ทำความรู้จัก บีเกิ้ล (Beagle) สุนัขยอดนักดม และวิธีดูแลสุขภาพ
ทำความรู้จัก บีเกิ้ล (Beagle) สุนัขยอดนักดม และวิธีดูแลสุขภาพ
ทำความรู้จัก บีเกิ้ล (Beagle) สุนัขยอดนักดม และวิธีดูแลสุขภาพ

ทำความรู้จัก บีเกิ้ล (Beagle) สุนัขยอดนักดม และวิธีดูแลสุขภาพ

ทำความรู้จักบีเกิ้ล (Beagle)

ถ้าให้นึกถึงน้องหมาขนสั้น ขนาดลำตัวกะทัดรัด แสนฉลาด ที่พกความร่าเริงสนุกสนานมาด้วยแบบเต็มกระเป๋า มีจมูกที่ดมกลิ่นได้เก่งไม่เป็นรองใคร และมีความน่ารักแบบล้น ๆ จนหลาย ๆ คนเห็นแล้วก็อยากจะเข้าไปกอด แน่นอนว่าสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล (Beagle) จะเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ใครก็ต้องนึกถึง แต่ถึงแม้ว่าบีเกิ้ลจะมีขนาดตัวที่กำลังกะทัดรัด และเป็นเพื่อนกับเด็ก ๆ เป็นอย่างดีก็ตาม ต้องขอบอกว่าบีเกิ้ลมีมุมดื้อเล็ก ๆ รั้นหน่อย ๆ กับพลังแสนจะล้นเหลือ เจ้าของบีเกิ้ลจึงต้องหาเทคนิคในการสอน รวมทั้งดูแลบีเกิ้ลให้มีสุขภาพที่ดี พร้อมแล้วมาทำความรู้จักกับบีเกิ้ลกันให้มากขึ้นกันเลยดีกว่า แล้วจะรู้ว่าทำไมใคร ๆ ก็หลงรักสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล

ประวัติสายพันธุ์บีเกิ้ล (Beagle)

สุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีประวัติมายาวนานนับศตวรรษ แม้ว่าที่มาของชื่อ บีเกิ้ล อาจจะยังไม่เป็นที่ทราบชัดเจนนัก แต่ก็เชื่อกันว่ามาจากภาษาฝรั่งเศส begueule, beugler หรืออาจมาจากคำในภาษาอังกฤษ beag ภาษาเยอรมัน begele ก็เป็นไปได้เช่นกัน

สุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีประวัติมายาวนานนับศตวรรษ แม้ว่าที่มาของชื่อ บีเกิ้ล อาจจะยังไม่เป็นที่ทราบชัดเจนนัก แต่ก็เชื่อกันว่ามาจากภาษาฝรั่งเศส begueule, beugler หรืออาจมาจากคำในภาษาอังกฤษ beag ภาษาเยอรมัน begele ก็เป็นไปได้เช่นกัน ที่มาของสายพันธุ์บีเกิ้ลนั้นเชื่อกันว่าเป็นสายพันธุ์สุนัขที่สืบเชื้อสายมาจากสุนัขที่ใช้ล่าสัตว์ โดยจัดอยู่ในกลุ่มสุนัขล่าสัตว์ขนาดเล็ก ช่วยล่าสัตว์ เช่น กระต่าย นิยมเลี้ยงมากในอังกฤษ และมีการผสมพันธุ์กับสุนัขที่อยู่ในท้องถิ่น ว่ากันว่า พระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 1 ได้นำเอาสุนัขพันธุ์ทัลบอต (ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว) มาที่อังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1066 และเป็นต้นตระกูลของสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล และฟอกซ์ฮาวน์ บีเกิ้ล กลายเป็นสุนัขสายพันธุ์ยอดนิยมในประเทศอังกฤษในช่วงของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่สอง (ปี ค.ศ.1307-1327) และพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 (ปี ค.ศ.1485-1509) ซึ่งบีเกิ้ลขนาดจิ๋วที่เรียกกันว่า Glove Beagle นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคนั้น เพราะเป็นสุนัขที่มีขนาดเล็กจนสามารถถือไว้ในมือได้ โดยในยุคของพระนางอลิซาเบธที่ 1 (ปี ค.ศ. 1533-1603) ได้เลี้ยงสุนัขสายพันธุ์นี้ที่มีขนาดเล็กฉบับกระเป๋า โดยมีความสูงเพียง 9 นิ้วเท่านั้น เริ่มมีการนำบีเกิ้ลมาเลี้ยงในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงหลังจากเหตุการณ์สงครามกลางเมือง และเป็นที่นิยมในหมู่นักล่ากระต่ายแทบจะทันที มีการจดทะเบียนสายพันธุ์บีเกิ้ลโดยสมาคมพัฒนาสายพันธุ์สุนัขแห่งอเมริกา (AKC) ในปี 1885 ซึ่งในปัจจุบันชื่อบีเกิ้ลในความหมายแถบอเมริกาเหนือจะหมายถึงสายพันธุ์ที่มีจมูกดีเป็นเลิศ เสียงไพเราะ และกระตือรื้อร้นในการล่ากระต่ายนั่นเอง

รวมภาพบีเกิ้ล (Beagle)

นี่แหละบีเกิ้ล (คะแนน 1-5)

ภาพรวม ด้านการปรับตัว♥♥♥
   • ปรับตัวได้ดีกับการอยู่ในที่พัก♥♥♥♥
   • เหมาะกับผู้ที่เริ่มเลี้ยงสุนัข♥♥♥
   • ขี้กลัวหรือขี้ตกใจ ♥♥♥♥
   • อยู่ตัวเดียวเพียงลำพัง
   • ทนต่ออากาศหนาวเย็น♥♥
   • ทนต่ออากาศร้อน♥♥♥♥
ภาพรวมด้านความเป็นมิตร♥♥♥♥♥
   • เหมาะกับการเลี้ยงร่วมกับคนในครอบครัว♥♥♥♥♥
   • เป็นมิตรกับเด็ก♥♥♥♥♥
   • เป็นมิตรกับสุนัขตัวอื่น♥♥♥♥♥
   • เป็นมิตรกับแมว♥♥♥♥♥
   • เป็นมิตรกับคนแปลกหน้า♥♥♥♥♥
   • ความขี้เล่น♥♥♥♥♥
   • ชอบเห่าชอบหรือส่งเสียง♥♥♥♥♥
ภาพรวมด้านสุขภาพ♥♥♥
   • แนวโน้มที่จะน้ำหนักเกินหรืออ้วน♥♥♥♥♥
   • ความง่ายในการดูแลขนและความสะอาด♥♥♥♥
   • ปริมาณการผลัดขน♥♥♥
   • ความต้องการออกกำลังกาย♥♥♥♥
ความฉลาด ♥♥♥♥

ลักษณะของสายพันธุ์บีเกิ้ล (Beagle) โดยสรุป

บีเกิ้ลโดดเด่นในเรื่องการเป็นสุนัขล่าสัตว์ที่เก่งไม่แพ้กับสายพันธุ์ไหน ๆ มีความจงรักภักดีกับเจ้าของ ด้วยความน่ารัก ร่าเริงสดใส เป็นสุนัขที่มักเรียกเสียงหัวเราะให้กับเจ้าของได้อยู่เสมอ ชอบทำกิจกรรมร่วมกับสุนัขตัวอื่น ๆ แบบเป็นกลุ่ม เรียกว่าเข้าสังคมได้เก่งไม่แพ้ใคร ไม่ว่าจะเป็นกับสุนัข เด็ก หรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น จุดเด่นของบีเกิ้ลคือใบหูที่ยาวเป็นเอกลักษณ์ และจมูกที่ไวทำงานอย่างดีเยี่ยม เพราะมีต่อมรับกลิ่นมากถึง 220 ล้านหน่วย (เทียบกับในคนที่มีเพียง 5 ล้านหน่วย) ทำให้บีเกิ้ลยืนหนึ่งเรื่องการดมกลิ่น จัดเป็นสุนัขในกลุ่มสุนัขนักดม หรือ Scenthounds รับบทเด่นในกีฬาล่าสัตว์ขนาดเล็กในอดีต และด้วยความสามารถด้านการดมกลิ่นที่ไม่เป็นรองใครนี้เอง บีเกิ้ลจึงได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยตรวจสอบวัตถุผิดกฎหมายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด วัตถุระเบิด ต่าง ๆ ในสนามบินอีกด้วย นอกจากความสามารถด้านการดมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของบีเกิ้ลแล้ว สุนัขพันธุ์บีเกิ้ลก็ยังขึ้นชื่อเรื่องความซน และสอนค่อนข้างยาก (ก็เค้าเป็นตัวของตัวเองนี่นา) หลาย ๆ คนจึงแนะนำให้พาบีเกิ้ลไปฝึกที่โรงเรียนฝึกสุนัขอย่างเหมาะสมจะดีต่อทั้งเจ้าของและสุนัขเองมากกว่า

ทำความรู้จักกับบีเกิ้ล (Beagle) เพิ่มเติม

ขนาดของบีเกิ้ล (Beagle)

บีเกิ้ลจัดเป็นสุนัขขนาดกลาง โดยสมาคมพัฒนาสายพันธุ์สุนัขแห่งอเมริกา (AKC) ได้แบ่งสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีความสูงไม่เกิน 13 นิ้ว และกลุ่มที่มีความสูงไม่เกิน 15 นิ้ว (วัดความสูงจนถึงบริเวณไหล่ของสุนัข) น้ำหนักเฉลี่ยของบีเกิ้ลอยู่ที่ 8-13.6 กิโลกรัม อายุโดยเฉลี่ยของบีเกิ้ลอยู่ที่ 10-15 ปี

บุคลิกของบีเกิ้ล (Beagle)

บีเกิ้ลมีลักษณะนิสัยที่อ่อนโยน และมักสร้างเสียงหัวเราะให้กับเจ้าของด้วยความน่ารักและตลกขี้เล่น แต่ในความน่ารักนั้นก็มีความซนพลังล้นซ่อนอยู่ด้วยเหมือนกัน (ซึ่งบางทีก็อาจทำให้เจ้าของหัวเราะได้ทั้งน้ำตา) และบีเกิ้ลก็ไม่ต่างจากสุนัขสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ต้องการได้รับความเอาใจใส่ดูแลจากเจ้าของ ชอบการเข้าสังคมพบปะผู้คนหลากหลาย ชอบออกไปเที่ยว ได้มองเห็น ได้ยินเสียงใหม่ ๆ และตอบรับกับทุกประสบการณ์ที่เจ้าของมอบให้ ดังนั้นเคล็ดไม่ลับในการฟูมฟักลูกสุนัขสายพันธุ์นี้ก็คือการให้บีเกิ้ลอยู่ท่ามกลางหมู่เพื่อนสัตว์เลี้ยง รับรองว่าจะสร้างความแฮปปี้ให้กับเจ้าบีเกิ้ลได้มากกว่าปล่อยให้บีเกิ้ลอยู่ตามลำพังในบ้าน เพราะถ้าปล่อยบีเกิ้ลไว้ที่สนามหญ้าหลังบ้านไว้เพียงตัวเดียว บีเกิ้ลก็อาจหาวิธีสร้างความสนุก (แต่ชวนปวดหัว) ด้วยการเห่าหอน ขุดดิน หรือพยายามหนีจากบริเวณนั้นออกมาได้

การดูแลสุขภาพของบีเกิ้ล (Beagle)

แม้ว่าภาพรวมด้านสุขภาพของบีเกิ้ลจะอยู่ในระดับที่ดี แต่เจ้าของน้องหมาสายพันธุ์นี้ก็ต้องระมัดระวังเรื่องโรคต่าง ๆ ที่มักเกิดขึ้นกับสายพันธุ์บีเกิ้ลเอาไว้ก่อน โดยโรคที่อาจพบได้ในสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล ได้แก่

  • โรคอ้วน และภาวะน้ำหนักเกิน : น้องหมาสายพันธุ์บีเกิ้ลมีแนวโน้มที่จะอ้วนได้ง่าย และมีนิสัยรักการกิน เจ้าของจึงควรพาสุนัขไปออกกำลังกายเป็นประจำ และเลือกอาหารที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของน้องบีเกิ้ลเพื่อให้ได้รับระดับพลังงานที่เหมาะสม
  • ภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท : เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดที่บริเวณ คอ และ หลังของสุนัขได้ หากเป็นในระดับที่รุนแรง อาจทำให้สูญเสียความรู้สึก อัมพาต และไม่สามารถควบคุมการอุจจาระ ปัสสาวะได้ สำหรับการรักษานั้นสัตวแพทย์จะประเมินจากความรุนแรง รวมบริเวณที่เป็น โดยสัตวแพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อลดความดันบริเวณไขสันหลัง ผลการรักษาอาจไม่สำเร็จได้ในบางราย
  • ปัญหากระดูก และข้อต่อ : โดยโรคที่พบได้ในบีเกิ้ล เช่น ภาวะข้อสะโพกเสื่อม ซึ่งเป็นปัญหาที่ถ่ายทอดได้ผ่านทางพันธุกรรม โดยสุนัขมักแสดงอาการเจ็บขาหลังเวลาเดินหรือลุกยืน นอกจากนี้ยังอาจพบภาวะสะบ้าเคลื่อน ซึ่งพบได้บ่อยในสุนัขขนาดกะทัดรัด ทำให้เกิดอาการเดินผิดปกติ จะมีการยกขาขึ้นเล็กน้อยขณะเดิน หรือมีการเขย่าขาหรือยืดขาก่อนที่จะกลับมาเดินในท่าปกติ หากเป็นมากอาจลุกลามจนเกิดปัญหาข้ออักเสบ ข้อเสื่อม ตามมาได้ โดยในกรณีที่เป็นมาก สัตวแพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเพื่อรักษา
  • ปัญหาโรคตา : โรคตาที่สามารถพบได้บ่อยในสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล เช่น โรคเชอร์รี่อาย โดยจะพบหนังตาที่สามของสุนัขปลิ้นออกมาบริเวณหัวตา มีลักษณะคล้ายกับลูกเชอร์รี่นั่นเอง นอกจากนี้ยังอาจพบโรคต้อหิน ซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวดกับสุนัขอย่างมากเนื่องจากมีความดันภายในลูกตาสูงกว่าปกติ ภายนอกจะพบว่าตาของสุนัขมีลักษณะเป็นฝ้าขาว และอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ในที่สุดหากได้รับการรักษาช้าเกินไป
  • ภาวะลมชัก : เป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทที่พบได้บ่อยในบีเกิ้ล โดยอาจพบว่าสุนัขเป็นลมล้มลงไป ขาเหยียดเกร็ง และหมดสติได้ หากพบปัญหาดังกล่าวควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งส่วนมากสุนัขมักตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดี

ความต้องการด้านสารอาหารของบีเกิ้ล

ควรเลือกอาหารที่มีสารอาหารจำเป็นสำหรับร่างกายของบีเกิ้ลอย่างครบถ้วน เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และกิจกรรมในแต่ละวันของสุนัขสายพันธุ์นี้ ที่สำคัญควรเน้นไปที่การออกกำลังกาย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาโรคอ้วนที่อาจเกิดได้ในอนาคต

  1. โปรตีน : เพื่อสร้างเนื้อเยื่อที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย ในอาหารควรมีกรดอะมิโนซึ่งเป็นหน่วยย่อย ของโปรตีนอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนชนิดที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้
  2. คาร์โบไฮเดรต : เพื่อเป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เซลล์ประสาท เซลล์หัวใจ และเม็ดเลือดแดง อาหารที่มีคุณภาพดีควรมีการคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคอ้วนในสุนัขสายพันธุ์นี้
  3. ไขมัน : ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยให้พลังงานได้สูงกว่าโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ไขมันยังช่วยในการดูดซึมวิตามิน อี ดี เอ และเค รวมถึงยังดูแลให้ความอบอุ่น และมีส่วนช่วยในระบบห่อหุ้มร่างกาย เช่น โอเมก้า 3 และ 6 ที่ช่วยบำรุงผิวหนังและขน
  4. วิตามิน และแร่ธาตุ : แม้ร่างกายจะต้องการวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณน้อย แต่หากได้รับไม่เพียงพอหรือได้รับมากเกินไป ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย และทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติได้ ตัวอย่างวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายสุนัขต้องการ ได้แก่ วิตามินบี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น

นอกเหนือจากสารอาหารหลักที่ควรมีอย่างครบถ้วนตามหลักโภชนาการแล้ว ก็ควรเลือกอาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพดี เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล เลือกอาหารที่เน้นการคัดสรรวัตถุดิบหลักมาจากธรรมชาติปราศจากสีและวัตถุปรุงแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์ โดยมีการคำนวนสารอาหารให้มีปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของร่างกายสุนัข เพื่อให้สุนัขมีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก อย่างเช่น

SUPERCOAT (ซุปเปอร์โค้ท) สูตรสุนัขโตพันธุ์เล็ก

ที่เสริมการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกายสุนัขให้เหมาะกับกิจกรรมในแต่ละวัน และมีความสมดุลกับความต้องการด้านโภชนาการของสุนัขสายพันธุ์เล็กโดยเฉพาะ อร่อยกับรสชาติที่ได้จากวัตถุดิบแท้ ๆ จากธรรมชาติ เพิ่มพลังงานด้วยวิตามินบี เพื่อการนำพลังงานไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เม็ดอาหารมีขนาดเหมาะสมช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหาร และยังมีโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยให้ขนเงางามมีสุขภาพดี ที่สำคัญสูตรอาหารยังเน้นไปที่การเสริมสร้างสุขภาพหัวใจและดีต่อระบบเผาผลาญที่รวดเร็วของสุนัขสายพันธุ์เล็ก เพื่อให้สุนัขมีสุขภาพดีและมีชีวิตที่ยืนยาว

ความต้องการพิเศษเฉพาะสายพันธุ์ของบีเกิ้ล

บีเกิ้ลที่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นจะมีพลังงานล้นเหลือ อยากจะเล่นอยากจะออกกำลังตลอดทั้งวัน ดังนั้นเจ้าของบีเกิ้ลจึงควรหาเวลาพาบีเกิ้ลไปเดิน (หรืออาจจะวิ่ง) ด้วยกัน หากต้องการที่จะปล่อยบีเกิ้ลให้วิ่งเล่นในพื้นที่กว้าง ๆ เจ้าของควรจะฝึกเกิ้ลให้กลับมาหาเราเมื่อเรียกด้วย เมื่อบีเกิ้ลอายุมากขึ้นความแอคทีฟของสุนัขสายพันธุ์นี้มักจะลดลงไปด้วย หลายบ้านพบว่าบีเกิ้ลสามารถนอนอยู่ในบ้านได้เลยยาว ๆ ทั้งวัน แต่ด้วยนิสัยรักการกินของบีเกิ้ลที่ไม่เปลี่ยนแปลง อาจทำให้บีเกิ้ลมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาน้ำหนักเกิน จนนำไปสู่การเกิดปัญหาเรื่องกระดูกและข้อต่อได้ ฉายา Scenthound สุนัขยอดนักดมของบีเกิ้ลไม่ได้มาเล่น ๆ เมื่อบีเกิ้ลมีโอกาสออกไปสำรวจพื้นที่นอกบ้าน ควรระวังไม่ให้ออกไปไกลหูไกลตาเจ้าของสัตว์ เพราะความช่างสงสัยอาจทำให้บีเกิ้ลเผลอมุดออกไปดมสำรวจโลกกว้างข้างนอกได้ ซึ่งข้อนี้ถือเป็นข้อควรระวังสำคัญสำหรับเจ้าของบีเกิ้ล

การดูแลขนและความสะอาดของบีเกิ้ล

สีขนที่เป็นที่นิยมสำหรับผู้เลี้ยงบีเกิ้ล คือสีขน 3 สี มีสีดำอยู่บริเวณหลัง ขา อก ท้อง และปลายหางเป็นสีขาว มีสีน้ำตาลบนหัวและกลางหลัง ขนของบีเกิ้ลมีลักษณะนุ่ม แน่น เป็นสองชั้น ที่ช่วยกันน้ำได้ดี เจ้าของควรหมั่นแปรงขนให้บีเกิ้ลด้วยแปรงขนขนาดกลาง หรือถุงมือแปรงขน อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพื่อกำจัดเอาขนที่หลุดร่วงและเศษผิวหนังเพื่อกระตุ้นการขึ้นใหม่ของเส้นขน และด้วยความที่บ้านเราเป็นเมืองร้อน จึงอาจพบเรื่องบีเกิ้ลผลัดขนให้เห็นได้เช่นกัน นอกจากนี้ระหว่างที่อาบน้ำหรือแปรงขนให้กับบีเกิ้ล ให้ลองสังเกตผิวหนังว่ามีอาการแดง พบสะเก็ด หรือมีอาการคันหรือไม่ สังเกตตาว่ามีน้ำตา ตาแดง หรือไม่ หากพบอาการดังกล่าว ควรรีบพาบีเกิ้ลไปพบคุณหมอเพื่อประเมินอาการก่อนที่จะลุกลามจนรักษายากต่อไป ลักษณะใบหูของบีเกิ้ลเป็นใบหูที่ตกพับปิดลงมา ทำให้การระบายอากาศบริเวณช่องหูไม่ดีนัก และอาจเกิดปัญหาการติดเชื้อในช่องหูได้ เจ้าของจึงควรเช็คช่องหูของน้องหมาทุก ๆ 2 สัปดาห์ หากเริ่มพบว่ามีขี้หูเยอะขึ้นกว่าปกติ และมีสัญญาณของหูอักเสบ เช่น บีเกิ้ลมีอาการสะบัดหัว หรือเกาบริเวณหูมากขึ้น ดังนั้นเวลาอาบน้ำให้บีเกิ้ลอาจจะต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าใบหู หรือทำการเช็ดหูทุกครั้งหลังจากอาบน้ำ นอกจากนั้นควรแปรงฟันให้บีเกิ้ลเป็นประจำอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อทำความสะอาดเอาคราบหินปูน และกำจัดแบคทีเรียในช่องปากที่อาจทำให้เกิดปัญหาช่องปากตามมาได้

การอยู่ร่วมกับเด็กและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ

บีเกิ้ลเป็นสุนัขสายพันธุ์ที่เข้ากับทุกคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี เข้ากับสัตว์ชนิดอื่น ๆ ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นสุนัขด้วยกัน หรือแมว และสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น ๆ เหมาะมากกับครอบครัวที่มีเด็ก แต่ด้วยลักษณะของบีเกิ้ลที่มีพลังงานอย่างล้นเหลือ การสอนให้บีเกิ้ลรู้จักวิธีการเข้าสังคมอย่างถูกทางจึงเป็นสิ่งที่เจ้าของบีเกิ้ลทุกคนควรให้ความใส่ใจในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาปล่อยให้บีเกิ้ลเล่นกับเด็กเล็ก แต่ไม่ว่าจะเป็นสุนัขสายพันธุ์ใดก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ควรสอนเด็ก ๆ ถึงวิธีจับสุนัขให้ถูกต้อง ไม่ให้เข้าไปหาสุนัขในขณะที่กินอาหาร หรือหลับอยู่ ไม่พยายามแย่งชามอาหารน้องหมาไม่ว่าน้องหมาจะใจดีแค่ไหนก็ตาม

วิถีชีวิตสไตล์บีเกิ้ล

ด้วยพื้นฐานของสายพันธุ์บีเกิ้ลที่ชอบอยู่เป็นกลุ่ม บีเกิ้ลจึงแฮปปี้กว่าเมื่อมีเพื่อนอยู่ด้วยมากกว่าที่จะถูกทิ้งให้อยู่ตัวเดียวตามลำพัง ขอแค่มีน้องหมาน้องแมวอยู่เป็นเพื่อนซักนิด บีเกิ้ลก็ไม่เหงาแล้ว และถ้าอยากจะพาบีเกิ้ลออกไปเที่ยวไหน ก็ไม่ใช่ปัญหา เพียงแค่เตรียมตัวสอนบีเกิ้ลให้กลับมาเมื่อถูกเรียก เตรียมน้ำไว้ให้บีเกิ้ลดับกระหายคลายร้อน โดยเลือกสถานที่ที่ไม่ร้อนจัดจนเกินไป และคอยจับตาดูไว้อย่าปล่อยให้บีเกิ้ลไปไกลเกินระยะสายตาเลยเชียวนะ

ผู้เลี้ยงที่เหมาะกับบีเกิ้ล

เจ้าของที่มีบ้านมีพื้นที่ มีคนหรือสัตว์เลี้ยงอยู่ที่บ้านตลอดทั้งวันที่ต้องการรับสมาชิกเพิ่ม มองมาทางบีเกิ้ลได้เลย เพราะบีเกิ้ลจะเป็นสมาชิกที่น่ารักตัวใหม่ของบ้านคุณแน่นอน แต่เจ้าของก็ต้องมีเวลาพาบีเกิ้ลออกไปปล่อยพลัง ได้วิ่งเล่น ได้ออกกำลัง ได้พาบีเกิ้ลไปฝึกอย่างถูกต้อง รับรองเลยว่าบีเกิ้ลจะเป็นเพื่อนที่ดีกับทุกคนในครอบครัวได้อย่างแน่นอน