อลูบจะรู้สึกหยาบ และมีสีน้ำตาลแดงปนขาว หรือสามสี (สีดำ น้ำตาลและขาว) และลายหินอ่อน (น้ำเงินปนเงินและดำ)

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่มีประสบการณ์เลี้ยงสุนัข
  • ต้องฝึก
  • ชอบเดินออกกำลังกายอย่างหนัก
  • ชอบเดินมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน
  • สุนัขขนาดใหญ่
  • น้ำลายไหลได้บ้าง
  • ต้องดูแล/ตัดขนสัปดาห์ละครั้ง
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขช่างพูดและช่างเห่า
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่าและเตือน
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก
บุคลิกภาพ

สุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่ เป็นสุนัขที่เป็นมิตร อารมณ์ดี มีความตื่นตัว จึงเหมาะที่จะเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน แต่อาจชอบเห่าหากไม่ได้ฝึกหรือเมื่อรู้สึกเบื่อ และมักจะไม่ชอบแยกจากสิ่งที่รักนานเกินไป สุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่เป็นสุนัขที่ต้องกระตุ้นให้ตื่นตัวเสมอ จึงชอบฝึกและมักปฏิบัติตามวินัยได้ดี แต่อาจมีอารมณ์อ่อนไหวและต้องการให้คนดูแลด้วยความรัก ความอ่อนโยน

ประวัติและต้นกำเนิด

แม้สุนัขพันธุ์คอลลี่และบอร์เดอร์ คอลลี่ จะหน้าตาต่างกัน แต่ทั้งคู่คือสุนัขพันธุ์เดียวกัน สุนัขพันธุ์คอลลี่ มีขนหนาและยาวกว่าเพราะอาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขาของสก็อตแลนด์ (Scottish Highlands) ที่มีสภาพอากาศโหดร้าย ส่วนสุนัขพันธุ์บอร์เดอร์ คอลลี่ทำงานดูแลแกะในพื้นที่ลุ่มต่ำที่อากาศอบอุ่นกว่า ขนจึงสั้นกว่า สุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่เป็นสุนัขที่ได้รับการรับรองมากว่าสองศตวรรษแล้ว แต่ยังมีสุนัขเลี้ยงแกะพันธุ์อื่น ๆ ในสก็อตแลนด์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและมีประวัติยาวนานกว่านี้

โภชนาการและการให้อาหาร

สุนัขพันธุ์ใหญ่รวมถึงสุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่ ต้องการสารอาหารที่สมดุล มีแร่ธาตุและวิตามินที่ต่างไปจากอาหารของสายพันธุ์เล็ก

การออกกำลังกาย

สุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่ต้องออกกำลังกายอย่างน้อยวันละชั่วโมง แต่หากพาไปเส้นทางเดิม ๆ ทุกวันอาจทำให้เขาเบื่อได้ เพราะฉะนั้นควรปรับเปลี่ยนเส้นทางและสอนให้เขาเล่นกีฬาบ้าง เช่น กีฬาที่เน้นความความว่องไว กีฬาเน้นฟังคำสั่ง และวิ่งแข่งคาบลูกบอล (flyball)

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

สุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่อาจเป็นโรคตาที่เกิดจากกรรมพันธุ์ได้หลายโรคเหมือนกับสุนัขอีกหลายสายพันธุ์ และอาจมีปัญหาเรื่องข้อสะโพกเสื่อมซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาด้านการเคลื่อนไหว จึงควรตรวจสุขภาพตาและสะโพกของสุนัขก่อนเพาะพันธุ์

 

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

 

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่และเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน ถึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพังควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

สุนัขเชาเชา (ขนหยาบ)

สุนัขพันธุ์เชาเชาเป็นสุนัขตัวสั้น ตัน รูปทรงกำยำบึกบึน หางงอม้วนโค้งมาถึงหลัง กระพุ้งแก้มและลิ้นเป็นสีน้ำเงิน/ดำ ส่วนขนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ขนหยาบและขนเรียบ และมีหลายสีตั้งแต่ ดำ น้ำตาลแดง เทาดำ น้ำตาลทอง ครีมหรือขาว เมื่อโตเต็มวัยเพศผู้จะสูง 48-56 ซม. และหนัก 26-32 กก. ส่วนเพศเมียจะสูง 46-51 ซม. และหนัก 20-25 กก.

 

The need-to-know

 

  • สุนัขเหมาะสำหรับเจ้าของที่มีประสบการณ์เลี้ยงสุนัข
  • ต้องฝึกมากกว่าปกติ
  • ชอบเดินเป็นประจำ
  • ชอบเดินวันละ 1 ชั่วโมง
  • สุนัขขนาดใหญ่
  • น้ำลายไหลได้บ้าง
  • ต้องดูแล/ตัดขนสุนัขทุกวัน
  • สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • สุนัขเงียบ
  • สุนัขเฝ้าบ้าน ต้องเห่า เตือน และปกป้องเจ้าของได้
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่น
  • อาจต้องฝึกให้อยู่ร่วมกับเด็ก
อายุเฉลี่ย:
12 – 15 ปี
น้ำหนัก:
18 – 31.5 กิโลกรัม
ส่วนสูง:
46 – 56 เซนติเมตร
สีขน:
สีแดง ดำ ครีม เทาดำ หรือ น้ำตาลอ่อน
ขนาดตัว:
ขนาดใหญ่
ชื่อกลุ่มคนเลี้ยงสุนัข:
ใช้งานได้หลากหลาย
บุคลิกภาพ

สุนัขเชาเชา (ขนหยาบ) มีความนิ่งสุขุม รักอิสระ แต่อาจดื้อบ้างบางครั้ง มีนิสัยติดคนเลี้ยงคนใดคนหนึ่งและอาจกัดคนได้หากรู้สึกถูกคุกคามหรือเห็นว่าเจ้าของโดนทำร้าย แม้หน้าตาอาจดูเหมือนหมีน่ากอดแต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น เมื่อไม่นานมานี้นักพัฒนาสายพันธุ์ได้ปรับปรุงสายพันธุ์เชาเชาให้เป็นมิตรยิ่งขึ้น โดยคาดว่าปัญหาเชาเชาอารมณ์ร้าย น่าจะเกิดจากขาดการฝึกหรือหัดให้เข้าสังคมตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข หากฝึกให้รู้จักเด็ก แมวหรือสัตว์เลี้ยงในบ้านตั้งแต่ยังเล็ก อาจป้องกันปัญหาความเจ้าอารมณ์ของสุนัขพันธุ์นี้ได้

 

ประวัติและต้นกำเนิด

ต้นกำเนิดของสุนัขพันธุ์เชาเชานี้ยังเป็นปริศนา แต่คาดว่ามีที่มาจากประเทศมองโกเลียและแมนจูเรียซึ่งเคยบริโภคเนื้อของสุนัขพันธุ์นี้ด้วยครั้งหนึ่งเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ นอกจากนี้ยังนำขนมาใช้เป็นเสื้อผ้า หลังจากนั้นก็มีการนำเข้ามายังประเทศจีน ย้อนไปหลายศตวรรษก่อน สุนัขสายพันธุ์นี้เคยเฝ้าศาสนสถานเพื่อป้องกันวิญญาณร้าย นอกจากนี้ยังเคยเป็นสุนัขล่าสัตว์ของขุนนาง ใช้ป้องกันผู้บุกรุก ลากเลื่อนและเกวียน รวมทั้งเฝ้าบ้านด้วย คาดว่าสายพันธุ์สปิตซ์เองก็พัฒนามาจากพันธุ์เชาเชา

 

โภชนาการและการให้อาหาร

อาหารของสุนัขเชาเชา (ขนหยาบ) จำเป็นต้องมีสารอาหารสมดุลครบหมู่ รวมถึงน้ำสะอาดด้วย ควรหมั่นตรวจสอบสภาพร่างกายของสุนัขอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สุนัขมีรูปร่างที่เหมาะสม และต้องให้อาหารอย่างน้อยวันละ 2 มื้อตามคำแนะนำของอาหารสุนัขที่ให้

 

การออกกำลังกาย

สุนัขเชาเชา (ขนหยาบ) ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายมากนัก เพียงแค่วันละชั่วโมงก็เพียงพอ สุนัขพันธุ์นี้ชอบใช้ชีวิตกลางแจ้ง และชอบเล่นเงียบ ๆ ตามลำพังในสวน จึงควรจัดเตรียมที่ที่มีร่มเงาและอากาศเย็นสบายให้พักหลบอากาศร้อน หากออกกำลังมากเกินไปตั้งแต่ยังเล็ก อาจทำให้มีปัญหาข้อได้เมื่ออายุมากขึ้น เพราะฉะนั้นควรดูแลให้ดีเวลาพาสุนัขพันธุ์นี้ออกกำลังกาย

 

ข้อมูลอื่นๆ

สุขภาพและปัญหาที่มักพบ

 

สุนัขเชาเชานี้มักมีปัญหาข้อศอกเสื่อม (elbow dysplasia) และปัญหาเปลือกตา นอกจากนี้ อาจมีปัญหาเรื่องข้อสะโพกเสื่อมเหมือนกับสุนัขอีกหลายสายพันธุ์ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาด้านการเคลื่อนไหว จึงควรตรวจสะโพกของสุนัขก่อนผสมพันธุ์

 

พื้นที่ในการเลี้ยงสุนัข

 

สุนัขเชาเชาเป็นสุนัขขนาดใหญ่ที่มีนิสัยหวงถิ่น จึงต้องเลี้ยงในบ้านที่มีบริเวณกว้างขวาง และมีสวนที่กั้นรั้วแข็งแรงเป็นสัดส่วน ควรมีร่มเงาไม้ในบริเวณ เพื่อให้สุนัขพันธุ์นี้วิ่งเล่นกลางแจ้งได้โดยที่อุณหภูมิร่างกายไม่สูงเกิน

 

การฝึกสุนัข

 

สุนัขเชาเชาอาจไม่ชอบการฝึกให้เชื่อฟังคำสั่ง แต่ก็ควรได้รับการฝึกให้เดินด้วยสายจูง และต้องได้รับการฝึกให้เข้าสังคมตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะสุนัขเชาเชาไม่ใช่สุนัขสังคมเท่าไหร่ ถึงจะไม่ถนัดนักแต่ก็ควรได้รับการฝึกให้อดทนต่อการพบปะสุนัขด้วยกันและมนุษย์คนอื่น ๆ การฝึกสุนัขเชาเชาควรเป็นไปอย่างนุ่มนวล เพราะสุนัขสายพันธุ์นี้ไม่ชอบปฏิกิริยาที่แข็งกร้าว เช่น การดุบ่น ต่อว่า

 

การอยู่ร่วมกับเด็กของสุนัข

 

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็ก แต่ทั้งสุนัขเชาเชาและเด็กจะต้องได้รับการฝึกให้เคารพซึ่งกันและกัน ถึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กและสุนัขอยู่ด้วยกันตามลำพัง ควรเฝ้าระวังทุกครั้งที่เด็กเล่นกับสุนัข

 

รู้หรือไม่

 

สุนัขเชาเชามีลิ้นสีเทาดำหรือดำเข้ม (เช่นเดียวกับ พันธุ์ชาเป่ย หมีขั้วโลก และยีราฟ!) มีฟันถึง 44 ซี่ มากกว่าสุนัขสายพันธุ์อื่นที่มี 42 ซี่ สุนัขเชาเชามีส่วนสำคัญต่อประวัติศาสตร์สังคมของจีน มีการบันทึกว่าจักรพรรดิในช่วงศตวรรษที่ 8 เลี้ยงสุนัขเชาเชาไว้ถึง 5,000 ตัว พร้อมมีนายพรานคอยดูแล 10,000 นาย ซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิเคราะห์ก็มักจะนำสุนัขเชาเชาของเขามาด้วยเวลาต้องตรวจคนไข้ ส่วนหนึ่งเพราะช่วยให้คนไข้ผ่อนคลายและเล่าปัญหาของตนมากขึ้น และโจฟิ สุนัขของเขาจะช่วยบอกได้ว่าเวลาในการตรวจคนไข้แต่ละคนครบกำหนดแล้ว ไม่ต้องหยิบนาฬิกาพกออกมาดูเวลา เพราะสุนัขเชาเชามีเบ้าตาที่ลึก ทำให้การมองเห็นไม่ดีนัก เวลาเข้าไปหาควรเข้าหาจากด้านหน้า